Home Inspiration My Dear มีเดีย คนทำสื่อต้องเปลี่ยน Mindset ให้โซเชียลเป็น Amplifier

คนทำสื่อต้องเปลี่ยน Mindset ให้โซเชียลเป็น Amplifier

เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ที่ทำผลสำรวจและรายการสถิติแบบออนไลน์ อย่าง Statista ได้ปล่อยบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเติบโตของโซเชียลมีเดียในรอบปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าปัจจุบันจำนวนตัวเลขผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียนั้นขยายตัวไปพร้อมกับจำนวนประชากรดิจิทัลทั่วโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่เดินควบคู่กัน แพลตฟอร์มที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงพื้นที่สำหรับการสังสรรค์ออนไลน์ ปัจจุบันถูกนำมาใช้ในเชิงธุรกิจอย่างหลากหลาย

ทั้งนี้บทความดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ในปี 2023 มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทั่วโลกประมาณห้าพันล้านคน โดยในจีนมีผู้ใช้งานมากกว่าหนึ่งพันล้านคน และอินเดียมากกว่า 860 ล้านคน สหรัฐอเมริกามีผู้ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก 308 ล้านคนในปีเดียวกัน ขณะที่ยุโรปมีผู้ใช้งานประมาณ 680 ล้านคน ส่วนภูมิภาคที่มีผู้ใช้งานน้อยที่สุดคือแอฟริกากลางและอเมริกากลาง

เบื้องหลังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยม คือบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์ ในปี 2023 บริษัท Meta Platforms ซึ่งเป็นเจ้าของ Facebook, Instagram และ WhatsApp สร้างรายได้ต่อปีมากกว่า 134 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ LinkedIn ซึ่งเป็นบริการด้านธุรกิจและการหางาน และเป็นบริษัทในเครือของ Microsoft ทำรายได้ประมาณ 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณล่าสุด

สำหรับแพลตฟอร์มที่คนไทยคุ้นเคยกันมากที่สุดอย่าง Facebook นั้น ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก ผู้ใช้ Facebook ทั่วโลกประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์มีอายุระหว่าง 25-34 ปี และเกือบหนึ่งในสี่มีอายุ 18-24 ปี ซึ่งช่วยลบภาพจำว่า Facebook เป็นแพลตฟอร์มของคนรุ่นเก่า และในช่วงต้นปี 2024 Facebook รายงานว่าจำนวนผู้ใช้งานเติบโต 3.1 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปี แสดงให้เห็นว่ายักษ์ใหญ่รายนี้ยังคงดึงดูดผู้ใช้ใหม่ได้ แม้อัตราการเติบโตจะช้ากว่าผู้นำตลาดรายอื่นอย่าง Instagram, X (ชื่อเดิม Twitter) และ Snapchat

ในส่วนของ Instagram มีผู้ใช้งานต่อเดือนประมาณสองพันล้านคน และเป็นเครือข่ายที่เน้นการใช้งานผ่านมือถือเป็นหลัก ซึ่งแอปฯ นี้ดึงดูดกลุ่มผู้ใช้อายุน้อย โดยเกือบ 32 เปอร์เซ็นต์อยู่ในช่วงอายุ 18-24 ปี

แม้ Instagram มักถูกเชื่อมโยงกับอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ต้องการความหลากหลายมากกว่านั้น และกลายเป็นช่องว่างให้ TikTok ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่ม Gen Z โดย 36 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ทั่วโลกมีอายุระหว่าง 18-24 ปี แสดงให้เห็นถึงความต้องการคอนเทนต์สั้น กระชับ และปรับให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคนบนดีไซน์ที่เน้นมือถือเป็นหลัก ปัจจุบัน TikTok มีผู้ใช้งานต่อเดือนมากกว่า 1.5 พันล้านคน

