เมื่อคุณเดินเข้าร้านเจ้าประจำ สั่งอาหารเมนูเดิม จ่ายเงินเท่าเดิม แต่ปริมาณที่ได้กลับไม่เท่าเดิม ผลกระทบเงินเฟ้ออยู่รอบตัวเราตลอด จะเห็นได้ว่าสถานการณ์เงินเฟ้อที่ยังคงพุ่งทะยานไม่หยุดทั่วโลก ราคาข้าวของที่แพงขึ้น ขณะที่เงินในกระเป๋ายังเท่าเดิม มันช่างน่าปวดใจซะจริง ๆ จนแทบไม่อยากจับจ่ายใช้สอยหรือลงทุนใด ๆ คลิกดูพอร์ตลงทุนทีไร ยังโชว์ตัวแดงโร่อยู่ ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งตามเงินเฟ้อไปกันใหญ่
แต่ในเมื่อ “เงินเฟ้อเป็นวัฏจักร” ดังนั้นมันย่อมมีวันสิ้นสุด ไม่ใช่ว่าจะอยู่ตลอดไป และเงินเฟ้อสูงไม่ได้แปลว่า จะพังทลายตลาดหุ้นให้ย่อยยับ ดังนั้น ในภาวะเช่นนี้ จะเห็นโอกาสดี ๆ ซ่อนอยู่ ใช้เวลาศึกษาแล้วหามันให้เจอ
ตราสารหนี้ ก็เป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่เหมาะกับการลงทุนในช่วงตลาดหุ้นเป็นขาลง ด้วยราคาของตราสารหนี้มักจะปรับเพิ่มขึ้นเมื่อราคาหุ้นปรับลดลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนตราสารหนี้เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น หากลงทุนหุ้นและได้รับผลตอบแทนโดยรวมเท่าเดิมหรือลดลงเพราะความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นักลงทุนก็จะหันมาลงทุนตราสารหนี้เพราะมีโอกาสได้รับดอกเบี้ย (ผลตอบแทน) สูงขึ้น และมีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้น
ตราสารหนี้มีหลายประเภทและมีระดับความเสี่ยงไม่เท่ากัน ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนต้องถามตัวเองก่อนว่ารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน เพราะหากเข้าใจและวางแผนการลงทุนตราสารหนี้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ย่อมมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้
ตราสารหนี้ คืออะไร?
คือ ตราสารการลงทุนประเภทหนึ่งที่จ่ายรายได้แบบคงที่ออกมาให้กับนักลงทุน ซึ่งนักลงทุนจะตกอยู่ในสถานะผู้ปล่อยกู้ โดยที่ทางรัฐหรือบริษัทที่เป็นคนออกตราสารจะได้สถานะที่ตรงกันข้ามก็คือ การเป็นผู้ยืม อีกนัยหนึ่งเราอาจจะเรียกผู้ปล่อยกู้ว่า “เจ้าหนี้” และผู้ยืมว่า “ลูกหนี้” ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเราอาจเห็นคำพวกนี้ได้ในหนังสือการลงทุนต่าง ๆ ดังนั้น ทำความรู้จักให้คุ้นหูกันไว้ก่อนก็อาจจะง่ายขึ้น
ประเภทของตราสารหนี้
ในส่วนของคนออกตราสารหนี้หลัก ๆ แล้ว เราอาจจะแบ่งได้เป็นสองส่วนหลักซึ่งก็คือ “ทางรัฐ” กับ “ทางบริษัท” ซึ่งตราสารหนี้ที่ทางรัฐออกเราก็จะเรียกมันว่า “พันธบัตรรัฐบาล” ในขณะที่ตราสารหนี้ที่ทาง “บริษัท” ออกมาเพิ่มเงินทุน เราก็จะเรียกว่า หุ้นกู้เอกชน หรือตราสารหนี้เอกชน ก็ได้เช่นเดียวกัน
ตราสารหนี้หรือพันธบัตรรัฐบาลแต่ละประเภทเป็นอย่างไร
- พันธบัตรรัฐบาล ถึงแม้ว่าทุกการลงทุนไม่สามารถการันตีผลตอบแทนได้ แต่พันธบัตรรัฐบาลมักเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมในภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวนหรือเศรษฐกิจถดถอย เพราะข้อดีของพันธบัตรรัฐบาล คือ มีความเสี่ยงต่ำ เงินต้นไม่หาย และได้รับผลตอบแทนที่ดี โดยจะได้รับผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากำหนด ระยะเวลาลงทุนไม่นานมาก เช่น 3 ปี หรือ 5 ปี โดยเมื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาล เมื่อถึงเวลาไถ่ถอนตามกำหนดสัญญา จะได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายปี ซึ่งเหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงหรือยอมรับความเสียหายจากการลงทุนได้ไม่มากและต้องการใช้ตราสารหนี้เพื่อบริหารเงินลงทุน (Portfolio Management) ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น
- พันธบัตรป้องกันเงินเฟ้อ (Treasury Inflation-Protected Securities) การลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น ลงทุนในทองคำ อสังหาริมทรัพย์ แต่วิธีที่ให้ผลตอบแทนสัมพันธ์กับเงินเฟ้อโดยตรง คือ พันธบัตรป้องกันเงินเฟ้อ เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยแปรผันตามการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อ โดยดอกเบี้ยจ่าย (Coupon) ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) ซึ่งถูกกำหนดไว้คงที่แน่นอนสำหรับพันธบัตรแต่ละรุ่น และดอกเบี้ยจ่ายซึ่งจะขึ้นอยู่กับเงินเฟ้อในช่วงนั้น (อ้างอิงกับดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป) อีกทั้ง เงินต้นยังได้รับการปกป้องจากเงินเฟ้อให้มีอำนาจซื้อเท่าเดิมด้วย
โดยจะปรับเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่วนดอกเบี้ยจ่ายจะปรับเพิ่มหรือลดลงตามเงินเฟ้อ และจ่ายเป็นร้อยละของเงินต้นที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
- ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield Bond) ตราสารหนี้ประเภทนี้มักเผชิญความผันผวนด้านราคาในภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวน เนื่องจากมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ เช่น ผู้ออกตราสารที่อ่อนแออาจมีโอกาสที่จะไม่สามารถชำระคืนเงินต้นได้ ซึ่งเป็นเหตุให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย
ข้อดีในการลงทุนในตราสารหนี้
- การลงทุนเพื่อรักษาเงินต้น : สำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงเลย จะทำอย่างไรให้เงินต้นปลอดภัย และได้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงิน การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือตั๋วเงินคลัง เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์นี้ เพราะไม่มีความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ แต่การลงทุนโดยตรงในตั๋วเงินคลังและพันธบัตรรัฐบาลอาจจะทำได้ยากสำหรับนักลงทุนรายย่อย ดังนั้น ก็สามารถลงทุนได้ทางอ้อมผ่านกองทุนรวม เช่น “กองทุนรวมตลาดเงิน” ซึ่งมีให้เลือกทั้งที่มีนโยบายลงทุนเฉพาะในตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลเท่านั้น หรือที่มีนโยบายลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นกองทุนที่มีระดับความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับการลงทุนในระยะสั้นที่ไม่ต้องการความผันผวนของเงินลงทุน
- การลงทุนเพื่อออมเงิน : นักลงทุนที่มีจุดประสงค์ในการออมเงินในระยะยาวสามารถออมเงินแบบสม่ำเสมอผ่านการซื้อ “กองทุนรวมตราสารหนี้” เป็นประจำทุกเดือนได้โดยเลือกกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทต่าง ๆ ได้ตามความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเอง
- การลงทุนเพื่อปกป้องอำนาจซื้อจากเงินเฟ้อ: โดยอาจจะเลือกลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายลงทุนใน “พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ” ซึ่งเป็นพันธบัตรที่จ่ายผลตอบแทนโดยอ้างอิงจากอัตราเงินเฟ้อ เมื่ออัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตรสูงขึ้นตาม และอยู่ในระดับที่เพียงพอที่จะรักษาอำนาจซื้อไว้ได้
- การลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง: นักลงทุนควรมีการจัดสรรการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน และไม่ควรทุ่มเงินลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเท่านั้น เพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาสินทรัพย์นั้นลดลง ก็อาจจะทำให้ขาดทุนทั้งหมดได้ ดังนั้นจึงควรมีกระจายการลงทุนไปที่สินทรัพย์อื่น ๆ
- การลงทุนเพื่อได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและสามารถคาดการณ์รายรับในอนาคตได้: โดยทั่วไปแล้วอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon rate) ของตราสารหนี้จะเป็นแบบคงที่ และจ่ายสม่ำเสมอทุก ๆ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี เช่น ลงทุนในตราสารหนี้ 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ระยะเวลา 5 ปี จ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 6 เดือน ดังนั้น นักลงทุนก็จะทราบว่า ตลอดระยะเวลาในการลงทุน จะได้รับดอกเบี้ยจำนวน 10 ครั้ง ครั้งละ 2,000 บาทและในงวดสุดท้ายก็จะได้ดอกเบี้ยและเงินต้นคืน เป็นต้น ซึ่งนักลงทุนสามารถคาดการณ์รายรับที่สม่ำเสมอและแน่นอนได้ เพื่อใช้วางแผนการใช้จ่ายในอนาคตได้
จากภาวะตลาดการลงทุนที่ผันผวน ทำให้ตราสารหนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนที่ลงทุนตราสารหนี้ (รวมทั้งตลาดหุ้น) มักคาดการณ์ล่วงหน้าก่อนตัดสินใจลงทุน เช่น หากคาดว่าเศรษฐกิจจะถดถอยในอนาคตอันใกล้ ราคาตราสารหนี้มักจะปรับสูงขึ้น ขณะที่ราคาหุ้นโดยรวมจะปรับลดลง โดยจากสถิติที่ผ่านมา พบว่านักลงทุนเทขายหุ้นก่อนที่จะเกิดสถานการณ์เลวร้าย เช่น วิกฤติซับไพรม์และการแพร่ระบาดของ COVID-19 ราคาตราสารหนี้จึงปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นผันผวนและปรับลงอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้นักลงทุนเริ่มคำนึงถึงความต้องการที่จะได้รับผลตอบแทนสูงสุดภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด ซึ่งตราสารหนี้สามารถตอบโจทย์นี้ได้ เพราะนอกจากจะช่วยกระจายความเสี่ยงแล้ว ยังให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับที่ดีและความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น ๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก : การเงินการธนาคาร






























