Home Work & Living Living สงสัยไหม? ละครไทยที่ “รีเมกละครต่างชาติ” ทำไมถึงปังไม่สุด

สงสัยไหม? ละครไทยที่ “รีเมกละครต่างชาติ” ทำไมถึงปังไม่สุด

ทุกวันนี้โลกของเรามีความ “ถึงกันไปทั่วโลก” สูงมาก คอนเทนต์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนในประเทศหนึ่งดูจนได้รับความนิยมในประเทศนั้น ๆ มีหลายคอนเทนต์ที่ถูกเผยแพร่ให้คนทั่วทุกมุมโลกได้รับชมด้วย ซึ่งถ้ามันเป็นกระแสมากในอีกหลาย ๆ ประเทศ ก็มีแนวโน้มว่าประเทศปลายทางที่เข้าถึงคอนเทนต์ต้นฉบับนั้นได้ก็จะพยายาม “ซื้อลิขสิทธิ์” เพื่อนำมาสร้างในเวอร์ชันของตัวเอง โดยหวังจะกระจายให้คนทั้งประเทศได้ดูคอนเทนต์แบบนี้ด้วย แต่เป็นเวอร์ชันที่เราทำเอง เป็นภาษาของเราเอง และใช้บุคลากรในประเทศเราเอง ยกตัวอย่าง คอนเทนต์ประเภท “ละครหรือซีรีส์” ที่ซื้อลิขสิทธิ์ต่างชาติมา แล้วนำมาทำเป็นเวอร์ชันไทยให้คนไทยได้เสพกัน

อย่างไรก็ดี เคยสังเกตไหมว่าตอนที่เราดูละครหรือซีรีส์ของเวอร์ชันต้นฉบับจริง ๆ (คนต่างชาติแสดง ใช้ภาษาต่างประเทศ แต่ทำพากย์ไทยหรือใส่ซับไตเติลภาษาไทย) มันได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนที่ชื่นชอบการดูซีรีส์ต่างประเทศ แต่พอนำมารีเมกเป็นเวอร์ชันไทย มันกลับไม่ปังเท่าที่ควร เป็นกระแสแต่ก็ไปไม่สุดทาง และไม่ได้รับความนิยมจากคนไทยเท่าที่ควร ทั้งที่คนไทยเข้าถึงตัวคอนเทนต์ได้หมด คือมันก็พอจะเป็นที่พูดถึงอยู่บ้างแต่ก็ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม และในเมื่อมันกลายเป็นละครไทยที่คนไทยเกือบทั้งหมดสามารถเข้าถึงเวอร์ชันไทยได้ง่ายกว่าเวอร์ชันต้นฉบับ คนไทยแสดง ใช้ภาษาไทย แต่คนก็ไม่ได้อินตามอะไรมากมาย ทำไมมันไม่ปังเท่าต้นฉบับในกลุ่มคนไทย

ส่วนหนึ่ง อาจเป็นที่คนดูบางกลุ่มที่ไม่เปิดใจและอคติตั้งแต่ต้นว่าเป็นละครรีเมกจากต่างชาติ ทั้งคนที่ไม่เคยดูละครต่างชาติมาก่อนเลย กับอีกคนที่ค่อนข้างดูแต่ละครต่างชาติ พอจะมีเวอร์ชันไทยก็มีการเปรียบเทียบกับต้นฉบับที่อาจทำไว้ดีอยู่แล้ว แล้วยังเปรียบเทียบกับละครไทยแบบไทยที่มีอยู่ เลยรู้สึกว่าเราทำออกมาแล้วมาตรฐานมันไปไม่ถึงต้นฉบับหรอก แต่จริง ๆ แล้ว มันยังมีปัจจัยอื่นอีกหลายข้อที่ทำให้ละครไทยที่รีเมกมาจากต่างชาติถึงปังไม่สุด

1. Production ไม่ปัง

ต้องยอมรับว่า Production คือสิ่งแรก ๆ ที่คนดูจะนำมาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจว่าจะดูหรือไม่ดูละครรีเมก มันก็ธรรมดาแหละว่า Production ดีใครก็อยากดู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนดูที่เคยดูเวอร์ชันต้นฉบับมาแล้ว ในแง่ของคุณภาพและมาตรฐาน หากเรื่องที่จะหยิบมารีเมกใหม่ให้เป็นเวอร์ชันไทย เดิมทีเป็นเรื่องดัง เป็นเรื่องที่ของเดิมทำไว้ดี มาตรฐานสูง และอาจจะเคยสร้างความประทับใจให้กับคนดูอย่างมากมายมาก่อน มันย่อมเกิดความคาดหวังว่าเวอร์ชันไทยจะทำออกมาได้ดีเหมือนกัน หรืออย่างน้อยที่สุดคือใกล้เคียงกับของเดิม ซึ่งฉบับรีเมกไทยก็มีโอกาสจะประสบความสำเร็จแน่ ๆ ถ้าทำออกมาได้ดีกว่าหรือเทียบเท่า เพราะคนจะพูดถึงจนเป็นไวรัลในที่สุด

แต่ในท้ายที่สุด ละครรีเมกต่างชาติหลายเรื่องกลับแป้ก เพราะงานออกมามาตรฐานต่ำจนทิ้งห่างของเดิมเยอะ การไปลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ซีรีส์เรื่องดีเรื่องดังมาทำ มันต้องลงทุนต่อเนื่องในส่วนของงานสร้างด้วย ไม่ใช่คาดหวังว่ามันจะขายได้ด้วยตัวมันเองด้วยชื่อของต้นฉบับ งานที่ออกมาจะทำให้คนดูเห็นว่าผู้จัดให้ความสำคัญกับ Production มากแค่ไหน อย่างไรก็ดี มันก็มีข้อเท็จจริงที่ว่าละครยุคหลัง ๆ มีงบในการผลิตละครต่อตอนค่อนข้างน้อย ค่านั่นค่านี่ที่หักลบไปแล้วแทบไม่เหลืออะไรเลย สปอนเซอร์ก็ไม่ค่อยเข้า งบคนทำงานจริง ๆ จึงเหลือไม่มาก ยิ่งถ้าเป็นผู้จัดที่ไม่ได้มีสายป่านยาวมากพอก็อาจจะไม่มีกำไรใด ๆ เลยด้วยซ้ำไป พอทำออกมาตามงบที่มี ก็เลยไม่ค่อยเข้าตาคนดูเท่าไร

2. บทละครพาพัง

บทละครมีความสำคัญมากนะ เพราะเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวอย่างเหนียวแน่นให้คนยังดูต่อมากกว่าตัวของนักแสดงซะอีก ตรงนี้คนเขียนบทต้องทำงานหนักเลยล่ะ เมื่อซื้อลิขสิทธิ์มาก็ต้องเอามาตีโจทย์ให้แตกก่อนว่าในเวอร์ชันไทยจะนำเสนออย่างไรให้มันเข้ากับบริบทความเป็นสังคมไทย ไม่ควรที่จะลอกมาทั้งดุ้นเป๊ะ ๆ (เหมือนเปิดรีรันแล้วพากย์ไทยทับ) เนื่องจากบริบททางสังคมของประเทศต้นฉบับ กับบริบททางสังคมของไทยไม่เหมือนกัน จะทำเวอร์ชันไทยให้คนไทยดู ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างให้เข้ากับขนบของไทย และผู้คนที่เติบโตมาในขนบของไทย บนโครงเรื่องเดิม เพื่อที่คนไทยดูจะได้ดูรู้สึกว่าเข้าถึงได้ ส่วนตรงที่ปรับเปลี่ยนก็ต้องไม่เลอะเทอะออกทะเลจากของเดิมด้วย

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของการวางคาแรกเตอร์ตัวละคร รวมถึงบทสนทนาต่าง ๆ บางเรื่องที่นำมารีเมก ตั้งใจเลือกนักแสดงระดับแถวหน้าของช่องของค่าย หรือไม่ก็นักแสดงที่อยากจะดัน โดยที่ไม่ใส่ใจเรื่องความสมจริงของคาแรกเตอร์ว่าเหมาะกับบทนั้น ๆ หรือไม่ คนดูก็เลยรู้สึกไม่อิน เพราะมันมีผลต่อการดำเนินเรื่องหมด ทั้งบุคลิกภาพที่มันขัดกับคาแรกเตอร์ หรือพอใส่ dialog สนทนาเข้าไปแล้วมันดูไม่เข้าปากกับนักแสดง ภาพที่ออกมาก็ดูขัดตา ไม่เป็นธรรมชาติ งานที่ออกมา คนที่เคยดูต้นฉบับก็เลยรู้สึกว่าแค่พอดูเรื่อย ๆ แบบดูก็ได้ไม่ดูก็ได้ ต้องใส่ใจว่าคนดูสมัยนี้จับผิดเรื่องความสมจริงของละครกันมาก เสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นได้เสมอหากคนดูจับได้ว่าพยายามยัดเยียดจนมันไม่โอเค

3. ไม่อิน เพราะพล็อตเรื่องไม่ธรรมดาสำหรับคนไทย 

“ต้นฉบับ” มันเริ่มมาจากการที่ประเทศนั้น ๆ ทำละครให้คนในประเทศของตัวเองดู แต่ด้วยโลกยุคปัจจุบันที่มันมีความถึงกันไปทั่วโลก เรื่องไหนที่สนุก คนประเทศอื่น ๆ ก็มีโอกาสได้รับชมด้วย และพอมันเป็นกระแสมาก ๆ เข้า หลาย ๆ ประเทศก็เลยไปซื้อลิขสิทธิ์เพื่อที่จะนำมาทำเป็นเวอร์ชันของประเทศตัวเอง ต้องบอกว่าจุดนี้นี่เองที่ทำให้ละครหรือซีรีส์ที่รีเมกจากต่างประเทศเข้าไม่ถึงความนิยมของคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศ ตีตลาดเป็นวงกว้างให้มีความแมสไม่ได้ เนื่องจากโครงเรื่องมันไม่เข้ากับวัฒนธรรมหรือค่านิยมของสังคมบ้านเรา พล็อตต่างชาติไม่ใช่ความปกติกับสังคมไทย มันมีอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นเป็นปกติในสังคมของต่างชาติ แต่ไม่ใช่เรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

พูดง่าย ๆ ก็คือ พอมันเป็นพล็อตที่เราไม่คุ้นเคยกับความปกติของสังคมเรา เราเลย “ไม่อิน” นั่นเอง จึงเป็นเหตุผลให้ละครหรือซีรีส์รีเมกหลาย ๆ เรื่องเข้าไม่ถึงกลุ่มคนดูส่วนใหญ่ ที่คุ้นชินการดูละครไทยมายาวนาน ความแตกต่างของขนบและวัฒนธรรมทำให้เราเข้าไม่ถึงคอนเทนต์จากต่างชาติเท่าไรนัก โดยเฉพาะขนบและวัฒนธรรมของละครตะวันตก ขนาดวัฒนธรรมเอเชียด้วยกันยังมีความแตกต่างกันเลย กลุ่มคนที่ดูซีรีส์ต่างประเทศ ทั้งตะวันตก เกาหลี หรือจีน กับกลุ่มคนดูแต่ละครไทย เป็นคนละกลุ่มกันอย่างชัดเจน และกลุ่มคนส่วนใหญ่ก็คือกลุ่มคนดูแต่ละครไทย ถ้าเขาเข้าไม่ถึงพล็อตเรื่องแบบต่างชาติ ไม่มีการปรับอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เข้ากับบริบทสังคม พอเอามารีเมกแล้วไม่ลื่นไหล ดูแล้วเอ๊ะ! อยู่ตลอด หรือดูแล้ว ไม่อิน คนก็ไม่ดู หันไปดูคอนเทนต์ที่แสดงความเป็นไทยชัดเจนเลยดีกว่า

4. ว่าด้วยนักแสดง

เพราะมันมีตัวอย่างให้เปรียบเทียบ นักแสดงละครรีเมกจึงไม่ได้ทำงานกันง่าย ๆ นักแสดงไทยที่เก่งและมีฝีมือมีอยู่เยอะก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าจะเข้ากับคาแรกเตอร์ของตัวละครนั้น ๆ เสมอไป แม้ว่าถ้าเลือกมาแล้ว นักแสดงเหล่านี้จะสามารถทำงานออกมาให้ดี แต่ส่วนใหญ่แล้วฝีมือยังไม่ทันปรากฏ ก็มักมีเสียงวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมมาก่อนเสมอ หรือในอีกกรณี ละครที่รีเมกจากต่างประเทศจะพยายามแคสนักแสดงที่เข้ากับคาแรกเตอร์ของตัวละครมากที่สุด พูดตรง ๆ ก็คือเลือกนักแสดงที่คาแรกเตอร์ได้ แต่ฝีมือและศักยภาพของนักแสดงก็ต้องมาดูกันอีกที หลายคนต้องไปเรียนการแสดงเพิ่ม ที่ทำออกมาดีก็มี แต่ศักยภาพด้านการแสดงของหลาย ๆ คนก็ยังไปไม่ถึงจุดที่จะทำให้คนดูรู้สึกประทับใจ

หน้าตาและความนิยมของนักแสดง อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้คนเปิดใจดูละครเรื่องนั้น ๆ แต่มันก็ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ เข้ามามีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อละครเรื่องนั้นด้วย เช่น กระแสด้านบวกด้านลบของนักแสดงนำในช่วงนั้น เคมีความจิ้นของคู่พระ-นาง ทำคนฟินจิกหมอนได้หรือเปล่า การให้เกียรติบทประพันธ์ตามต้นฉบับ (คนดูหลายคนคาดหวังว่าคาแรกเตอร์ตัวละครต้องถอดแบบมาจากต้นฉบับ) รวมไปถึงศักยภาพทางการแสดงของนักแสดง สิ่งเหล่านี้ต้องมีประกอบกันถึงจะทำให้ละครรีเมกไปถึงฝั่งฝันได้ และเมื่อละครรุ่ง คนก็จะรุ่งตามไปด้วย เหล่านักแสดงนำอาจกลายเป็นคนดังห้างแตก ส่วนนักแสดงประกอบที่ฝีมือก็แจ้งเกิดให้เป็นที่รู้จักได้ไม่ยาก

5. ช่องที่ฉายก็มีผล

ช่องแต่ละช่องมีกลุ่มคนดูแตกต่างกัน และช่องแต่ละช่องก็ได้รับความนิยมแตกต่างกัน สำหรับละครไทยนั้นเราก็น่าจะทราบกันดีว่าช่องใหญ่ ๆ ที่ทำละครฉายมีอยู่ไม่กี่ช่อง และช่องที่เน้นทำละครแข่งกันจริง ๆ จัง ๆ ในช่วง prime time นั้นมีอยู่กี่ช่อง ช่องไหนที่เรตติ้งละครช่วง prime time อยู่อันดับ 1 และอันดับ 2 อยู่เสมอ ดังนั้น ช่องที่ลงฉายก็มีผลต่อความปังของละครรีเมกต่างประเทศเหมือนกัน ซึ่งการนำซีรีส์หรือละครต่างประเทศมารีเมกเป็นเวอร์ชันไทยนี้มีมานานแล้ว แต่เมื่อก่อนช่องที่ซื้อลิขสิทธิ์มาทำนั้นไม่ใช่ช่องหลักที่คนส่วนใหญ่ในประเทศเปิดดู อาจเป็นช่องที่ดูได้เฉพาะกลุ่มที่มีเคเบิลทีวีหรือจานดาวเทียมที่ต้องเสียเงินค่าสมาชิก ทำให้คนส่วนใหญ่ที่ดูละครฟรีเข้าไม่ถึง

