Home Work & Living Living โควิด-19 ทำ “ป่วยวัณโรค-เสียชีวิต” เพิ่มขึ้นในรอบ 20 ปี

โควิด-19 ทำ “ป่วยวัณโรค-เสียชีวิต” เพิ่มขึ้นในรอบ 20 ปี

โรคภัยไข้เจ็บ มักจะเกิดขึ้นมาโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะโรคร้ายหรือโรคติดต่อต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้นั้นก็มักจะไม่แสดงอาการออกมาทันที แต่รอให้อวัยวะภายในได้รับความเสียหายก่อนถึงจะเริ่มมีอาการบอกโรค

สำหรับคนไทยแล้ว โรคมะเร็งเป็นโรคร้ายที่น่ากลัวมาก และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประชากรไทย แต่นอกจากโรคมะเร็งแล้ว ยังมีอีก 1 โรคที่น่ากลัวไม่แพ้กัน แถมยังเป็นโรคติดต่อที่ติดกันง่ายมากด้วย นั่นก็คือ “วัณโรค”

ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังจากมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่จำนวนผู้ติดเชื้อวัณโรคพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง โดยพบวัณโรคดื้อยา และจำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตจากวัณโรคทั่วโลกกลับมาเพิ่มขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการลดลงช้า ๆ อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการวินิจฉัยและการรักษาวัณโรคทำได้ช้าลง ส่งผลให้ผู้ป่วยวัณโรคแพร่เชื้อให้กับคนรอบตัวได้มากขึ้น

จากข่าวที่พบผู้ป่วยชายอายุ 57 ปี เป็นโรคเบาหวาน มีอาการไอ เสมหะสีขาวขุ่น บางครั้งมีเลือดปน มีเหงื่อออกกลางคืน เหนื่อยง่าย มีไข้ต่ำ ๆ น้ำหนักลดถึง 8 กิโลกรัมใน 1 เดือน สูบบุหรี่วันละ 1 ซอง ไม่มีคนในครอบครัวเป็นวัณโรค เมื่อไปตรวจร่างกาย ฟังปอดปกติ แต่เอกซเรย์ปอดมีโพรงเล็ก ๆ ในปอดข้างขวาบน มีก้อนเล็ก ๆ หลายก้อนกระจายในปอดทั้ง 2 ข้าง หลังจากส่งเสมหะย้อมและเพาะเชื้อ พบเชื้อวัณโรค ทดสอบความไวต่อยา ไม่ดื้อต่อยาต้านวัณโรค ตรวจเลือดไม่ติดเชื้อ HIV จึงเริ่มให้ยารักษาวัณโรค ผู้ป่วยไม่แพ้ยารักษาวัณโรค หลังกินยา 1 เดือน ไอน้อยลง ไข้ลง เอกซเรย์ปอดดีขึ้น แพทย์ให้กินยารักษาวัณโรคต่อเนื่องจนครบ 6 เดือน

นับว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากทีเดียว สำหรับการกลับมาระบาดของวัณโรค ซึ่งมีอัตราการติดต่อของโรคง่ายมาก อีกทั้งในสถานการณ์ที่โควิด-19 ยังไม่หายไปเช่นนี้ ทำให้ปอดของเรายังต้องพบเจอความเสี่ยงของโรคเพิ่มขึ้นไปอีก

ทำความรู้จัก “วัณโรค”

วัณโรค (Tuberculosis) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium ซึ่งเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium นี้มีอยู่ด้วยกันหลายสายพันธุ์ สายพันธุ์ที่พบบ่อยสุดและเป็นปัญหาที่สุดในประเทศไทย คือ Mycobacterium tuberculosis

ฉะนั้น สาเหตุการป่วยวัณโรคคือการรับเชื้อแบคทีเรียมา ไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ และเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย ตั้งแต่เส้นผม ผิวหนัง กระดูก เยื่อหุ้มปอด ต่อมน้ำเหลือง กระดูกสันหลัง ข้อต่อ ช่องท้อง ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาท และโพรงจมูก ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ปอด ทำให้เป็น “วัณโรคปอด”

วัณโรคกว่า 85 เปอร์เซ็นต์พบที่ปอด แต่เมื่อปอดติดเชื้อแล้ว เชื้อสามารถลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ ได้ ทำให้มีความอันตรายมากน้อยต่างกันไป แต่มีผู้ป่วยบางรายที่ติดเชื้อวัณโรคนอกปอด จากการที่เชื้อแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ จะเกิดขึ้นได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ที่พบมากคือที่ กระดูก มีอาการปวด และที่ผิวหนังมีแผลติดเชื้อเรื้อรังได้

