Home Work & Living Living แนวโน้มอาชญากรรมออนไลน์ปี 2567 ที่เกิดจาก AI และเตือนภัยช่วงปีใหม่

แนวโน้มอาชญากรรมออนไลน์ปี 2567 ที่เกิดจาก AI และเตือนภัยช่วงปีใหม่

ในยุคที่ใด ๆ ในโลกล้วนเป็น AI (Artificial Intelligence) สิ่งของใกล้ตัวต่าง ๆ ต่างใส่ระบบ AI เข้ามาร่วมทำงานเพื่อให้มีความอัจฉริยะมากขึ้น ทำให้ในแวดวงการต่าง ๆ จึงเริ่มใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาเป็นตัวช่วยเพื่อให้สามารถทำงานได้ง่าย สะดวก ลดปัญหาความยุ่งยากต่าง ๆ และงานเสร็จได้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม วงการมิจฉาชีพก็คงไม่น้อยหน้า ไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีดี ๆ แบบนี้เสียเปล่าไปโดยไม่ใช่ประโยชน์ (ในทางที่ผิด) ซึ่งยิ่ง AI มีความฉลาดมากขึ้นเท่าไร ทำงานได้อย่างอัจฉริยะมากขึ้นเท่าไร ความแนบเนียนในการใช้ AI ในทางมิชอบก็จะยิ่งแนบเนียนขึ้นเท่านั้น นี่คือช่องโหว่ของความอัจฉริยะของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่นำมาใช้ก่ออาชญากรรม

ซึ่งจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ผ่านมา พบว่ารูปแบบคดีที่มีจำนวนการแจ้งความมากที่สุด อันดับ 1 “การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการทางออนไลน์” มีจำนวนกว่า 150,000 คดี ส่วนรูปแบบคดีที่มีความเสียหายรวมสูงที่สุด อันดับ 1 คือ “หลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์” มีความเสียหายรวมกว่า 16,000 ล้านบาท สำหรับคดีในรูปแบบอื่น ๆ อาทิ “การหลอกให้โอนเงิน” “การหลอกให้กู้เงิน” และ “การข่มขู่ทางโทรศัพท์” ยังคงรูปแบบคดีที่มีผู้เสียหายและสร้างความเสียหายในอันดับต้น ๆ เช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงเป็นห่วงพี่น้องประชาชนเรื่องการใช้สื่อออนไลน์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท โดยอยากให้ทุกคนเพิ่มความระมัดระวังในการใช้งานให้มากขึ้น เพราะมิจฉาชีพจะพยายามใช้ทุกช่องทางในการเข้าถึงเป้าหมาย และล่อลวงด้วยวิธีการต่าง ๆ ให้เราตกเป็นเหยื่ออย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นการส่ง SMS การโทรศัพท์หาเหยื่อ การลงโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ และในหลายกรณี ก็พบว่ามิจฉาชีพมีข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกของเหยื่อด้วย นำมาใช้ประกอบการหลอกลวงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ทำให้เราตกเป็นเหยื่อได้ง่ายขึ้น

แนวโน้มอาชญากรรมออนไลน์ปี 2567 อาจพบการใช้ประโยชน์จาก AI

นอกจากนี้ สืบเนื่องจากความก้าวหน้าและล้ำสมัยของเทคโนโลยีอย่าง AI ที่ใครหลายคนอาจจะตามไม่ทันนัก สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้เตือนภัยถึงแนวโน้มรูปแบบของอาชญากรรมออนไลน์ในปี พ.ศ. 2567 ที่จะถึงนี้ด้วย ว่ามิจฉาชีพจะนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้งานในทางมิชอบมากขึ้น เช่น ใช้สร้างเนื้อหาปลอมเพื่อใช้ในการฉ้อโกงหรือสร้างความเสียหายให้แก่พี่น้องประชาชน โดยมีการยกตัวอย่างการนำ AI มาใช้สร้างภาพหรือคลิปปลอม เพื่อนำมาแสวงหาประโยชน์ต่าง ๆ จากเหยื่อ ดังนี้

1. การสร้างภาพหรือคลิปปลอมเป็นบุคคลอื่น (AI Deepfakes) เพื่อใช้ในการฉ้อโกง พูดง่าย ๆ ก็คือ จากนี้ไปการวิดีโอคอลเพื่อเช็กบุคคลว่าเป็นคนรู้จักของเราจริง ๆ หรือไม่นั้น อาจไม่ได้ผลอีกต่อไป หากมิจฉาชีพใช้วิธีนี้ในการปลอมเป็นคนรู้จักของเราแล้วมาหลอกลวงให้เราโอนเงินให้ด้วยการสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งถ้าเราแยกภาพหรือคลิปปลอมนั้นไม่ออก เนื่องจาก AI Deepfakes ปลอมแปลงได้แนบเนียนมาก เราอาจตกเป็นเหยื่อได้

