การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ นับเป็นเวทีการประชุมที่ใหญ่ระดับโลกที่คนไทยทุกภาคส่วนล้วนมีส่วนร่วมในการจัดประชุม เพราะคนไทยทุกคนถูกนับรวมเป็นประชากรของเอเปคเช่นเดียวกับประชาชนของอีก 20 เขตเศรษฐกิจ และมีส่วนทำให้เอเปคกลายเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากจำนวนประชากรรวมกว่า 2,900 ล้านคน และผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) รวมกันกว่า 53 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,700 ล้านล้านบาท ซึ่งเกินครึ่งของ GDP โลก มีมูลค่าการค้ารวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของการค้าโลก
แม้ว่าการประชุมจะดูเป็นเรื่องของรัฐบาล แต่ประชาชนอย่างเรา ๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการประชุมนี้ อันที่จริงต้องบอกว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) นี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อมุ่งเน้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก การส่งเสริมการเปิดเสรีการค้าการลงทุน รวมถึงความร่วมมือในด้านมิติสังคมและการพัฒนาด้านอื่น ๆ อาทิ ความร่วมมือด้านการเกษตร การส่งเสริมบทบาทสตรีในเศรษฐกิจ การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และการพัฒนาด้านสาธารณสุข เพื่อนำไปสู่การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม ยั่งยืน และความมั่งคั่งของประชาชนในภูมิภาค
ดังนั้น ผลลัพธ์ของการประชุมในครั้งนี้ จึงจะส่งผลต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจและการค้าในการบริหารประเทศด้วยอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ภาพความเป็นไปของเศรษฐกิจในระดั
หนี้ครัวเรือนที่ยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในปี 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนในประเทศไทย ดังนี้
- จำนวนหนี้สินเฉลี่ยของครัวเรือนในปี 2564 อยู่ที่ 205,679 บาท เพิ่มขึ้น 25.4% เมื่อเทียบกับหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนที่ 164,005 บาท ในปี 2562 ซึ่งคิดเป็น 7.5 เท่าของรายได้ภาพรวมทั้งประเทศ
- ครัวเรือนที่เป็นหนี้มีสัดส่วนมากขึ้น คิดเป็น 51.5% เพิ่มขึ้นจาก 45.2% ในปี 2562
- รายได้ของครัวเรือนยังมีการขยายตัวต่ำกว่าการขยายตัวของหนี้สิน
- ครัวเรือนในประเทศไทย มีรายได้และค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 27,352 และ 21,616 บาท ตามลำดับ
- รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นเพียง 5.1%
- จำนวนเงินฝากต่อบัญชีที่มีมูลค่าต่ำกว่า 100,000 บาทมีแนวโน้มลดลง
- รายได้ครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งผู้เสมือนว่างงานยังมีจำนวนมาก อีกทั้งค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้ครัวเรือนอาจมีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับการชำระหนี้ หลายครอบครัวจึงต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจากแหล่งเงินกู้นอกระบบที่ให้กู้ง่ายกว่าและไม่เช็กประวัติทางการเงินเพื่อมาปิดหนี้เดิม ทำให้ปัญหาหนี้สินรุงรังกว่าที่คิด
- ปริมาณหนี้ครัวเรือนที่ไทยที่
เติบโตเร็วขึ้นในช่วงวิกฤติเกิ ดจาก 2 สาเหตุ คือ 1. ความจำเป็นในการก่อหนี้ เพิ่มเนื่องจากขาดหรือมีสภาพคล่ องในครัวเรือนไม่เพียงพอกั บรายจ่าย หลังจากที่ไม่สามารถประกอบอาชี พได้ตามปกติในช่วงล็อกดาวน์ การถูกปรับลดเงินเดือนบางส่วนลง รวมถึงการถูกเลิกจ้าง 2. รายได้ ที่ลดลงมากเมื่อเทียบกับหนี้ที่ เพิ่มขึ้นเร็ว
ปัญหาหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้
แนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สิ
ค่าแรงขึ้น แต่หนี้สินก็เพิ่มตาม
ข่าว “การปรับขึ้นค่าแรง” อาจเป็นข่าวดีที่ทุกคนอยากได้ยิน คนทำงานทุกคนล้วนอยากได้ค่าแรงที่สูง ๆ เพื่อความเป็นอยู่และชีวิตที่ดีขึ้น ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เงินเฟ้อ ข้าวของแพงทุกอย่าง หนี้สินรุงรัง และการทำงานหนัก การขึ้นค่าแรงเป็นความหวังของลูกจ้างทั้งหลายที่เดือดร้อนมานานเพราะค่าจ้างไม่สมเหตุสมผลกับค่าครองชีพ ในมุมของลูกจ้าง การขึ้นค่าแรงทำให้เรามีรายได้เข้ากระเป๋าเพิ่มขึ้นเพื่อไว้ใช้สอยให้สภาพความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิตดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเหลื่มล้ำทางรายได้ลง แต่ในทางกลับกันสำหรับนายจ้าง การลงทุนจากต่างชาติ ราคาสินค้า ค่าครองชีพอาจตรงกันข้าม
ซึ่ง “หนี้ครัวเรือนไทย” นั้น พุ่งสูงสุดในรอบ 16 ปี โดยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยทั่วประเทศ ปี 2565 พบว่าคนไทย 99.6% มีหนี้ มีเพียง 0.4% เท่านั้นที่เป็นคนไม่มีหนี้ ในกลุ่มคนที่มีหนี้ จะมียอดหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 501,711 บาท ภาระผ่อนชำระต่อเดือนอยู่ที่ 12,801 บาท (นับเป็นหนี้ในระบบ 78.9% และหนี้นอกระบบ 21.1%)
