
สิ้นสุดความสงสัยซักทีว่าซีรีส์เรื่อง เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ มันเป็นซีรีส์ประเภทไหนกันแน่ หลังจากที่เห็น Netflix พยายามโปรโมตมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจจะหาคำตอบเลยว่ามันคืออะไร แถมตอนนั้นยังเข้าใจว่ามันเป็นซิตคอมที่เริ่มฉายแล้วด้วย จนกระทั่งมีข่าวออกมาเรื่องนักแสดงสาว “ใหม่ ดาวิกา” ออกมาเฉลยความจริงว่าทำไมเธอถึงต้องผอมขนาดนั้น ผอมจนมีคนบูลลี่เธอว่าเธอเป็นโรคคลั่งผอมแน่ ๆ แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงงานของเธอ โดยเธอเป็นนักแสดงนำในซีรีส์เรื่องนี้
ไม่เพียงเท่านี้นะ ไม่กี่วันก่อนก็ยังเข้าใจว่า เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ เป็นซีรีส์ใหม่แกะกล่อง เพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามันเคยเป็นเวอร์ชันหนังมาก่อน แล้วนำมารีเมกใหม่โดยการตีความใหม่ เพิ่งรู้หลังจากข่าวของ “ใหม่ ดาวิกา” เช่นกัน พอรู้แล้วก็เลยอยากจะรู้ต่อว่าซีรีส์ที่นักแสดงคนหนึ่งทุ่มเทตัวเองให้ขนาดนี้เนื้อเรื่องมันเป็นยังไง เปิด Netflix ดูด้วยทุกอย่างเป็นศูนย์ เวอร์ชันหนังก็ไม่เคยดู รู้เพียงเรื่องย่อและรู้ว่าเคยเป็นหนังมาก่อนเท่านั้น

เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ เป็นซีรีส์ 6 ตอนที่เล่าเรื่องราวของ “ตุ้ม” หญิงสาวคนหนึ่งที่โดนบริษัทประกันภัยเลย์ออฟให้ออกจากงานกะทันหัน กลับห้องมาก็เจอเรื่องน่าหงุดหงิดเพราะลิฟต์เสีย จนต้องเดินขึ้นบันไดที่ภายหลังรู้ว่าเธออยู่ชั้น 16 แถมป้ายเลขหน้าห้องก็พิกลพิการ ตัวหมุดยึดป้ายน่าจะเกลียวหวาน มันเลยทำให้ป้ายเลข 6 พลิกลงมาเป็นเลข 9 เป็นประจำ ซึ่งเธอต้องหมุนมันกลับขึ้นไปด้วยมือตัวเองเสมอ

และหลังจากที่เธออยู่ในสถานะคนตกงานชั่วข้ามคืน เช้ารุ่งขึ้นก็เรื่องไม่คาดฝันประดังประเดถล่มเข้าหาเธอแบบหนึ่งวันพันเหตุการณ์ เริ่มต้นตั้งแต่โทรศัพท์บ้านที่ดังลั่นในตอนเช้า เธอรับสายตามปกติเพราะคิดว่าอาจเป็นเรื่องด่วน แต่แท้จริงคือโทรศัพท์จากโรคจิตที่โทรมาสำเร็จความใคร่ให้ฟังเป็นประจำ ต่อจากนั้นก็มีคนเคาะประตูห้อง เปิดไปก็เจอกล่องพัสดุที่ข้างในบรรจุเงินอยู่เต็มกล่อง ทีแรกเธอเอามันออกไปไว้ที่เดิม ก็มีเหตุให้ต้องเก็บกลับเข้ามา จากนั้นเธอจึงตีเนียนที่จะเก็บเงินนี้ไว้เอง แต่แล้วก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง เป็นชายฉกรรจ์แปลกหน้า 2 คนมาถามหากล่องใบนั้น ด้วยความกลัวตุ้มจึงบอกว่าไม่เห็น พวกเขาไม่เชื่อจึงใช้กำลังบุกเข้ามาในห้องของตุ้ม ปล้ำกันไปมา ชาย 2 คนก็ถูกตุ้มฆ่าตายด้วยความบังเอิญ เอาล่ะสิ! ดาวิกาฉันกลายเป็นฆาตกรซะแล้ว!
มีคนเคาะห้องผิดบ่อยปะครับ

