ผลการเลือกตั้งกับ “สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง”

ผลจากการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไปราว ๆ 1 สัปดาห์ ทำให้เกิดคำพูดที่ว่า “กาเองยังตกใจเอง” ขึ้นมา เพราะหลายคนที่จรดปากกากาเลือก “พรรคก้าวไกล” ก็ไม่ได้คาดคิดเหมือนกันว่าจะมีคนร่วมด้วยช่วยกันเข้าคูหากาให้พรรคน้องใหม่ที่มีฐานเสียงส่วนหนึ่งร่วมกับพรรคการเมืองยอดนิยมอย่างเพื่อไทย แถมยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนกลุ่มอนุรักษ์นิยมจนถูกโจมตีต่าง ๆ นานา ให้ชนะการเลือกตั้งได้ไวขนาดนี้ การดับฝันแลนด์สไลด์เพื่อไทย และทำสกายฟอลได้สำเร็จของก้าวไกล มันยิ่งแสดงให้เห็นว่า “สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง” กำลังพัดเข้ามาจริง ๆ

ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่ชัยชนะของก้าวไกลสร้างความช็อกอย่างแรงในทางการเมือง แม้ว่าหลาย ๆ คนอาจจะไม่ได้รู้สึกเซอร์ไพรส์เท่าไรนักก็ตาม เมื่อดูจากผลโพลต่าง ๆ และปฏิกิริยาของคนในสังคมที่ถึงจะไม่กระโตกกระตาก แต่ก็ชัดเจนว่าต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง เพราะตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารในปี 2557 เป็นต้นมา เกือบครบทศวรรษแล้วที่การเมืองไทยยังห่างไกลจากคำว่า “ปฏิรูปประเทศ” แบบที่ฝ่ายรัฐประหารเคยพูดไว้ ในเมื่อขั้วอำนาจเดิมไม่ยอมทำอะไร เห็นทีว่าคนต้องแสดงออกให้เห็นกันชัด ๆ ไปเลยว่าต้องการความเปลี่ยนแปลงจริง ๆ จัง ๆ เสียที ทุกอย่างถูกสะท้อนให้เห็นจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าไม่รีบเปลี่ยนในครั้งนี้ สิ่งที่ดำรงอยู่ก็จะดำรงอยู่ต่อไปอีกอย่างน้อย 4 ปี

หลัก ๆ คือคนเบื่อเต็มกลืนเมื่อต้องอยู่กับสภาพเดิม ๆ

9 ปีนั้นนานแค่ไหน? แค่พูดขึ้นมาเฉย ๆ คงจะเห็นภาพไม่ชัดเท่าไรนัก 9 ปีมันก็นานแหละ แต่สำหรับคนทั่วไปที่ใช้ชีวิตประจำวันปกติไปเรื่อย ๆ จนไม่ได้ใส่ใจจะนับวันเวลาที่ผ่านไป ในความรู้สึกอาจเหมือนกับว่ามันเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน แบบว่ายังจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนั้นได้ดีอยู่เลย แต่ถ้าเราลองจินตนาการถึงเด็กคนหนึ่งที่เกิดในปี พ.ศ.2557 ซึ่งเป็นปีที่มีการทำรัฐประหาร (และเพิ่งจะครบรอบ 9 ปีไปหมาด ๆ เมื่อวานนี้นี่เอง) ปัจจุบัน เด็กที่เกิดในปีนั้นค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาจากเด็กทารกแบเบาะ จนตอนนี้พวกเขาโตพอที่จะเริ่มรู้ประสีประสากันหมดแล้ว และที่สำคัญ สำหรับเด็ก 9 ขวบ อายุของพวกเขามันมาถึงครึ่งทางของการที่จะได้เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ทีนี้พอจะเห็นภาพหรือยังว่า 9 ปีนั้นมันนานแค่ไหน มันคือช่วงเวลา “ทั้งชีวิต” ของคนกลุ่มนี้ นับจากวันที่พวกเขายังเป็นแค่ทารกกระจองอแง ค่อย ๆ เติบโตมาเป็นเด็กหัดพูดอ้อแอ้ หัดเดินเตาะแตะ หัดอ่าน ก-ฮ เพื่อเตรียมเข้าอนุบาล เข้าเรียนอนุบาล จนถึงตอนนี้ พวกเขาเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (หรือ 4) กันแล้ว ทั้งที่ 9 ปีมันนานพอที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งได้ใช้ชีวิตตั้งแต่เกิดยันโต แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาเรากลับมีนายกรัฐมนตรีเพียงแค่คนเดียวมาตลอด 9 ปี และปัจจุบันก็ยังคงเป็นนายกรักษาการระหว่างรอผลเลือกตั้งอยู่ แล้วแบบนี้คนจะไม่เบื่อได้อย่างไรกัน

