
สมัยเด็ก ๆ ใครเคยติดหนังสือที่ผู้ใหญ่ชอบตีตราให้มันว่าเป็นหนังสือที่ไร้สาระที่สุดอย่าง “หนังสือการ์ตูน” บ้าง ใครที่เคยเสพติดการเข้าร้านเช่าการ์ตูนทุกวัน จนทุกวันนี้ก็ยังซื้ออ่านอยู่ (มีเงินเดือนแล้วไม่อยากเช่าอ่าน ซื้อเลย) น่าจะรู้ดีว่าการ์ตูนไม่ได้ไร้สาระอย่างที่ผู้ใหญ่คิด หากเราแบ่งเวลาได้ไม่ได้เอาเวลาเรียนไปนั่งอ่านการ์ตูน การ์ตูนคือเพื่อนร่วมทางดี ๆ นี่เอง เราจะพบบทเรียนบางอย่างที่โรงเรียนไม่ได้สอนในหนังสือการ์ตูน
ทุกวันนี้หลาย ๆ คนหันมาอ่านการ์ตูนด้วยสมาร์ตโฟนผ่านแอปฯ เว็บตูนต่าง ๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก แม้ว่าจะชอบกลิ่นกระดาษกับหมึกมากกว่าการไถสมาร์ตโฟน แต่การ์ตูนเป็นเล่ม ๆ ก็ยังมีอยู่ แอปฯ เว็บตูนก็มีการ์ตูนที่น่าติดตาม ซึ่งเขาไม่ได้พิมพ์มันออกมาเป็นเล่ม อรรถรสในการอ่านการ์ตูนอาจเปลี่ยนไปนิดหน่อย แต่ความสนุกและข้อคิดต่าง ๆ ที่เราได้จากการ์ตูนยังคงเหมือนเดิม
ที่เปิดเรื่องมาด้วยกลิ่นอายของการ์ตูน ก็เพราะซีรีส์ในสัปดาห์นี้เกี่ยวข้องกับ (คนทำ) การ์ตูน Today’s Webtoon เป็นเรื่องราวของนักกีฬายูโดสาวคนหนึ่งที่มีชื่อว่า “อนมาอึม” กำลังอยู่ในช่วงพักร่างกายด้วยอาการบาดเจ็บเอ็นข้อเท้าเป็นเวลา 6 เดือน อันที่จริงอาการบาดเจ็บทางร่างกายน่ะหายตั้งนานแล้ว แต่ที่ยังบาดเจ็บไม่หายคืออาการทางใจต่างหาก มีเหตุการณ์หนึ่งในสนามที่ทำให้เธอฝังใจมาก ๆ จนถึงขั้นมาพิจารณาตัวเองว่ายังอยากอยู่ในสนามแข่งที่เป้าหมายสูงสุดคือการแข่งขันที่ให้ได้มาเพื่อชัยชนะอยู่หรือเปล่า เธอยังรักยูโดอยู่ทั้งใจ แต่อาจจะเป็นเพราะรักมากก็ได้เลยอยากเลิกก่อนที่จะรู้สึกตรงกันข้าม เธอคงไม่อยากเกลียดยูโด

การพักการแข่งขันนานทำให้เธอมีเวลาเหลือเฟือที่จะตามหาตัวเองว่ายังมีอะไรอีกไหมที่เธอรักและอยากทำมันมาก ๆ เธอใช้เวลาแต่ละวันหมดไปกับการลองทำนู่นนั่นนี่ไปเรื่อย เป็นพนักงานร้านเช่าการ์ตูน (ที่บ้านเปิด) เป็นเด็กส่งอาหาร รับ part-time เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยตามงานอีเวนต์ต่าง ๆ ช่วงเวลาว่าง ๆ ก็จะมานั่งไถเว็บตูนเพื่ออ่านการ์ตูนที่ตัวเองชอบ ความชอบที่ถึงขั้นคลั้งไคล้ เว็บตูนที่เป็นเหมือนอากาศที่สดชื่น เป็นสาเหตุที่ทำให้เธออยากลองทำงานในบริษัทเว็บตูน เธอจึงเริ่มต้นตามหาความฝันใหม่ของตัวเองด้วยการเข้าทำงานในกองบรรณาธิการบริษัทเว็บตูน เธอไม่มีความรู้เชิงทฤษฎีหรือเชิงวิชาการเกี่ยวกับเว็บตูนเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความรักในเว็บตูนเต็มหัวใจ