คือคนอื่นอาจจะมองว่าจุดเริ่มต้นความซวยบัดซบของตุ้ม (และคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตุ้มไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง) คือการที่ตุ้มถูกเลย์ออฟแล้วกลายเป็นคนตกงานชั่วข้ามคืนใช่ไหม แต่สำหรับเรานะ เรามองว่าจุดเริ่มต้นจริง ๆ ของเรื่องราวดาร์ก ๆ นี้ คือการที่เกลียวของหมุดยึดแผ่นป้ายเลขห้องของตุ้มมันหวานมากกว่า เลยทำให้ป้ายหมุนร่วงลงมา แล้ว กลับเลข 6 ให้กลายเป็นเลข 9 อยู่บ่อยครั้ง แน่นอนว่าการที่หมุดป้ายหน้าห้องพังไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ตุ้มตกงาน แต่การที่ป้ายพังแล้วตุ้มไม่คิดที่จะซ่อมหมุดหรือพยายามหาวิธีตรึงป้ายไม่ให้มันร่วงลงมาเป็นเลข 9 อีกต่างหาก คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวล
เพราะอย่าลืมว่าป้ายหน้าห้องของตุ้มมันพังมานานแล้ว พังก่อนที่ตุ้มจะตกงานซะอีก และการที่ป้ายพังมันก็นำมาซึ่งเรื่องราวน่ารำคาญใจให้แก่ตุ้มตั้งแต่นั้นมาเสมอ อย่างการที่มีคนเคาะห้องผิดเป็นประจำ รวมถึงการที่ตุ้มต้องมาคอยใช้มือหมุนป้ายให้มันกลับขึ้นไปเป็นเลข 6 เหมือนเดิมอยู่ทุกวี่วันด้วย จริงอยู่ว่าการหมุนป้ายกลับขึ้นไปมันไม่ได้ลำบากลำบนอะไรขนาดนั้นนักหรอก แต่มันก็เป็นกิจวัตรที่ชวนถอนหายใจไม่น้อยเลยนะ ยิ่งวันไหนกลับมาบ้านแบบหัวร้อน แล้วต้องมาเห็นอะไรขัดหูขัดตาน่ารำคาญแบบนี้ ปรอทอารมณ์ยิ่งพุงสูงปรี๊ด

คนทั่วไปน่ะ ถ้าต้องมาทำเรื่องน่ารำคาญแบบนี้ทุกวัน สู้สละเวลาไม่เกิน 5 นาที แก้ไขให้มันจบ ๆ ไปยังดีกว่าอีก ไปหาอะไรมาขันให้เกลียวยึดมันแน่นขึ้นก็ได้ หรือจะไปหาเทปกาวสองหน้ามาติดก็ได้ แต่ถ้าไม่มีติดห้อง แล้วคิดว่าใช้แค่นิดเดียวไม่คุ้มที่จะซื้อมาทั้งม้วน ก็ใช้เทปกาวที่มีอยู่แล้วมาม้วนติดกันให้มันเป็นกาวทั้งสองด้านแล้วเอาไปติดยึดหลังป้ายให้ติดแน่นกับประตูก็ได้นะ (ติดเทปกาวที่ประตูก่อนแล้วค่อยหมุนป้ายขึ้นไปแนบ เฮ้อ!) เทปกาวที่ตุ้มใช้ปิดกล่องเงินอีกครั้งตอนที่เปิดออกมาเจอเงินนั่นแหละ คือถ้าอยากแก้ปัญหาจริง ๆ จะเห็นว่ามันไม่ได้ยากอะไรเลย แต่ตุ้มไม่ทำ
ส่วนไอ้การที่ตุ้มตกงาน เรามองว่ามันเป็นแค่องค์ประกอบเสริม (ที่สำคัญ) ที่ทำให้เรื่องมันวายป่วงมากขึ้นจนถึงขั้นพากันฉิบหายหมดทุกตัวละครก็เท่านั้นเอง ลองนึกดูนะว่าถ้าป้ายหน้าห้องตุ้มไม่พังหรือตุ้มซ่อมมันไปแล้ว ตุ้มก็จะเป็นเพียงคนตกงานธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีใครสับสนว่าห้องเบอร์ 6 ของตุ้มเป็นห้องเบอร์ 9 ไม่มีใครมาเคาะห้องผิด และไม่มีใครเอากล่องใส่เงินมาวางไว้ผิดห้องด้วย