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ได้กำหนดวาระของนายกรัฐมนตรีว่า “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง”

มันมีเหตุผลอยู่แล้ว ว่าทำไมรัฐธรรมนูญถึงมีการกำหนดว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี “ควรพอ” หลังจากอยู่ดำรงตำแหน่งจนครบ 2 วาระ ซึ่งไม่ได้มีแค่ประเทศไทยเท่านั้นที่มีแนวคิดจำกัดวาระของผู้นำฝ่ายบริหาร ตามหลักการแล้ว มันคือการต้านอำนาจเผด็จการและการต้านครอบงำโดยคนคนเดียวหรือคนกลุ่มเดียว เพราะการอยู่ในอำนาจนานเกินไป จะมีการผูกขาดอำนาจจนมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเผด็จการ รวมถึงความพยายามที่จะสร้างระบบต่าง ๆ เพื่อเอื้อต่อตนเองและพวกพ้อง อย่างไรก็ดี ถ้าพูดตามความรู้สึกแบบบ้าน ๆ โดยไม่สนเรื่องการผูกขาดอำนาจอะไร ในฐานะประชาชนที่สามารถเลือกผู้นำใหม่ได้ทุก ๆ 4 ปี การอยู่ภายใต้การบริหารของใครนาน ๆ รูปแบบเดิม ๆ มันก็น่าเบื่อเหมือนกัน!

ถึงอย่างนั้น ก่อนเกิดการรัฐประหาร 2549 ไม่เคยปรากฏเรื่องการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยมาก่อนว่าห้ามครองตำแหน่งนานกี่ปี พูดง่าย ๆ ก็คือถ้าชนะการเลือกตั้งมาไม่ว่าจะกี่รอบ ก็อยู่ไปเรื่อย ๆ ได้ตามนั้น จนกระทั่งในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ที่มีการแก้ไขว่า นายกฯ จะไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ “8 ปีติดต่อกัน” และต่อมาในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ก็มีการระบุว่า “นายกรัฐมนตรี จะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 8 ปี ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่”

ตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี “ไม่ครบกำหนดเวลา 8 ปี” ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เนื่องจากมีการขาดตอนระหว่างการดำรงตำแหน่งทั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรกตอนที่เป็นรัฐบาลคสช. และครั้งที่สอง ตอนที่ได้รับเลือกให้เป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 ถูกทำให้ขาดตอน เนื่องจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ช่วงหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 จนถึงช่วงหลังการเลือกตั้ง 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเพียง “นายกฯ เฉพาะกาล”

และในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นนายกฯ ไม่ครบ 8 ปี นั่นหมายความว่าหลังการเลือกตั้ง 2566 ก็มีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะมีนายกฯ ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อไปอีกราว ๆ 2 ปี (ช่วงที่ขาดตอนและเป็นเพียงนายกฯ เฉพาะกาล) เพียงได้ยินแค่นี้หลายคนก็ขนหัวลุก เพราะมันแปลว่าถ้าหลังการเลือกตั้ง 2566 ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากการเลือกตั้งปี 2562 เราจะต้องอยู่กับนายกฯ ลุงตู่ นับรวม ๆ แล้วเป็นเวลานานถึงสิบกว่าปีเลยทีเดียว อีกทั้งองค์ประกอบต่าง ๆ ในความเป็นลุงนั้นก็ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมไปตามยุคสมัย อะไร ๆ ที่เป็นลุงก็ไม่ตอบโจทย์แล้ว เพราะฉะนั้น หลายคนจึงรู้สึกว่า พอแล้ว พอก่อน พอเถอะ! มันควรจะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว

แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเป็นนายกฯ ไม่ถึง 8 ปี แต่ในความทรงจำของคนไทย ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร 2557 ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งถ้าหลังจากเลือกตั้ง 2566 “ไม่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น” เราอาจได้อยู่กับนายกฯ คนเดิมต่อเนื่องไปอีก แต่ในเมื่อประชาชนเบื่อเต็มทนกับการมีนายกฯ ชื่อเดิมมานาน 9 ปี การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา จึงเกิดปรากฏการณ์คนกาให้พรรคก้าวไกลถล่มทลายอย่างที่เราเห็นกัน รวมถึงคนที่กาพรรคอื่นที่ไม่ใช่พรรคที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ นั่นก็เพราะคนต้องการเปลี่ยนชื่อและเปลี่ยนโฉมหน้าผู้นำประเทศเป็นคนใหม่เสียที

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือแสดงให้เห็นว่าอำนาจได้กลับคืนสู่ประชาชนแล้ว

ผลการเลือกตั้งที่ออกมาจะชัดเจนแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าชัยชนะจากการเลือกตั้งของพรรคก้าวไกลเป็นเรื่องที่สังคมไทยคาดไม่ถึง แม้ว่าจะมีผลโพลหลายสำนักที่ทำให้เห็นแนวโน้มในทิศทางที่ดีของพรรคก้าวไกลที่จะไปต่อได้ แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าพรรคก้าวไกลจะชนะการเลือกตั้งได้จริง ๆ ในครั้งนี้ ไม่ว่าจะด้วยความที่เป็นพรรคน้องใหม่ การไม่เล่นการเมืองบ้านใหญ่แบบเดิม ๆ รวมถึงการนำเสนอเรื่องที่สังคมมองว่าเป็นไปได้ยากและขัดใจกลุ่มอนุรักษ์นิยม แต่หลังจากปิดหีบเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 สังคมไทยก็เห็นปรากฏการณ์ว่าพรรคที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับกลุ่มอนุรักษ์นิยม และเสนอแต่เรื่องเพ้อฝัน กลับครองใจคนส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งได้

ต้องบอกว่านโยบายเพ้อฝันในการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างที่ก้าวไกลนำเสนอขึ้นมานั้น คนกว่า 14 ล้านคนกลับเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถทำได้ ส่วนหนึ่งคือพวกเขาไม่เคยเป็นรัฐบาลมาก่อน การให้โอกาสได้ลองเข้าไปทำดูไม่ใช่เรื่องเสียหาย นี่อาจเป็นความต้องการของประชาชนที่ต้องการ “ความเปลี่ยนแปลง” จริง ๆ หลังจากที่ถูกปกครองโดยคณะรัฐประหารและรัฐบาลใหม่หน้าเดิม ๆ (หลังการเลือกตั้งปี 2562) มาเกือบทศวรรษ คนต้องการความสด ความใหม่ และความทันสมัย จากว่าที่นายกฯ คนที่ 30 โดยเฉพาะจากผู้ชายที่ชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ คุณสมบัติในการเป็นผู้นำในแบบที่ถูกใจคนรุ่นใหม่ของเขานั้นโดดเด่นมากจริง ๆ

