“One fake friend can do more damage than five enemies” (เพื่อนปลอม ๆ แค่คนเดียวสามารถสร้างความเดือดร้อนให้คุณได้มากกว่าศัตรูถึง 5 คนรวมกัน) นึกถึงประโยคนี้ค่ะ หลังเลี่ยงไม่ได้กับข่าวฆาตกรรมด้วยไซยาไนด์ ที่มีเหยื่อมากกว่า 10 รายจากฝีมือผู้ต้องหาเพียงรายเดียว
ข่าวแบบนี้เรียกได้ว่าเป็น Human Interest มีเนื้อหาที่ใกล้ตัวคนทั่วไป เพราะคนที่ก่อเหตุกับเหยื่อนั้นเป็นเพื่อนกัน เป็นเพื่อนที่อยู่ในแวดวงสังคมเดียวกันบ้าง เป็นเพื่อนสมัยเรียนหนังสือบ้าง เป็นเพื่อนที่ทำธุรกิจด้วยกันบ้าง หรือเป็นเพื่อนของเพื่อนที่แนะนำมาให้รู้จักกันอีกที ซึ่งทั้งหมดเป็นวงจรปกติของการคบหาหรือสร้างวงจรในสังคมของคนทั่วไป
หลายคนที่เห็นข่าวนี้มักจะอุทานออกมาเหมือนกันหมดว่า “ยุคนี้คบหากับใครต้องระวังให้มาก” ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นเลยค่ะ เพราะ “รู้หน้าไม่รู้ใจ ยิ่งรู้หน้า แต่ไม่รู้ปูมหลังเขาว่าเติบโตมาอย่างไร หรือเวลาอยู่กับครอบครัวแล้วทำตัวเช่นไรยิ่งน่ากลัวมาก”
ประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเอง ในยุคที่ยังมีจุดเดือดต่ำและเป็นคนหัวไม่อ่อน เวลาจะคบหาเพื่อนฝูง ผู้ปกครองมักจะมีชุดคำถามให้ผู้เขียนตอบก่อนเสมอว่า “เรียนห้องเดียวกันหรือ ลูกเต้าเหล่าใคร พ่อแม่ทำงานอะไร และบ้านเขาอยู่ที่ไหน” จนแม้กระทั่งร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว ชุดคำถามดังกล่าวยังคงมีมาเรื่อย ๆ ผู้เขียนก็ตอบตรงบ้างไม่ตรงบ้าง หรือไม่ตอบเลยไปตามประสา เพราะไม่เห็นว่าจะสำคัญอะไร
จนวันหนึ่ง ผู้เขียนอดไม่ได้เลยเอ่ยถามบิดาของตนเองว่า “พ่อจะอยากรู้ไปทำไม เป็นเพื่อนกันก็ช่วยเหลือกัน กินข้าวด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน แค่นี้ก็พอไม่ใช่หรือ” หากแต่ผู้เป็นบิดาของผู้เขียนตอบกลับมาให้คิดเอาเองว่า
“เป็นเพื่อนกันนะดี จะช่วยเหลือก็ช่วยกันตามสมควร ไม่ใช่ช่วยเขาจนตัวเราลำบาก เพราะบางคนก็สามารถเอาเปรียบคนอื่นโดยไม่รู้สึกผิด เพราะคิดว่าเป็นเพื่อนและต้องมีน้ำใจ เหนืออื่นใด การที่เรารู้ว่าพ่อแม่เขาเป็นใคร บ้านช่องเขาอยู่ที่ไหน เราจะได้รู้ว่าเขาเติบโตมาอย่างไรในสภาพสังคมแบบไหน”
แน่นอนว่าผู้เขียนในวัยที่มีความคิดสวนทางกับผู้ใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับประโยคดังกล่าวสักเท่าไร แต่ก็ทดเอาไว้ในใจเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่พ่อคิดกับเราคิด ใครจะถูกหรือผิดในอนาคต ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่พ่อผู้เขียนคิดนั้นไม่มีอะไรผิดไปจากที่พูดเลยแม้แต่น้อย และผู้เขียนก็ได้รู้ซึ้งและเข้าใจประโยคที่ว่า “ระวังคนจะเอาเปรียบจากความมีน้ำใจของเรา”
จนกระทั่งตนเองกลายเป็นผู้ใหญ่ ยิ่งได้เห็นว่าคำว่าเพื่อนไม่ได้มีความหมายแค่เรียนมารุ่นเดียวกัน เคยทำงานมาด้วยกัน หรือรู้จักกันมานานนับสิบปี เพราะคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามเหตุปัจจัยของสังคม ถ้าไม่เชื่อขอให้ลองพิจารณาจากกลุ่มไลน์เพื่อนของคุณ ๆ ดูก็ได้ค่ะ
เทคโนโลยีอย่างไลน์และเฟซบุ๊กนั้นทำให้คนสามารถติดต่อกันได้ง่ายขึ้น และแน่นอนว่ามิตรภาพครั้งเก่าสมัยวัยเรียน วัยมหาวิทยาลัย หรือวัยทำงานช่วงแรกก็จะหวนกลับมาหาคุณ และเท่าที่ผู้เขียนลองสังเกตคนรอบตัวที่ได้รวมกลุ่มไลน์หรือแอดเฟรนด์เพื่อนเก่าลักษณะนี้ แรก ๆ ก็ดูเหมือนทุกอย่างจะเอออวยกันเป็นอย่างดี เพราะต่างก็ดีใจที่ได้พบกัน ได้คุยกัน
จนกระทั่งมีการนัดพบเพื่อกินข้าวพูดคุยกันแบบเจอตัว การออกจากห้องไลน์หรือการอันเฟรนด์ก็จะเริ่มเกิดขึ้น ยิ่งนานวันเข้า ตัวตนของคนที่ครั้งหนึ่งคุณคิดว่าเป็นเพื่อนกลับไม่เหมือนเดิมหรือไม่ถูกจริตเราในปัจจุบัน กรุ๊ปไลน์จะเริ่มร้าง การนัดสังสรรค์จะน้อยลง หรือแทบไม่เกิดขึ้นอีกเลย
คนเราเติบโตขึ้นไม่ใช่แค่อายุ แต่ประสบการณ์ชีวิต ทัศนคติ และความคิดก็เติบโตขึ้นตามวัยค่ะ คนที่คุณคิดว่าเป็นเพื่อนอาจจะไม่ใช่เพื่อนของคุณแล้วในวันนี้ หากแต่ยังพยายามเกาะเกี่ยวคุณเอาไว้เพราะเห็นว่าคุณมีผลประโยชน์ให้เขาอยู่ ในสังคมที่ทุกคนต่างต้องเอาตัวรอด ความเห็นแก่ตัวกลายเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น เวลาจะคบหาใครขอให้สังเกตและระมัดระวังให้มาก เพราะไม่แน่ว่าในวันหนึ่งน้ำใจของคุณจะกลายเป็นยาพิษที่กลับมาทำร้ายคุณ โดยคนที่บอกว่าตัวเองคือ “เพื่อน”
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