การติดต่อของวัณโรค

วัณโรค ติดต่อกันผ่านระบบทางเดินหายใจ โดยการไอ จาม การพูดคุย หรือการหายใจรดกัน ในลักษณะที่ผู้อื่นมีโอกาสที่จะสัมผัสกับน้ำลายของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยไอ จาม พูด หรือทำกิริยาอาการอื่นที่ทำให้มีฝอยละอองน้ำลายออกมา เชื้อเหล่านี้จะอยู่ในละอองฝอยของเสมหะ อนุภาคของฝอยละอองที่ขนาดเล็กมาก ๆ ประมาณ 1-5 ไมครอน จะกระจายอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง

แต่เชื้อตัวนี้สามารถถูกทำลายได้โดยความร้อน ในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นฝอยละอองขนาดใหญ่ เมื่อพ่นกระจายออกมาก็จะตกลงสู่พื้นและแห้งไป ไม่ลอยในอากาศ และฝอยละอองขนาดใหญ่บางส่วนจะถูกกรองไว้ที่เยื่อบุโพรงจมูกซึ่งไม่ทำให้เกิดโรค

ความน่ากลัวของวัณโรค มาจากการที่ผู้ติดเชื้อวัณโรคส่วนมากจะไม่แสดงอาการ แต่มีเชื้ออยู่ในร่างกายและเป็นพาหะได้ เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายอ่อนแอลง ภูมิคุ้มกันลดลง อาการจะเริ่มแสดงออก เพราะเชื้อจะลงสู่ปอด ค่อย ๆ กัดกินทำลายเนื้อปอดไปเรื่อย ๆ จนปอดเป็นแผล เป็นรูได้

หลังจากที่หายใจเอาเชื้อวัณโรคเข้าปอด ร่างกายที่มีภูมิต้านทานจะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ แต่ถ้าฆ่าไม่หมด เชื้อจะยังคงอยู่ในเม็ดเลือดขาว แบ่งตัวอย่างช้า ๆ จนมีปริมาณมากพอที่ทำให้ร่างกายสร้างภูมิต่อโรค ระยะนี้สามารถตรวจพบภูมิโดยการทดสอบทางผิวหนัง ก่อนที่ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อจะแพร่กระจายไปยังระบบน้ำเหลืองและกระแสเลือดไปยังอวัยวะต่าง ๆ ถ้าร่างการสร้างภูมิคุ้มกันเต็มที่เชื้อก็จะไม่แบ่งตัวหรือแบ่งตัวช้าลงมาก และจะไม่ติดต่อหรือก่อให้เกิดโรค

ผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรค อันที่จริงเราทุกคนมีโอกาสเสี่ยงเหมือนกันหมด เนื่องจากเป็นเชื้อที่ลอยอยู่ในอากาศ จึงมีโอกาสจะไปรับเชื้อมาจากที่ไหนก็ได้ แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง คือผู้ที่อาศัยร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรค อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาด ผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณที่แออัด จากการหายใจร่วมกัน และผู้ที่ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยโรคมะเร็ง และล่าสุดคือผู้ที่ป่วยและเคยป่วยโควิด-19 เนื่องจากร่างกายยังไม่แข็งแรงดี การที่ภูมิคุ้มกันต่ำ จะทำให้รับเชื้อก่อโรคลุกลามอย่างรวดเร็ว และแสดงอาการของโรคออกมา

เรามีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคมากแค่ไหน?

วัณโรค ถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ตามข้อมูลของกรมควบคุมโรค กองวัณโรค อ้างจาก Global Tuberculosis Report 2019 องค์การอนามัยโลกได้จัดกลุ่มประเทศที่มีภาระวัณโรคสูง ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

  • TB คือ 30 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคสูง
  • TB/HIV คือ 30 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวีสูง
  • MDR-TB คือ 30 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคดื้อยาหลายขนานสูง

ไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศ ที่มีภาวะวัณโรคสูงทั้ง 3 กลุ่ม โดยพบจำนวนผู้ป่วยรายใหม่และกลับมาเป็นซ้ำที่ขึ้นทะเบียนรักษา ทั้งสิ้น 85,029 ราย เป็นเพศชาย 57,824 ราย และเพศหญิง 27,205 ราย จากจำนวนนี้แสดงให้เห็นว่า พบเพศชายป่วยเป็นวัณโรคมากกว่าเพศหญิง 2 เท่า และมีผู้เสียชีวิตจากวัณโรค 6,098 ราย คิดเป็น 7.17 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อ HIV ร่วมด้วย เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อ HIV จะมีภูมิคุ้มกันโรคบกพร่อง รายงานเข้าสู่ระบบจำนวน 6,780 ราย และได้รับยาต้านไวรัส 5,391 ราย พบผู้ป่วยวัณโรคที่ดื้อยา มีผลตรวจยืนยัน 1,312 ราย ให้การรักษายาแนวที่สอง 910 ราย

ที่สำคัญคือ การเฝ้าระวังผู้ที่รับเชื้อมาแต่ยังไม่แสดงอาการ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนเหล่านั้นป่วยวัณโรคอยู่หรือเปล่า จึงไม่ทันได้ระวังตัว ดังนั้น วัณโรคจึงน่ากลัวกว่าโรคมะเร็ง ซึ่งไม่ใช่โรคติดต่อ แถมยังติดต่อจากกันได้ง่ายมากอีกด้วย

อาการต้องสงสัย เราป่วยเป็นวัณโรคหรือเปล่า?

