“ชอปดีมีคืน” ช่วยชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจ “ลดหย่อนภาษีปี 66”

ถูกใจขาชอปกับเคมเปญ “ชอปดีมีคืน” ลดหย่อนภาษีสูงสุด 4 หมื่นบาท ชง ครม. 29 พ.ย. นี้ กระตุ้นเศรษฐกิจต้นปีหน้า พร้อมแพ็กเกจ “ของขวัญปีใหม่” ทั้งต่อเวลาลดค่าธรรมเนียมโอน, จดจำนองบ้าน, แบงก์รัฐลดดอกเบี้ยลูกหนี้ชำระดี

ชอปดีมีคืน คืออะไร

มาตรการชอปดีมีคืน เป็นการซื้อสินค้าหรือค่าบริการในแต่ละครั้งหากมีมูลค่าไม่ถึง 30,000 บาท สามารถนำการซื้อหลายครั้งมารวมกันได้ แต่ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับบุคคลธรรมดาเท่านั้น ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล แต่ไม่รวมถึงค่าสินค้าและบริการบางชนิด เช่น ค่าสุรา เบียร์ และไวน์ ค่ายาสูบ ค่าน้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ ค่าบริการจัดนำเที่ยว ค่าที่พักในโรงแรม ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าเบี้ยประกันวินาศภัย เป็นต้น

ชอปช่วยชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังได้ข้อสรุปมาตรการชอปดีมีคืน หรือชอปช่วยชาติแล้ว ว่าจะให้มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงต้นปีหน้า เช่นเดียวกับที่ดำเนินการไปเมื่อต้นปี 2565 ที่ผ่านมา โดยจะให้มีผลระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 15 ก.พ. 2566 รวม 46 วัน ซึ่งมาตรการจะเพิ่มเติมจากเดิมที่ให้นำรายจ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าวมาลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท แต่รอบนี้จะเพิ่มสำหรับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้อีก 10,000 บาท

“รอบนี้ นอกจากสามารถใช้ใบกำกับภาษีเป็นกระดาษ มาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30,000 บาท ยังสามารถนำใบกำกับภาษีที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์มาลดหย่อนได้เพิ่มอีก 10,000 บาท รวมเป็น 40,000 บาท” ทั้งนี้ รายจ่ายค่าซื้อสินค้าและบริการที่นำมาใช้สิทธิตามมาตรการได้ หลัก ๆ ก็จะเหมือนมาตรการครั้งที่ผ่านมา คือ ค่าซื้อสินค้าและบริการ โดยจะยกเว้นค่าซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ รถยนต์ จักรยานยนต์ เรือ หนังสือพิมพ์และนิตยสาร ค่าบริการอีบุ๊ก ค่าที่พักโรงแรม ค่าไกด์นำเที่ยว ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าเบี้ยประกัน

สำหรับค่าที่พักโรงแรม ที่เดิมจะให้ลดหย่อนภาษีด้วยนั้น เนื่องจากล่าสุดทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะมีมาตรการอื่น ๆ ดังนั้นมาตรการนี้จึงไม่ได้ให้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วย

ชอปดีมีคืน เงื่อนไข มีอะไรบ้าง

  • หักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือ ค่าบริการเท่าที่ได้จ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท
  • ผู้ใช้สิทธิ์ ต้องซื้อสินค้ากับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
  • ต้องมีใบเสร็จรับเงิน หรือใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มเต็มรูปแบบ จากการซื้อสินค้า เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอลดหย่อนภาษี
  • ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่สามารถใช้สิทธิ์มาตรการนี้ได้
  • สำหรับการซื้อสินค้าหรือการรับบริการในราชอาณาจักร

แบงก์รัฐ คืนดอกเบี้ย 1,000 บาท

ในส่วนแบงก์รัฐได้เตรียมมาตรการชำระดีมีคืน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ เช่นเดียวกับหลายปีที่ผ่านมา โดยลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดีก็จะได้รับดอกเบี้ยคืน อาทิ ธนาคารออมสิน คืนเงินให้ลูกค้าที่ชำระหนี้ดี 500 บาท ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) คืนเงินลูกค้าสินเชื่อบ้านที่ผ่อนชำระดี ตั้งแต่ 500-1,000 บาท เป็นต้น

ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีโครงการชำระดีมีคืนมาตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมาแล้ว เพื่อจูงใจให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ เนื่องจากขณะนี้สัญญาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยโครงการมีกรอบวงเงินรวม 2,000 ล้านบาท ดำเนินการถึงสิ้นปีบัญชี 2566 (31 มี.ค. 2566) ซึ่งขณะนี้มีลูกหนี้ได้รับการคืนดอกเบี้ยแล้ว 1.4 ล้านราย เป็นเงิน 570 ล้านบาท

ขยายเวลาลดค่าโอน-จดจำนอง

นอกจากชอปดีมีคืนแล้ว ก็จะมีการขยายเวลามาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย โดยการลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% ลงเหลือ 0.01% และลดค่าธรรมเนียมการจำนองจาก 1% ลงเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์ เฉพาะที่มีราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์ และห้องชุด เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะขยายเวลาลดค่าธรรมเนียม ค่าจดจำนองออกไปอีก 1 ปี จากมาตรการเดิมที่จะสิ้นสุดในสิ้นปีนี้

ที่ผ่านมา “ชอปดีมีคืน” หรือในชื่อเดิม “ชอปช่วยชาติ” ถูกนำมาใช้แล้วหลายครั้ง เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและผู้มีกำลังซื้อที่อยู่ในระบบฐานภาษี แม้จะทำให้ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษี แต่ก็จะมีเม็ดเงินจากการใช้จ่ายของประชาชนสะพัดลงสู่ระบบเศรษฐกิจเข้ามาชดเชย