อย่างไรก็ตาม การที่ตุ้มตกงาน เรามองว่ามันเป็นจุดที่ไปกระตุ้นทั้งด้านมืดและความต้องการอยู่รอดของตุ้มในเวลาเดียวกัน คืองี้ตุ้มในเวอร์ชันของ “ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่” เหมือนถูกตีความให้เป็นตัวละครที่มีด้านมืดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเพียงแค่ยังเก็บซ่อนไว้ได้ เราจะสัมผัสความเย็นชาของตุ้มได้ผ่านแววตา แม้ว่าตุ้มจะมีพฤติกรรมปฏิเสธคนไม่เป็น โกหกไม่เก่งก็ตาม รวมถึงความเลือดเย็นจากความใจเย็นในการจัดการทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องแบบไม่มีอาการสติแตกใด ๆ ให้เห็นเลย ดังนั้น ถ้าตุ้มยังมีงานทำดี ๆ เงินไม่ขาดมือ เราก็ไม่อาจรู้ได้อยู่ดีว่าตุ้มจะตีเนียนเอาเงินล้านของคนอื่นมาเก็บไว้เองหรือเปล่า ในอีกแง่สถานการณ์ตกงานเหมือนจะบีบบังคับให้ตุ้มกล้าทำเรื่องผิดกฎหมายได้ง่ายขึ้น
ทว่าท้ายที่สุดมันก็วนกลับไปที่ป้ายหน้าห้องอยู่ดี ว่าถ้ามันไม่พังหรือตุ้มซ่อมแล้ว ก็จะไม่มีกล่องเงินหน้าห้องตุ้มตั้งแรก
ตลกปะเนี่ย ปัญหาเชาว์เหรอ

รู้มาว่า เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ เคยเป็นภาพยนตร์มาก่อนในชื่อว่า “เรื่องตลก 69” เวอร์ชันภาพยนตร์ยาว 118 นาที ส่วนเวอร์ชันซีรีส์แบ่งเป็น 6 ตอน ตอนละประมาณ 40 นาที ทำให้ระยะเวลาของซีรีส์จะยาวกว่าเล็กน้อย ก่อนอื่นเลย อยากจะอวยคนเขียนบทก่อนว่าไอเดียสร้างสรรค์และเฉียบมาก ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน “คุณเป็นเอก รัตนเรือง” คือเขาคิดได้ไงอะแค่เลข 6 กับเลข 9 ที่มันพลิกกลับไปกลับมาได้ ก็สามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นเรื่องเป็นราวที่พาตัวละครหลักที่มีอยู่เพียงตัวเดียวอย่างตุ้มไปได้ไกลขนาดนั้น แถมยังตัดจบแบบที่ไม่ให้คนดูได้รู้เลยด้วยว่าชะตาชีวิตของตุ้มที่ตอนนี้ไม่เหลืออะไรเลยสุดท้ายจะไปจบที่ตรงไหน
ส่วนตัวไม่เคยดูเรื่องนี้ตอนที่เป็นเวอร์ชันภาพยนตร์ ตอนนั้นเกิดแล้วล่ะ แต่ยังเด็กเกินกว่าที่จะดูหนัง ซึ่งผู้ที่รับบทตุ้มในเวอร์ชันนั้น คือ “คุณหมิว ลลิตา ปัญโญภาส” เท่าที่อ่านรีวิวที่แบบเห็นเองไม่ได้ตั้งใจไปหาอ่าน หลายคนที่เคยดูเวอร์ชันภาพยนตร์บอกว่าเดอะซีรีส์มันออกแนวเลอะเทอะไปหน่อย ซึ่งถ้าไม่นับการตีความตัวละครใหม่ให้แตกต่างจากเดิม เส้นเรื่องของ เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ แทบจะเดินตามรอยเวอร์ชันเดิมทุกประการ แต่การเอาหนังที่มีความยาวเกือบ 2 ชั่วโมงมายืดเป็นซีรีส์ความยาว 6 ตอน เวลารวมราว ๆ 240 นาที นานกว่าเดิมถึงเท่าตัว จึงเปรียบเหมือนการเทน้ำเปล่าใส่เครื่องดื่มเพื่อให้ปริมาณมันมากขึ้น แต่กลับทำให้เครื่องดื่นแก้วนั้นเจือจางลง