2. การสร้างคลิปลามกปลอม (AI Deepfakes) ทำให้บุคคลอื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือแสวงหาประโยชน์ เป็นการใช้ประโยชน์จาก AI Deepfakes เช่นกัน โดยการนำเอาภาพของเราไปซ้อนทับกับภาพหรือคลิปลามก จากนั้นก็นำมาข่มขู่กรรโชกทรัพย์ (แบล็กเมล์) จากเรา ว่าถ้าเราไม่ให้เงินก็จะปล่อยรูปภาพแบบนี้ออกไปในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ หรืออาจจะไม่มาข่มขู่ให้เสียเวลา แต่ปล่อยลงบนอินเทอร์เน็ตเลยเพื่อให้เราเสียหาย เพราะแน่นอนว่าถ้าภาพหรือคลิปเหล่านี้หลุดออกไป มันจะสร้างความเสียหายให้เรามหาศาลอย่างแน่นอน แม้ว่าจะไม่ใช่ภาพจริงก็ตาม แต่กว่าจะพิสูจน์กันได้ว่าเป็นคลิปตัดต่อ เราก็เสียหายไปแล้ว

3. การเลียนเสียงของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือคนรู้จัก (AI Voice Covers) จากตัวอย่างเสียง เพื่อใช้ในการฉ้อโกง นี่เป็นรูปแบบการก่ออาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่เริ่มมีข่าวเตือน ๆ กันบ้างแล้ว หรือตามสื่ออย่างละครหรือซีรีส์ก็เริ่มมีการใส่รูปแบบการหลอกลวงแบบนี้เข้าไป เพื่อให้คนดูตระหนักว่ามันทำได้จริง การแอบเก็บตัวอย่างเสียงของเราไป จากนั้นก็นำไปผ่านโปรแกรม ใครก็ตามที่พูดผ่านโปรแกรมนั้น บทพูดก็แล้วแต่คนพูดจะพูด แต่เสียงที่ออกมาจะเป็นเสียงของเรา จากนั้นก็ใช้บทพูดเหล่านี้ไปหลอกลวงคนรู้จักของเรา เพื่อให้เหยื่อเข้าใจว่าเป็นเราที่ติดต่อไป แม้ว่าการหลอกลวงรูปแบบนี้จะยังไม่แพร่หลาย และยังไม่สมบูรณ์แบบพอ แต่ถ้าเทคโนโลยีมันพัฒนากว่านี้ นี่ก็เป็นเรื่องน่ากลัว

4. การสร้างข่าวปลอม (Fake News) ที่ดูน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความตื่นตระหนกหรือความเข้าใจผิด เนื่องจาก AI มีความสามารถในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ และมีความสามารถในการเรียบเรียงออกมาเป็นบทความ เป็นข่าว เป็นข้อเขียนต่าง ๆ แบบที่ใครหลายคนคงเคยได้ใช้ประโยชน์จาก AI ที่มีชื่อว่า ChatGPT มาแล้วนั่นเอง จะพบว่าผลงานการเขียนงานของ AI นั้นค่อนข้างทำได้ดีทีเดียว แม้ว่าจะมีจุดสังเกต แต่ถ้าไม่ได้สังเกต ก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเป็นข่าวปลอมที่สร้างขึ้นโดย AI

ส่วนวิธีการที่จะป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใด ๆ ก็ตาม คือ “อย่าเพิ่งเชื่ออะไรก็ตามที่เห็นหรือได้ยินมาจากในโลกออนไลน์” ให้ยึดหลัก “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” ย้ำและเตือนสติตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ และหากพบว่าตนเองถูกแอบอ้างหรือปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ ให้รีบดำเนินการ “แจ้งความ รีพอร์ต บอกเพื่อน” เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งกับตัวเราเอง ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิทต่อไป

เทศกาลวันหยุดปีใหม่นี้ จงระวังมิจฉาชีพออนไลน์

ช่วงเทศกาลรื่นเริงและวันหยุดยาว นับเป็นช่วงเวลาทองของเหล่ามิจฉาชีพออนไลน์ ที่จะหาช่องโหว่ต่าง ๆ เพื่อฉวยโอกาสหลอกลวงเหยื่อ เพราะหลายคนวางแผนไปเที่ยว ก็จะมีการจองตั๋วเครื่องบิน จองที่พักผ่านทางออนไลน์ จึงมีโอกาสที่เจอเข้ากับโปรโมชันท่องเที่ยวราคาประหยัดที่น่าสนใจ แต่ดันเป็นของปลอม หรือหลายคนกลับบ้านต่างจังหวัดไปหาพ่อแม่ พ่อแม่อาจวานให้ช่วยสั่งของนู่นนี่นั่นให้ ก็อาจเจอกับร้านขายของถูก อ้างว่าเป็นของแท้ สั่งแล้วได้ของจริง แต่พอกดสั่ง จ่ายเงิน กลับไม่ได้ของหรือได้ของไม่ตรงปก หรืออาจใช้โอกาสช่วงที่ใครหลายคนมองหาของขวัญ อ้างว่าจะแจกนั่นแจกนี่เป็นของขวัญ ให้เราคลิกลิงก์ปลอม ไม่ก็หลอกให้เรากรอกข้อมูลส่วนตัว เป็นต้น

ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ในช่วงเวลาของการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พี่น้องประชาชนออกไปท่องเที่ยว ซื้อของขวัญ และทำกิจกรรมต่าง ๆ ในวันหยุดร่วมกับครอบครัว จึงเตือนให้พี่น้องประชาชนระมัดระวัง และอย่าเชื่อในสิ่งที่ราคาถูกหรือดีเกินจริง เพราะสิ่งที่เห็นหรือได้ยินในสื่อสังคมออนไลน์ อาจเป็นกลลวงของมิจฉาชีพในการหลอกลวงแสวงหาประโยชน์จากพี่น้องประชาชน โดยขอให้ยึดหลัก “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ ระลบึกไว้เสมอว่า “แม้จะเป็นวันหยุด แต่มิจฉาชีพไม่เคยหยุด”

ซึ่งรูปแบบของภัยออนไลน์ที่พี่น้องประชาชนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มีดังนี้

1. “การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการทางออนไลน์” โดยมิจฉาชีพจะหลอกลวงด้วยการโฆษณาขายสินค้าราคาถูก หรือส่วนลดพิเศษเฉพาะในช่วงเทศกาล เพื่อจูงใจให้เหยื่อหลงเชื่อสั่งซื้อสินค้า

2. “การหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล” โดยมิจฉาชีพจะแอบอ้างเป็นร้านค้าต่าง ๆ แล้วโฆษณาว่าจะมีโปรโมชันพิเศษในช่วงเทศกาล หรือแจกของรางวัลต่าง ๆ แต่จะต้องลงทะเบียนก่อน หากเหยื่อหลงเชื่อ กรอกข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ-นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์มือถือ และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ ก็จะถูกมิจฉาชีพนำไปใช้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบต่อไป

3. “การหลอกรับบริจาค” โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประชาชนอาจต้องการทำบุญเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลกับชีวิต มิจฉาชีพอาจมีการประกาศเชิญชวนให้ร่วมทำบุญ โดยอ้างบุคคลหรือกิจกรรมต่าง ๆ จึงควรตรวจสอบข้อมูลในกิจกรรมที่จะร่วมทำบุญว่า เป็นความจริงหรือไม่อย่างไร ก่อนจะร่วมบริจาคเงินร่วมทำบุญออนไลน์ต่าง ๆ

4. “การสร้างข่าวปลอม” เพื่อสร้างยอดติดตาม หรือสร้างความตื่นตระหนก ซึ่งมิจฉาชีพอาจเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เป็นความจริงหรือบิดเบือน เกี่ยวกับ อุบัติเหตุ การเดินทาง หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ในช่วงเทศกาล มาเผยแพร่เพื่อแสวงหาประโยชน์ หรือสร้างความเสียหายให้สังคม

5. “การหลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันปลอม” ที่เกี่ยวข้องกับเทศกาล เช่น แอปพลิเคชันแต่งรูปปลอม แอปพลิเคชันจองที่พักปลอม เป็นต้น โดยหากเหยื่อหลงเชื่อติดตั้งแอปพลิเคชันปลอม ก็อาจถูกมิจฉาชีพควบคุมเครื่องระยะไกล หรืออาจถูกเข้าถึงข้อมูลภายในโทรศัพท์มือถือได้

6. “การหลอกขายทัวร์และที่พักราคาถูก” ซึ่งในช่วงเทศกาล กลุ่มมิจฉาชีพมักจะหลอกลวงด้วยการแอบอ้างเป็น โรงแรม ที่พัก หรือบริษัททัวร์ จากนั้นจะลงโฆษณาในช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะที่พบได้บ่อยคือทางสื่อสังคมออนไลน์ ที่มักจะมีการสร้างเพจปลอมเพื่อหลอกลวงพี่น้องประชาชน

และสุดท้ายนี้ ใครก็ตามที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงทางสื่อสังคมออนไลน์ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ข้อมูลจาก FB: สำนักงานตำรวจแห่งชาติ