“นักเขียนไส้แห้ง” วลีที่เต็มไปด้วยความดูแคลน และเหมือนเย้ยหยันอยู่ในที สำหรับคนที่ทำอาชีพนักเขียน ทั้งในแขนงสื่อสารมวลชนและการผลิตบทโทรทัศน์ บทภาพยนตร์ ด้วยวลีดังกล่าวนั้นเปรียบเสมือนการแปะป้ายว่าอาชีพนักเขียนนั้นเป็นอาชีพที่ทำเงินได้ไม่มาก
ส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่เคยเห็นด้วยกับวลีดังกล่าวเลย เพราะนักเขียนเท่าที่รู้จัก ทั้งในแวดวงสื่อสารมวลชน หรือคนเขียนบท ส่วนใหญ่ก็มีชีวิตที่ดีและรายได้ที่เหมาะสม ซึ่งเผลอ ๆ อาจมากกว่าคนที่ดูแคลนด้วยคำว่า “นักเขียนไส้แห้ง” เสียด้วยซ้ำ
ประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่ประกอบอาชีพนี้มาเป็นเวลานาน ทำให้รู้ว่าอาชีพที่ต้องลงทุนด้วยความคิดสร้างสรรค์ อ่านหนังสือที่ถูกคัดเลือกแล้วว่ามีประโยชน์ และการใช้ประสบการณ์ตลอดชีวิตมาผลิตเป็นงานนั้น มีค่าตอบแทนที่เหมาะสมเสมอ แต่มักจะมีคนจำพวกที่ชอบปิดป้ายนักเขียนด้วยวลีในข้างต้น ชอบกดราคาการทำงาน เพราะคิดไปเองว่านักเขียนไม่มีต้นทุนอะไร ทั้งที่เป็นอาชีพที่มีต้นทุนเหมือนกับทุก ๆ อาชีพในสังคม เมื่อพวกเราปฏิเสธที่จะทำงานให้เพราะค่าจ้างไม่คุ้ม ผู้ว่าจ้างก็ไม่สามารถทำเองได้ ทั้งที่ตอนแรกพวกเขามักจะพูดเสมอว่า “งานไม่มีอะไรมาก” (ฮา)
และก็เช่นเดียวกับทุกวงการ ในแวดวงนักเขียนจะมีทั้งนักเขียนอาชีพ และ “นักอยากเขียน” เหล่านักเขียนอาชีพ ก็จะรักษามาตรฐานงานตัวเองในทุกครั้ง รวมไปถึงการรักษาเวลา และวินัยในการส่งงาน แต่เหล่า “นักอยากเขียน” มักจะมีปัญหาให้ตีอกชกตัวเสมอ บางรายยินยอมที่จะรับเงินค่าจ้างจำนวนน้อยซึ่งเป็นราคาที่ไม่สามารถผลิตงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ แต่เหล่า “นักอยากเขียน” จะใช้เครื่องมือทุ่นแรงมาเป็นตัวช่วย
ดังเช่นเรื่องเล่าที่ผู้เขียนได้เห็นผ่านตามาจากโซเชียลมีเดียกับการจ้างงานแปล ปรากฏว่า “นักอยากเขียน” ใช้ Google Translate ในการแปลและส่งงานให้กับผู้ว่าจ้าง (ซึ่งจ้างในราคาต่ำ) แน่นอนว่างานแปลจาก AI และไม่ได้เรียบเรียง เมื่อถูกส่งไปยังผู้ว่าจ้าง สุดท้ายกลายเป็นงานที่ไม่สามารถใช้งานได้ ผู้ว่าจ้างต้องไปจ้างนักแปลอาชีพเพื่อให้ได้งานที่สามารถใช้งานได้ เพราะงานแปล ไม่ใช่แค่รู้คำแปลภาษาอังกฤษ แต่ต้องรู้ภาษาไทยหรือภาษาที่จะต้องแปลออกมาเป็นอย่างดีด้วย เพื่อให้คำที่ใช้นั้นได้สำนวนที่ตรงกับต้นฉบับต้องการสื่อสาร
สัปดาห์ที่แล้ว ผู้เขียนเพิ่งเห็นข่าวนักเขียนจากสมาคมนักเขียนในสหรัฐอเมริกา ออกมาประท้วงสตูดิโอในฮอลลีวูดต่อกรณีค่าจ้างและสวัสดิการของนักเขียน ที่ปัจจุบันค่าจ้างของนักเขียนนั้นต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกันการดูแลสวัสดิการของนักเขียนในปัจจุบันก็ไม่ได้ดีเท่าไรนัก นอกจากนี้ยังมีนักเขียนบางรายที่กังวลใจกับการใช้ AI ในการผลิตสคริปต์รายการ หรือบทภาพยนตร์ที่ยังไม่จบโดยใช้ AI ในการช่วยเขียนให้ถึงตอนจบได้
เรื่องดังกล่าวมีผู้แสดงความคิดเห็นมากมาย รวมไปถึง สตีฟ วอซเนียก อดีตผู้ร่วมก่อตั้ง Apple ร่วมกับสตีฟ จอบส์ ที่แม้จะชื่นชมความฉลาดของ AI ในปัจจุบันโดยเฉพาะ ChatGPT ที่มีการพัฒนาจาก Big Data ได้อย่างน่าทึ่ง แต่กระนั้น วอซเนียกเองก็ไม่ได้คิดว่า AI ดังกล่าวจะสามารถแย่งงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้ ส่วนหนึ่งเพราะการพัฒนาของ AI ในปัจจุบันแม้จะมีความก้าวหน้าไปมากหากเป็นเพียงข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าไป การประมวลผลก็จะเกิดจากข้อมูลดังกล่าว แต่วิธีคิดและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มนุษย์จะคิดได้จากความรู้และประสบการณ์ของตนเอง
หากสิ่งที่น่ากลัวกว่าความฉลาดของ AI ซึ่งวอซเนียกมองว่าจะเป็นปัญหาในอนาคตคือ AI ที่ชาญฉลาด จะต้องไปอยู่ในมือของ “ผู้ใช้งานนิสัยเลว” ที่จะทำให้ AI กลายเป็นเครื่องมือในการทำร้ายหรือทำลายกันมากกว่า
ถ้าสิ่งที่ สตีฟ วอซเนียก ได้ให้สัมภาษณ์ไว้มีมูลเหตุให้เราควรเชื่อ การที่เหล่านักเขียนจะกลัวว่า AI จะเข้ามาแย่งงานก็เป็นอันว่ามีหนทางแก้ไข ด้วยสิ่งที่อยู่ในสมองและสองมือของเหล่านักเขียนอาชีพทุกคน หากสิ่งที่น่ากลัวสำหรับยุคสมัยที่ AI กำลังจะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในทุกวงการหาใช่ความฉลาดของ AI หากแต่ใจมนุษย์ที่สุดจะหยั่งถึงและเป็นผู้ใช้ความฉลาดของ AI ต่างหากที่น่ากลัว หรือคุณผู้อ่านว่าไม่จริง?
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ






