แม้ทุกวันนี้จะมีทีวีดิจิทัลเป็นฟรีทีวีที่ทำให้คนมีตัวเลือกมากขึ้น ละครกระจายอยู่หลายช่อง ไม่ได้จำกัดแค่ช่องใหญ่ ๆ 2-3 ช่อง แต่ถ้าซื้อลิขสิทธิ์มารีเมกแล้วออกฉายในช่องที่มันไม่แมส คนก็ไม่รู้จัก กลุ่มคนเมืองกับกลุ่มคนต่างจังหวะมีรสนิยมการดูละครต่างกัน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมละครช่องหนึ่งถึงเรตติ้งดีมาก ๆ ในต่างจังหวัด และอีกช่องหนึ่งมีเรตติ้งดีมาก ๆ ตามหัวเมือง ที่สำคัญ พฤติกรรมของคนเรามักคุ้นชินกับการดูอะไรเดิม ๆ ที่ตรงตามรสนิยม จึงมีช่องประจำที่เปิดทิ้งไว้อยู่แล้ว และไม่คิดที่จะหยิบรีโมตมาเปลี่ยนเป็นช่องอื่นด้วย หากทำละครรีเมกออกฉายในช่องที่ไม่แมส คนไม่ค่อยดู ก็ทำให้กระแสความนิยมไม่ดีเท่าที่ควร

6. ดูเวอร์ชันต้นฉบับรู้เรื่องหมดแล้ว จะมาดูเรื่องเดิมอีกทำไม

ปัญหาอย่างหนึ่งในการเอาซีรีส์หรือละครต่างประเทศมารีเมก คือ การไม่ปรับเปลี่ยนดัดแปลงอะไรให้มันมีความน่าสนใจเลย แล้วมันจะต่างอะไรกับการดูต้นฉบับล่ะ คนที่ดูเวอร์ชันต้นฉบับมาแล้วหลายคนจึงไม่ตื่นเต้นอะไรเวลาที่มีละครรีเมกต่างชาติ สำหรับกลุ่มคนที่ชื่นชอบการดูละครของต่างประเทศอยู่แล้ว พอได้ยินข่าวว่าจะนำมารีเมกเป็นเวอร์ชันไทย มักจะจำแนกปฏิกิริยาได้ 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือชอบต้นฉบับ และอยากรู้ว่าถ้าเอามาทำเป็นเวอร์ชันไทยจะนำเสนออย่างไรในบริบทไทย ใครจะมาเล่น กับอีกกลุ่มคือไม่สนใจ เพราะคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ดูมาก็รู้เรื่องทุกอย่างอยู่แล้วว่าเรื่องเป็นยังไง จบยังไง ก็แค่ใช้นักแสดงไทยและพูดภาษาไทยกันในละครเท่านั้น

อย่างที่บอกว่าการมีตัวอย่างเป็นต้นฉบับ (ที่ได้รับการยอมรับว่าทำมาตรฐานไว้สูงมาก) ให้เปรียบเทียบ ทำให้การทำละครรีเมกเวอร์ชันไทยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถ้าไม่มีอะไรที่เข้ากับบริบทความเป็นไทย ไม่มีการตีความใหม่ที่ลึกซึ้ง แถมยังพยายามจะคัดลอกวางแบบเป๊ะ ๆ เป๊ะทุกอย่างทั้งคำพูดตัวละคร ฉากต่าง ๆ มันก็ไม่มีอะไรน่าดูน่าลุ้นแล้วไหม ดูมารู้เรื่องหมดแล้วจะเสียเวลาดูอีกทำไม