อาการที่สำคัญของผู้ป่วยวัณโรคปอดที่สังเกตได้ชัดเจนที่สุด คือ อาการไอแห้ง ๆ เรื้อรัง จะเรื้อรังตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป ต่อจากนั้นจะเริ่มไอแบบมีเสมหะและเลือดปน มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ร่วมกับอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ รู้สึกได้ว่าเป็นไข้ต่ำ ๆ ในช่วงบ่ายหรือเย็น ซึ่งถ้ามีอาการเหล่านี้อย่างน้อย 2 อาการขึ้นไป ควรรีบไปพบแพทย์

หากแพทย์สงสัยว่าเราอาจป่วยเป็นวัณโรค แพทย์จะทำการเอกซเรย์ปอด และตรวจเสมหะเพื่อหาเชื้อ ในรายที่ติดเชื้อที่ผิวหนัง แพทย์ต้องตัดเนื้อเยื่อมาตรวจหาเชื้อ หรือเจาะน้ำไขข้อกระดูกเพื่อย้อมตรวจหาเชื้อวัณโรคหากติดเชื้อที่กระดูก

ป่วยวัณโรค ไม่ได้ตายอย่างเดียว เพราะรักษาหายได้

ปัจจุบัน ผู้ป่วยวัณโรคที่ไม่ได้มีอาการแทรกซ้อนรุนแรงและมีวินัยในการรับยา สามารถรักษาหายได้ โดยการกินยาประสิทธิภาพสูงที่รักษาวัณโรค และจะต้องเข้มงวดในการกินยา กินให้ครบทุกมื้อ ทุกเม็ด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะดื้อยา โดยจะใช้ระยะเวลาในการรักษาต่อเนื่อง ยาวประมาณ 6-8 เดือน และห้ามหยุดยาเองเด็ดขาดแม้ว่าอาการจะทุเลาลงแล้ว บางรายอาจต้องรักษายาวไปถึงประมาณ 2 ปี ถึงจะหายสนิท

วิธีป้องกันการติดเชื้อวัณโรค

ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไปซึ่งไม่ได้มีการติดเชื้อหรือตัวผู้ป่วยเอง ควรรู้จักวิธีป้องกันการติดเชื้อวัณโรค เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อให้น้อยลง มีวิธีต่าง ๆ ดังนี้

บุคคลทั่วไป

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคในระยะแสดงอาการ เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้มากที่สุด
  • รับประทานยาป้องกันตามแพทย์สั่ง ในรายที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง แพทย์อาจสั่งจ่ายยาเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยง
  • ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ สุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อ โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี
  • ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ การได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรค BCG ตั้งแต่เด็กจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคได้ ซึ่งในปัจจุบันเด็กไทยแรกเกิดสามารถรับการฉีดวัคซีนชนิดนี้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ หากรับบริการจากทางโรงพยาบาลของรัฐตามสิทธิการรักษา

ผู้ป่วยวัณโรค

อาการของวัณโรคแบ่งได้เป็น 2 ระยะ แต่ละระยะมีวิธีป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปยังผู้อื่นในลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ผู้ป่วยระยะแฝง เป็นระยะเริ่มต้นที่ไม่เกิดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นแต่ต้องดูแลตัวเองด้วยการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง เพื่อควบคุมไม่ให้อาการเข้าสู่ระยะแสดงอาการ
  • ผู้ป่วยระยะแสดงอาการ เป็นระยะที่แพร่เชื้อได้ง่าย ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาทันทีเมื่อเริ่มมีอาการ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ นอกจากนี้ ควรอยู่แต่ในบ้าน หลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอก พักอาศัยในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ควรนอนร่วมห้องกับผู้อื่นในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ที่มีอาการ สวมหน้ากากอนามัย และปิดปากเวลาไอหรือจาม รวมทั้งทิ้งขยะที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนในถุงที่ปิดมิดชิด เช่น หน้ากากอนามัยใช้แล้ว กระดาษทิชชู่ที่ใช้เวลาไอหรือจาม เป็นต้น

ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค กองวัณโรคโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์