การเติบโตที่ขยายวงกว้างไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนประชากรโลก ทำให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้งานในชีวิตประจำวันและปรับเปลี่ยนชีวิตของผู้คน รวมไปถึงปรับเปลี่ยนวงการสื่อให้ปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ ทุกวันนี้โทรทัศน์ไม่ได้หมายถึงสถานีโทรทัศน์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็น Device สำหรับชมเนื้อหาในรูปแบบสตรีมมิ่ง เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ที่ไม่ได้เป็นสื่อกระดาษแต่เพียงอย่างเดียว แต่ถูกปรับให้เป็นสำนักข่าวออนไลน์ ส่วนวิทยุถูกปรับให้ฟังได้ในหลายพื้นที่มากขึ้นจากรูปแบบการสตรีมเสียงออนไลน์ เกิดรายการผ่านสิ่งที่เรียกว่า Podcast ทำให้ทางเลือกของผู้บริโภคมีเพิ่มมากขึ้นไม่ได้ถูกผูกขาดอยู่กับเจ้าใดเจ้าหนึ่ง

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสื่อนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีใครหายไป แต่เป็นการปรับเปลี่ยนบทบาทให้ชัดเจนขึ้น จากสื่อโทรทัศน์ที่เคยเป็นสื่อร้อน ในเวลานี้สื่อและสำนักข่าว คือสื่อที่มีต้นทุนความน่าเชื่อถือ และเป็นสื่อที่จะถูกใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับบุคคลหรือองค์กร ขณะที่โซเชียลมีเดีย เหมือนเครื่องมือกระจายเสียงให้กับเนื้อหาจากแพลตฟอร์มทีวี

ในอดีต รายการ 30 นาที หากต้องการติดตามก็ต้องจำวันเวลาออกอากาศหรือดูย้อนหลังใน YouTube แต่ทุกวันนี้รายการโทรทัศน์ 30 นาที คุณสามารถทำเป็นคลิปสั้นเพื่อเผยแพร่ในแต่ละแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Reel ของ Facebook, Short ของ YouTube หรือบน TikTok การเผยแพร่คลิปไฮไลต์ของรายการ เท่ากับเป็นการกระจายการรับรู้ (Amplifier) ให้กับผู้ชมบนโลกออนไลน์

ทุกวันนี้โลกสื่อไม่ได้เคลื่อนที่เป็นเส้นตรงเหมือนในอดีตอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด โดยมีโซเชียลมีเดียทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางการรับรู้” ที่ทรงพลังที่สุดในระบบ

โซเชียลมีเดียไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อทำลายสื่ออื่น แต่โซเชียลมีเดียได้เข้ามาเปลี่ยนกติกาของเกมทั้งหมด จากการสื่อสารทางเดียว สู่การสื่อสารที่โต้ตอบและกระจายตัวอย่างรวดเร็ว ในบริบทใหม่นี้ สื่อที่ยืดหยุ่น ปรับตัว และเข้าใจพฤติกรรมผู้ชม จะสามารถเติบโตไปพร้อมกับกระแสดิจิทัลได้อย่างมั่นคง ขณะที่สื่อที่ยังยึดติดกับรูปแบบเดิมอาจไม่ได้หายไปในทันที แต่บทบาทจะค่อย ๆ ลดลงตามแรงเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค

โลกของการทำสื่อในปัจจุบันจึงไม่ได้หมายความว่าสื่อเก่าจะต้องถูกกำจัดให้สิ้นซาก หากแต่หมายถึงการจัดระเบียบใหม่ของทั้งระบบ เป็นการรวมตัวกันของแพลตฟอร์ม เนื้อหา และช่องทางต่าง ๆ ให้ทำงานประสานกันมากกว่าที่เคยเป็นมา ท้ายที่สุดผู้ที่เข้าใจทั้ง “ธรรมชาติของสื่อ” และ “กลไกของสื่อยุคใหม่” ย่อมมีความได้เปรียบ เพราะเขาสามารถออกแบบการสื่อสารให้เข้าถึงผู้ฟังของตนเองได้อย่างแม่นยำและกระจายเสียงของตนได้ไกลกว่า ง่ายกว่า และมีพลังมากกว่าที่เคยเป็นมา

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