ถึงแม้ว่าในเวลานี้ กกต. จะยังไม่รับรองผลการเลือกตั้ง อีกทั้งก็ยังไม่แน่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองอะไรอีกมากน้อยแค่ไหนสำหรับเส้นทางที่พรรคก้าวไกลจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่จริง ๆ หรือเปล่า แต่ผลการเลือกตั้งนั้นชัดเจนว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 14 ล้านคน ไว้ใจเลือกพรรคก้าวไกลให้ทำงาน ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยไปพอสมควร ขั้วการเมืองฝ่ายเสรีนิยมหันหน้าไปทางก้าวไกลแล้ว และการเลือกตั้งในอนาคตก็มีแนวโน้มที่จะไปทางฝั่งก้าวไกลมากขึ้นอีกด้วย เพราะสิ่งที่ก้าวไกลปูทางไว้ มันไม่ใช่แค่นโยบายทางการเมือง แต่จะชัดเจนในอุดมการณ์และจุดยืนทางการเมือง

จำนวนผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ เป็นอีกจุดที่สะท้อนให้เห็นว่าคนตื่นตัวกับเรื่องการเมืองมากแค่ไหน ต่อให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากในการเดินทางกลับภูมิลำเนา แต่พวกเขาก็ต้องการใช้สิทธิที่ปลายปากกาของตัวเองเปลี่นแปลงประเทศนี้ให้ไม่เหมือนเดิม จากตัวเลขคนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง จะเห็นว่านี่เป็นครั้งที่คนไทยออกมาใช้สิทธิมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยหลังจากที่นับคะแนนเลือกตั้งไปได้ 99 เปอร์เซ็นต์ เว็บไซต์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า การเลือกตั้งปี 2566 มีผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด 39,284,752 คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ 52,238,594 คน (ข้อมูลผู้มีสิทธิวันที่ 10 พ.ค. 2566) คิดเป็น 75.20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น โดยภาพรวมถือได้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีผู้มาใช้สิทธิสูงที่สุดตั้งแต่ กกต. จัดการเลือกตั้งมาทั้งหมด 7 ครั้ง

นอกจากนี้ ชัยชนะของพรรคก้าวไกลก็ก้าวข้ามการเอาชนะใจกลุ่ม Gen Z หรือกลุ่ม New Voter ไปแล้วด้วย ก้าวไกลไม่ใช่พรรคที่เก็บแต่ฐานคนรุ่นใหม่แบบที่โดนปรามาส แต่เก็บฐานคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าดูตัวเลขประชากรในแต่ละเจเนอเรชัน จะพบว่าคน Gen X มีจำนวนประชากรมากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตามมาด้วยคน Gen Y ซึ่งทั้งสองกลุ่ม มีประชากรรวมกันถึง 31,235,618 คน และกลุ่มคนเจนฯ อื่น ๆ ที่สามารถเข้าถึงนโยบายและอุดมการณ์ที่ก้าวไกลเสนอไว้ ล้วนต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงจึงหันมากาให้ก้าวไกลเช่นเดียวกัน ยังไม่นับรวมคะแนนที่กาให้พรรคขั้วตรงข้ามรัฐบาลเดิม ผลการเลือกตั้งพิสูจน์ได้ชัดเจนว่า รัฐบาลปัจจุบันไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน แม้กระทั่งเสียงของคนที่เคยสนับสนุนรัฐบาลเดิมในการเลือกตั้งปี 2562

ที่สำคัญ คือการที่เพื่อไทยแพ้การเลือกตั้งให้กับก้าวไกล เพราะหลายคนมองว่าการเล่นการเมืองแบบเดิม ๆ ของพรรคเพื่อไทยไม่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ส่วนทางฝั่งของฝ่ายรัฐประหารนั้น หลายคนก็เห็นแล้วว่าเวลาที่ผ่านมากว่า 9 ปี มันไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย โดยเฉพาะความหวังที่จะปฏิรูปประเทศไทยแบบที่เคยพูด ทั้งตอนที่เป็นรัฐบาล คสช. และรัฐบาลที่คนกลุ่มอนุรักษ์นิยมเลือกเข้ามา หมดวาระไป 4 ปีก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นหมายความว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้ายังดึงดันจะเลือกลุงเหมือนเดิม ก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ๆ หรือเปล่า ดังนั้น การกาให้พรรคก้าวไกล ถึงจะ “เสี่ยง” แต่ก็ยังมี “โอกาสที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง”