
เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือวิกฤติต่าง ๆ เช่น ตกงาน รายได้ลดลง หนี้สินพอกพูน กระทบต่อฐานะการเงิน จ่ายหนี้ที่มีอยู่ไม่ไหว ก่อปัญหาหนี้สินครัวเรือนตามมาเป็นจำนวนมาก ปัญหาหนี้สินครัวเรือนคนไทย นับเป็นหนึ่งเรื่องสำคัญที่คอยกัดกินการดำรงชีวิตให้เกิดความยากลำบากมากยิ่งขึ้น
หนี้ครัวเรือน คืออะไร
ตามนิยามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติให้ไว้ ‘หนี้ครัวเรือน’ หมายถึง เงินให้กู้ยืมที่สถาบันการเงินให้แก่บุคคลธรรมดาที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ ซึ่งบุคคลธรรมดาอาจนำเงินที่กู้ยืมไปใช้เพื่อการจับจ่ายใช้สอยหรือเพื่อประกอบธุรกิจ โดยข้อมูลหนี้ครัวเรือนจะครอบคลุมเฉพาะเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินที่ ธปท. เก็บข้อมูลได้ จึงไม่รวมหนี้นอกระบบ
หรือกล่าวเป็นภาษาพูดได้ว่า หนี้ที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมเงินไปซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ ทำธุรกิจ หรือแม้แต่หนี้บัตรเครดิตที่เกิดขึ้น ก็นับรวมเป็นหนี้ครัวเรือนทั้งสิ้น
โดยทั่วไปแล้วหนี้ครัวเรือนหากอยู่ในระดับที่เหมาะสม และสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของรายได้ประชากร จะเป็นการช่วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะครัวเรือนนำเงินที่กู้ยืมไปประกอบธุรกิจต่าง ๆ ทำให้มีเงินหมุนเวียนเข้ามาในระบบ
แต่หากหนี้ครัวเรือนมีมากจนไม่สอดคล้องกับรายได้เป็นระยะเวลานาน ก็จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) และส่งผลต่อสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อ
ผลสำรวจหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2565
จากสถิติตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนต่อ GDP ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และข้อมูลสำคัญที่ทำให้ชวนคิด คือ คนไทยเป็นหนี้ตั้งแต่อายุน้อย เป็นหนี้จำนวนมากและนานขึ้น แม้แต่วัยเกษียณอายุก็ยังมีหนี้สูง ซึ่งสะท้อนถึงภาวะความเปราะบางของภาคครัวเรือนไทย ล่าสุด ม.หอการค้าไทย เปิดเผยข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยพบว่า จำนวนหนี้สินของครัวเรือนไทยปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลสำรวจหนี้ครัวเรือนไทย สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 89.3% สูงสุดในรอบ 16 ปี มีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ราว 5 แสนบาท หนี้ในระบบ 78.9% และหนี้นอกระบบ 21.1%
หนี้ครัวเรือนไทยสิ้นปี 2565 จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 89.3% ต่อจีดีพี คิดเป็นมูลค่าหนี้ครัวเรือน 14.97 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 16 ปี นับตั้งแต่ที่ ม.หอการค้าไทย ได้เคยทำการสำรวจมาตั้งแต่ปี 2550
การก่อหนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าโดยคิดเป็นจำนวนหนี้ 501,711 บาทต่อครัวเรือน เป็นจำนวนหนี้ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ศูนย์พยากรณ์ฯ เคยสำรวจภาวะหนี้ภาคครัวเรือนไทย โดยสาเหตุของการเป็นหนี้มาจากค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะสินค้าราคาแพงขึ้นจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การผ่อนสินค้ามากเกินไปเนื่องจากมีการซื้อสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า และการขาดรายได้จากการออกจากงาน
สาเหตุที่ทำให้เป็นหนี้กันมากขึ้นและเร็วขึ้น
นั้นเป็นเพราะคนกลุ่มนี้เกิดในช่วงของกระแสบริโภคนิยม เรียกว่าพ่อแม่ได้ผ่านยุคยากลำบากกัดก้อนเกลือกินมาแล้ว รุ่นลูกจึงไม่ต้องลำบากทำงานเหนื่อยยากตั้งแต่เด็ก ทำให้ไม่รู้จักคุณค่าของเงิน มีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เห็นคนอื่นมีอะไรก็อยากมีอย่างเขาบ้าง ตอนเด็ก ๆ ก็อยากได้ของเล่น โทรศัพท์มือถือ ที่ไม่ได้ใช้เงินทองมากมาย พอโตขึ้นสิ่งที่อยากได้ก็ใหญ่ขึ้นและแพงขึ้น และการอยู่ในสังคมคนวัยทำงานก็ต้องมีเรื่องหน้าตา เกียรติยศ ศักดิ์ศรีเพิ่มเข้ามาอีก ทำให้รายได้ตามไม่ทันรายจ่าย สุดท้ายลงเอยด้วยการเป็นหนี้