อันนั้นก็เป็นความคิดเห็นของคนอื่น ๆ แหละ ส่วนตัวยังเปรียบเทียบไม่ได้เพราะยังไม่เคยดูเวอร์ชันหนัง ส่วนการดำเนินเรื่อง (ย้ำว่าการดำเนินเรื่อง) ก็แอบเห็นด้วยว่ามันน่าเบื่อและชวนหลับไปหน่อย ออกแนวดูได้เรื่อย ๆ ถ้าน็อกไปวูบหนึ่งแล้วฟื้นกลับมาก็รู้สึกว่าไม่ได้พลาดอะไรสำคัญไป พล็อตก็ไม่แย่ แต่อย่างที่บอกไปว่าเราชอบ “ไอเดีย” มากกว่า ที่เอาเลข 6 และ 9 ที่แม้ว่าจะมีค่าต่างกัน แต่จริง ๆ มันคืออักขระตัวเดียวกันที่สามารถหมุนกลับหัวแล้วได้ค่าใหม่ที่ไม่เท่ากัน แค่กลับบนเป็นล่างกลับล่างเป็นบน มันก็พลิกผันจนเปลี่ยนชีวิตของคนคนหนึ่งไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นเรื่องตลกร้ายที่ขำแทบไม่ออก ความอีรุงตุงนังจากน้ำผึ้งหยดเดียวใครจะคิดว่ามันสามารถไปได้ไกลขนาดนั้น
สิ่งที่เกิดกับตุ้มแบบเชื่อมโยงหลาย ๆ เหตุการณ์จนเป็นเส้นเดียวแล้วโยงไปที่ตุ้มคนเดียวแบบนี้ จริง ๆ มันก็เป็นมุกที่ใช้เล่าเรื่องแนวดาร์กคอมเมดี้นี่แหละ ความที่เรื่องหนึ่งมันส่งผลกระทบไปยังอีกเรื่องหนึ่งต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนเหตุการณ์บานปลายแบบไม่มีใครควบคุมได้ มันดูตลกและเกินจริงตรงนี้แหละ แต่ถ้าอะไรแบบนี้มันมาเกิดขึ้นกับชีวิตของใครสักคนจริง ๆ นี่มองไม่ออกนะว่าคนคนนั้นจะใจเย็นได้แบบตุ้มไหม และจะกล้าจัดการทุกอย่างเองหมดโดยไม่มีท่าทีลังเลหรือหวาดกลัวหรือสติแตกอะไรเลยแบบนั้นได้ยังไง ฆ่าคนตายทั้งคน