ส่วนประเภทของหนี้ครัวเรือนที่เกิดกับคนไทย 56.4% คือหนี้ส่วนบุคคล เกิดจากการซื้อสินค้า การอุปโภคบริโภค 54.4% คือหนี้บัตรเครดิต 49.6% เป็นหนี้ยานพาหนะ 49.2% คือหนี้ในการประกอบธุรกิจ 37.5% หนี้การศึกษา และ 35.7% คือหนี้ที่อยู่อาศัย โดยสาเหตุของการก่อหนี้ พบว่ามาจากปัจจัยที่ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย การผ่อนสินค้ามากเกินไป การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากเกินไป และการซื้อสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น
ค่าจ้างกับหนี้สินมีความสัมพันธ์กันโดยตรง เพราะเราทำงานแลกค่าจ้างก็เพื่อให้มีเงินไปจ่ายหนี้ แต่คำถามคือ การเคาะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้คนไทย 5.02% หรือเป็นเงิน 328-354 บาท/วันนั้น เอาเข้าจริงส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมาเป็นเงินเพียงไม่กี่บาท แล้วมันจะเพียงพอกับค่าใช้จ่ายของคนวัยทำงานในเมืองไทยจริงหรือไม่ จะช่วยบรรเทาภาระหนี้สินได้ของคนไทยได้หรือไม่ แถมมันยังมักจะตามมาด้วยผลกระทบบางอย่างเสมอ
เพราะค่าแรงที่เพิ่มขึ้น มันถือเป็น “ต้นทุน” ของภาคธุรกิจ การจ้างงานที่นายจ้างต้องให้เงินกับลูกจ้างเพิ่มขึ้นจากเดิม ลองมองว่าแรงงานคือสินค้าประเภทหนึ่ง ที่เมื่อราคาค่าจ้างเพิ่มขึ้นก็ย่อมทำให้ความต้องการซื้อลดลง ง่าย ๆ ก็คือส่วนใหญ่แล้วนายจ้างไม่ต้องการจ้างแรงงานที่ “ราคาแพงเกินไป” อาจทำให้ถึงขั้นปลดพนักงานออกเลยก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังมีสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาอีก
เงินเฟ้อทำค่าครองชีพสูงขึ้นไปอีก
นับเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจที่ใคร ๆ ต่างก็ให้ความสนใจในช่วงที่ผ่านมา สำหรับเรื่องของ “เงินเฟ้อ” และ “เศรษฐกิจถดถอย” ที่ประชาชนตาดำ ๆ อย่างเราได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า สินค้าอุปโภคบริโภคพาเหรดกันขึ้นราคาไปราว ๆ ร้อยละ 10 แม้จะเป็นเงินเพียง 5-10 บาท แต่ด้วยข้าวของที่แพงขึ้นทุกอย่างจึงทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้นหลายบาท ในขณะที่รายได้คนทำงานยังเท่าเดิม บางคนลดลง และบางคนตกงาน ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นมาก็ไม่ได้มากขนาดที่จะซื้อข้าวแกงให้ได้สักจาน อีกทั้งเวลานี้ธุรกิจต่าง ๆ ต่างก็กำลังพยายามประคับประคองตัวเองให้อยู่รอดให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตินี้ไป เพื่อที่จะค่อย ๆ ฟื้นตัวจากสถานการณ์โรคระบาดที่ทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่งไปเกือบ 3 ปี
สำหรับอัตรเงินเฟ้อในไทยในช่วงที่ผ่านมา เมื่อเดือนสิงหาคมอยู่ที่ร้อยละ 7.86 ขยายตัวขึ้นมาจากเดือนกรกฎาคมซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 7.61 ส่วนสถานการณ์ล่าสุด สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าได้ประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อไทยในช่วงที่เหลือของปี 2565 โดยคาดว่าเงินเฟ้อของไทยได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในเดือนสิงหาคม (ร้อยละ 7.86) และจากนี้ไปอัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลง ทำให้เงินเฟ้อช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 ไม่น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก และยังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยปีนี้จะเพิ่มไม่เกินร้อยละ 6.5 ซึ่งถือว่าอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 5.5-6.5 และมีนโยบาย “การขึ้นอัตราดอกเบี้ย” ของธนาคารแห่งประเทศไทยรักษาเสถียรภาพทางการเงินอยู่
เงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อมนุษย์เงินเดือนอย่างถ้วนหน้า ไม่เพียงแต่วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากการที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคาหมดทุกสิ่งอย่าง แต่ยังทำให้มนุษย์เงินเดือนต้องวางแผนการใช้จ่ายแบบ “ฉันต้องรอด” รวมถึงการตั้งเป้าหมายในการออมเงินสำหรับอนาคต ที่ต้องมองไปถึงเรื่องของการรักษามูลค่าของเงินหรืออำนาจในการซื้อของเราไว้ด้วย เพื่อให้เงินเติบโตไปพร้อม ๆ กับมูลค่าของเงินที่จะลดลง ทั้งนี้ทั้งนั้น การออมเงินในยุคนี้อาจจะต้องคิดเผื่อในกรณีฉุกเฉินที่เงินก้อนนี้อาจถูกนำมาใช้ก่อนกำหนดด้วยเมื่อมีเรื่องไม่คาดฝัน สำหรับคนที่ไม่ได้มีรายได้มากขนาดที่จะแบ่งเงินออมเป็นหลาย ๆ ส่วน หลาย ๆ ก้อน






