นอกจากนี้ช่องทางที่จะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ก็สะดวกและมีมากมาย เพราะสถาบันการเงินทั้งหลายต่างก็ออกโฆษณามาจูงใจ ทำให้การเป็นหนี้ทำได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น เหนืออื่นคนเป็นหนี้ก็ยังขาดความรู้ทางการเงิน ไม่มีการวางแผนการเงินที่ดี เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาก็ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น หนี้ก้อนโตขึ้น ยิ่งถึงวัยมีครอบครัว ภาระก็เพิ่มขึ้น กลายเป็นหนี้เก่าก็ยังชดใช้ไม่หมด หนี้ใหม่ก็ต้องกู้เข้ามาเพิ่ม สุดท้ายที่ผ่อนชำระไปกลายเป็นส่งดอกเบี้ยให้เขาฟรี ๆ
บริหารจัดการหนี้เมื่อรายรับลดลง
เมื่อรายรับลดลง ลูกหนี้มักกังวลใจว่า “หนี้ที่มีอยู่จะจ่ายได้อย่างไร” สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ตั้งสติ ยอมรับความเป็นจริงว่าเรากำลังเจอกับปัญหา เตรียมพร้อมแก้ไขปัญหา และตั้งมั่นว่าจะไม่ก่อหนี้ใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ถ้าพร้อมแล้ว เราจะพาไปรู้จักกับ 5 ขั้นตอนในการบริหารจัดการหนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ดังนี้
- สำรวจหนี้สินที่มี
เริ่มจากการสำรวจหนี้สินที่เรามีอยู่ ณ ปัจจุบัน ว่าเรามีหนี้ทั้งหมดกี่บาท แต่ละก้อนคิดอัตราดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์ และเงินที่ต้องจ่ายแต่ละงวดมีจำนวนเงินทั้งสิ้นกี่บาท ถ้าจำไม่ได้ อาจจะลองดูจากใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงินในงวดที่ผ่านมา แล้วเขียนแจกแจงออกมาในกระดาษ เพื่อให้เราสามารถเห็นรายละเอียดของหนี้สินมากขึ้น ป้องกันการลืม และทำให้ง่ายต่อการวางแผน
- แบ่งการใช้จ่ายเงินเป็น 3 ก้อน
เงินก้อนแรกเพื่อค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องจ่ายทุกเดือน เช่น ค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ อาจตั้งไว้ประมาณ 50% ของรายได้ ถ้าอยากได้อะไรใหม่ต้องดูว่าส่วนนี้เกินหรือไม่ ก้อนที่สอง คือรายจ่ายในชีวิตประจำวันที่ต้องมีใช้จนถึงสิ้นเดือน เช่นค่าอาหาร สังสรรค์ ซื้อของส่วนตัว ท่องเที่ยว อาจตั้งไว้ประมาณ 30% ก้อนที่สาม เพื่อเก็บออมสำหรับใช้ยามฉุกเฉิน โดยควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน และเพื่อเป้าหมายทางการเงินต่าง ๆ อาจตั้งไว้ประมาณ 20% ของรายได้ ทั้งนี้สัดส่วนเงินทั้งสามก้อน สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเป็นจริงของแต่ละคน แต่เมื่อ ตั้งสัดส่วนแล้วก็ต้องมีวินัยในการใช้เงิน เพื่อให้เพียงพอตลอดทั้งเดือน
- จัดลำดับการชำระหนี้
เพราะหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงทำให้เราต้องใช้เงินจ่ายเยอะ ดังนั้น ควรจัดลำดับการชำระหนี้ โดยให้ความสำคัญกับหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง หากมีเงินชำระหนี้จำนวนจำกัด ควรเลือกชำระหนี้ที่ดอกเบี้ยไม่มากด้วยจำนวนเงินขั้นต่ำ ส่วนเงินที่เหลือนำไปชำระหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อลดภาระการจ่ายหนี้ นอกจากนี้การไม่ผิดนัดชำระหนี้ ก็จะทำให้ไม่โดนค่าปรับ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาเป็นภาระอีกด้วย
- หาช่องทางเพิ่มรายได้
โดยอาจเริ่มต้นมองหาอาชีพเสริม จากการสำรวจความถนัด ทักษะความชอบ และประสบการณ์ของตัวเอง เช่น ชอบทำอาหารก็อาจลองขายอาหารในหมู่บ้าน หรือ Food Delivery หรือหากชอบทำคลิปลง TikTok YouTube ก็อาจทำคลิปรีวิวสินค้า เป็นต้น หรือหากใครมีทุนก็อาจลองศึกษาธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อสร้างรายได้อีกหนึ่งทางได้เช่นกัน
- ไม่พร้อม ไม่สร้างหนี้
การเป็นหนี้ไม่ใช่สิ่งต้องห้าม แต่ต้องทำด้วยความรู้ความเข้าใจและทำอย่างเป็นประโยชน์ คุ้มค่า ไม่ใช่เป็นหนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง หรือเห่อตามกระแสสังคม การเป็นหนี้นั้น เดี๋ยวนี้เป็นกันง่าย ๆ แต่การจะหมดหนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นไม่รู้จักพอ หากไม่รู้จักข่มใจ ก็จะมีเรื่องให้เราได้ใช้จ่ายได้อย่างไม่มีวันหมด หลักการง่าย ๆ จำไว้ให้ขึ้นใจ หากยังไม่พร้อม ต้องไม่สร้างหนี้






