ตุ้มเล่าเรื่องที่ตัวเองเจอให้เพื่อนฟังโดยบอกว่ามันเป็นเรื่องสมมติ เพื่อนฟังยังคิดว่าเป็นเรื่องตลกเลย แต่อีกสิ่งที่ตลกยิ่งกว่าก็คือหนังที่ทำฉายเมื่อ 24 ปีที่แล้ว มาจนถึงวันนี้ในเวอร์ชันซีรีส์ที่เล่าด้วยเส้นเรื่องเดิม ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิมเป๊ะ แม้ว่าหลายอย่างในซีรีส์จะถูกอัปเดตให้เป็นปัจจุบันขึ้น ทั้งคำพูดและบริบทในเรื่องที่แสดงถึงภาพสังคมการเมืองที่เปลี่ยนไป จุดเปลี่ยนของตุ้มที่ตกงานเพราะวิกฤติเศรษฐกิจจากโรคโควิด-19 ระบาด บริษัทประกันภัยที่ใช้แผนประกัน ‘เจอ จ่าย จบ’ พังเป็นแถบ เชื่อว่าเรารู้กันดีว่าวิกฤติครั้งนี้มันเลวร้ายแค่ไหน เพราะพวกเราเพิ่งจะผ่านมาหมาด ๆ นี่เอง บางคนยังเป็นแผลสดอยู่เลยด้วยซ้ำ นี่จึงเป็นความตลกร้ายอีกอย่างที่ซีรีส์เรื่องนี้จิกกัดอย่างตรงไปตรงมา
ถ้าเจอวันแย่ ๆ ท่องไว้ มันก็แค่ 24 ชั่วโมง
“ใครมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนได้ขนาดนั้น” เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงนึกถึงคำนี้ถ้าพยายามจะมองเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องจริง แต่เชื่อเถอะว่ามันก็มีจริง ๆ แหละคนที่จะซวยได้ขนาดนี้ เพราะความซวยของคนเราไม่เท่ากัน มันอยู่ที่สถานการณ์ของแต่ละคนว่ารับมือได้กี่มากน้อย บางคนแค่เจอเรื่องแย่ ๆ ในช่วงไล่เลี่ยและต่อเนื่องกันสัก 3 เรื่องก็เข่าทรุดจนเรียกว่าซวยซ้ำซ้อนแล้ว คือเราอาจไม่ต้องหาคนที่ซวยทั้งขึ้นทั้งล่องขนาดตุ้มหรอก แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีเลย ความเปราะบางของคนเริ่มต้นขึ้นเมื่อต้องพยายามก้าวข้ามผ่านไป

ไม่ว่าจะหนังหรือละคร สิ่งต่าง ๆ ในการแสดงไม่มีความบังเอิญอยู่แล้ว ทุกอย่างถูกใส่ไว้เป็นสัญญะหมด เพราะฉะนั้น เสื้อที่ตุ้มใส่แล้วมีตัวอักษรภาษาอังกฤษที่แปลได้ว่า “ถ้าเจอวันแย่ ๆ ท่องไว้ มันก็แค่ 24 ชั่วโมง” หรือหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “เจ็บนิดเดียว เดี๋ยวก็เช้า” วางอยู่บนหัวนอนข้างโทรศัพท์ บวกกับการที่เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นภายในวันเดียวในวันรุ่งขึ้นหลังจากตุ้มตกงาน มันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญในซีรีส์เรื่องนี้
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เนื้อหาและโชคชะตาของตัวละครแต่ละตัวกลับไม่มีอะไรต่างไปจากเดิมเลย โดยเฉพาะ ตุ้ม ในฐานะมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ๆ ก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีไปกว่าเมื่อ 24 ปีก่อนสักนิด ยังคงดิ้นรนอย่างไร้อำนาจและตกเป็นเหยื่อที่ถูกกระทำย่ำยีจากคนรอบตัวเสมอ โดนสุ่มเลย์ออฟจากการเสี่ยงโชคทั้งที่เธอมีประวัติการทำงานที่ดีเลิศ เกียรติบัตรพนักงานดีเด่นถูกฉีกทิ้งลงถังขยะอย่างไร้ค่า เธอถูกชายเพื่อนบ้านโรคจิตคุกคามทางสายตาและโทรศัพท์มาสำเร็จความใคร่ให้ฟังอยู่บ่อย ๆ ถูกตำรวจและอันธพาลบุกเข้าห้องโดยไม่ขออนุญาตราวกับเป็นที่สาธารณะ ไหนจะเพื่อนบ้านจอมเผือกที่แค่มาขอยืมน้ำปลาก็จ้องจะก้าวเข้าห้องคนอื่นตลอดเวลา

แม้ว่ามันจะดูเกินจริง ดูไร้เหตุผล และออกจะบิดเบี้ยวพอสมควร แต่ซีรีส์เรื่องนี้ก็นำเสนอเรื่องราวที่สะท้อนความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์อย่างที่สุด มันเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน ทั้งโชคชะตาและผลลัพธ์จากการกระทำในอดีตอาจเล่นตลกกับเราได้ทุกเมื่อ และพาเราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงและยากที่จะควบคุม และท้าทายให้เราต้องหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ ซีรีส์ยังใสสถานการณ์บ้านเมืองที่เพิ่งเกิดขึ้นแบบสด ๆ ร้อน ๆ เข้าไปด้วยอีก มันจึงเป็นซีรีส์ที่พยายามระบายความอัดอั้นของสภาพสังคมอย่างถึงที่สุด มีความยั่วล้อเสียดสีและจิกกัด ในขณะที่ทุกชีวิตต้องพยายามอดทนให้ผ่าน 1 วันไปอย่างยากลำบาก
ดู ๆ ไปแล้ว ชีวิตของคนดูก็ไม่ได้ต่างอะไรจากตุ้มเลยเหมือนกันนะ ดูเหมือนว่าเราไม่อาจก้าวข้ามโชคชะตาเดิม ๆ ภายใต้สภาพสังคมแบบนี้กันไปได้ง่าย ๆ ความอดทนที่คนรุ่นตุ้มต้องเจอและคอยท่องว่ามันแค่ 24 ชั่วโมง ซีรีส์ก็แนะนำทางออกลงไปแล้วด้วยความพยายามนำเสนอความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมของคนรุ่นใหม่ ผ่านข่าวม็อบเด็กที่ตัวละครพูดถึง และข่าวที่ถูกนำเสนอออกทั้งทีวีและวิทยุ รวมถึงประเด็นทางสังคมอื่นที่สอดแทรกมา ก็คงต้องให้เวลามันทำงานต่อไปว่าแรงขับเคลื่อนเหล่านั้นจะพาชีวิตทุกคนไปตลกด้วยการกลับหัวไปมาแบบเลข 6 กับเลข 9 หรือเปล่า

เป็นอีกครั้งที่ต้องอดทนดูซีรีส์ที่เต็มไปด้วยมวลอึดอัดเช่นนี้ บวกกับการเล่าเรื่องที่ยืดเนิบและวนอยู่ที่เดิม บางทีก็แอบสงสารตัวเอง แต่ถามว่ามันไร้ข้อคิดอะไรขนาดนั้นไหม ไม่เลย แถมยังเป็นอีกเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความจริงในชีวิตคนเราที่มักมีเรื่องน่าตื่นเต้นบีบให้เราเข้าสู่สภาวะกดดันจนพร้อมแตกสลายได้ตลอดเวลา มันคือความจริงที่มนุษย์ปุถุชนอาจตกอยู่ในสภาวะหมาจนตรอกได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะรวยหรือจน เป็นหัวหน้าหรือลูกน้อง เป็นตำรวจหรือโจรค้ายา ซีรีส์ก็ทำให้เห็นว่าจุดจบไม่ได้แคร์ว่าเราเป็นใครขนาดนั้น 🔃






