เท่าที่ดูซีรีส์ออนแอร์มาแล้ว 5 ตอน Today’s Webtoon เป็นซีรีส์ที่ไม่ได้มีปมหวือหวา ปมไม่ได้หนักหน่วงเหมือนซีรีส์เรื่องอื่นในล็อตเดียวกัน แต่บทต่าง ๆ น่าสนใจและทัชใจมาก ดูแล้วรู้สึกมีไฟในการทำงาน เราจะเห็นการทำงานแบบสายตัวแทบขาดในวงการเว็บตูน การทั้งงานที่ทั้งนักเขียนเว็บตูนและกองบรรณาธิการเว็บตูนต่างก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจแบบไม่มีกั๊กเพื่อปล่อนผลงานดี ๆ ออกสู่สายตานักอ่าน โดยทุกความยากลำบากในการทำงานจะถูกปลอบประโลมด้วยรอยยิ้มที่สดใสของนางเอก คิมเซจอง ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่มีพลังงานล้นเหลือ พลังบวกก็มหาศาล ยิ้มกว้างรับทุกสถานการณ์แม้ว่าย้ำตาจะตกใน เธอเชื่อว่ายิ้มรับไว้ก่อนแล้วจะดีเอง
แกคือเหรียญทองของแม่นะ
สำหรับปมใหญ่ที่สุดของซีรีส์เรื่องนี้ และน่าจะเป็นปมที่ใหญ่ที่สุดของนางเอก น่าจะเป็นปมเรื่องครอบครัวที่ค่อนข้างโดดเด่นกว่าปมการปรับตัวในการทำงาน อันที่จริงมันเป็นปมที่มีผลต่อการทำงานของนางเอกด้วย อย่างที่เกริ่นไปตอนต้น นางเอกเป็นนักกีฬายูโดอนาคตไกล ที่กำลังพักลงสนามเนื่องจากอาการบาดเจ็บ เจ็บตัวยังไม่เท่าไรแต่เจ็บที่ใจมันกลายเป็นเรื่องราวฝังใจที่ลืมไม่ลง พ่อของนางเอกเป็นครูผู้ฝึกสอนยูโด เขาคาดหวังให้ลูกสาวกลับไปโรงฝึกโดยด่วน กลับไปลงแข่ง แล้วมุ่งหน้าไปคว้าเหรียญทองโอลิมปิกมาครองให้จงได้

นางเอกซึ่งมีเวลาว่างนานถึง 6 เดือนในช่วงพักฟื้น บัดนี้เวลาเริ่มนับถอยหลังลงเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันกับที่เธอเริ่มต้นตามหาเส้นทางใหม่ในชีวิตที่ไม่ใช่กีฬายูโด เธอตัดสินใจที่จะหันหลังให้กับอาชีพนักกีฬา เลิกลงแข่งขัน แต่เธอจะไม่เลิกเล่นยูโดเพราะเธอยังรักยูโดอยู่มาก ทว่าเวลานี้มีอีกสิ่งหนึ่งที่เธอรักมากเหมือนกันนั่นก็คือเว็บตูน การเข้าทำงานในบริษัทเว็บตูนคือก้าวแรกของการเดินออกจาก comfort zone เดิมที่คุ้นเคย แม่เข้าใจดีและสนับสนุนสิ่งที่ลูกสาวเลือกแล้วอย่างเต็มที่ แต่สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่พ่ออยากเห็น หลังจากได้งาน แม่ยังต้องช่วยเธอปิดเรื่องนี้กับพ่อเลย
วันที่ไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทเว็บตูน แม่ของเธอแอบใส่โน้ตน้อยมาให้พร้อมกับหมากฝรั่ง ซึ่งปกติเธอน่าเคี้ยวหมากฝรั่งก่อนลงแข่งเพื่อสร้างความมั่นใจ ในโน้ตน้อยเขียนด้วยลายมือสั้น ๆ ว่า “แกคือเหรียญทองของแม่นะ” มันคือคำที่อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงกำลังใจเต็มเปี่ยม แรงสนับสนุนจากคนที่เรารักและรักเรามันเป็นอะไรที่มีพลังมหาศาล ไม่ว่าลูกสาวจะเลือกเดินทางไหน แม่ก็จะคอยสนับสนุนอย่างสุดทางเสมอ ต่อให้ระยะทางจะยังอีกยาวไกล ในการวัดผลว่าสิ่งเธอทำนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่เธอก็จะยังคงเป็นเหรียญทองที่แม่ภาคภูมิใจอยู่ดี
ตัดกลับมาที่คนพ่อ ตอนล่าสุดเปิดเผยความสัมพันธ์ที่น่าเศร้าระหว่างพ่อและลูกสาว การที่เขาเข้มงวดกับลูกและพยายามดึงตัวเธอกลับไปลงแข่งยูโดให้ได้ เขาแค่ใช้คำว่า “หวังดี” บังหน้าเท่านั้น มันเป็นคำที่คนเป็นพ่อเป็นแม่มักจะใช้อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในสิ่งที่ตัวเอง “บังคับ” ให้ลูกทำในสิ่งที่ลูกก็ไม่แน่ใจว่าอยากทำมันจริง ๆ หรือเปล่า เพื่อให้มันดูไม่เหมือนการบังคับ แต่เป็นการสนับสนุนให้ลูกเดินบนเส้นทางที่พ่อแม่ขีดไว้ให้แล้วต่างหาก ลูกจะถูกกล่อม ถูกโน้มน้าว ถูกยัดเยียดความคิดบางอย่างมาแบบเนียน ๆ จนคิดว่ามันคือสิ่งที่ตัวเองอยากทำ จึงลงมือทำตามความเชื่อนั้น แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็นกรณีเช่นนี้ หลังจากทำมาได้พักใหญ่ ลูกจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง

นางเอกเรื่องนี้ก็เช่นกัน เพราะพ่อของเธอกำลังยัดเยียดความฝันของตัวเองที่ทำไม่สำเร็จให้ลูกนำไปสานต่อ เขาเสียใจและเสียดายมาทั้งชีวิตที่ไม่ได้ลงแข่งโอลิมปิก เขาจึงพยายามผลักดันและสนับสนุนลูกสาวให้ไปคว้าเหรียญทองโอลิมปิกโดยอ้างว่ามันคือความสำเร็จของลูก แต่แท้จริงแล้วพ่อแค่อยากรู้สึกว่าความฝันของตัวเองบรรลุผลแล้วก็เท่านั้น เพราะสามารถทำให้ลูกไปอยู่ในจุดที่ตัวเองอยากทำได้ โดยที่ลืมไปว่าตัวเขาก็คือตัวเขา และลูกสาวก็คือลูกสาว พวกเขาเป็นคนละคนกัน รู้สึกต่างกัน ตัดสินใจต่างกัน ลูกสาวก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง ชีวิตที่เธอต้องเผชิญ เรียนรู้ และรับมือมันด้วยตัวเอง
การที่เธอหันหลังให้กับยูโดแล้วเดินหน้าเต็มสูบกับการเป็นพีดีเว็บตูน พ่อโทษเธอว่ามันเป็นความล้มเหลวและยอมแพ้ของเธอ แต่เธอยืนรานว่ามันไม่ใช่ความล้มเหลว การที่เธอไม่ไปต่อ ไม่มุ่งหน้าโอลิมปิก เธอไม่ได้ล้มเหลว หรือต่อให้เธอได้ไปโอลิมปิกสมใจอยากพ่อ มันก็ไม่ได้แปลว่าเธอประสบความสำเร็จ เธอแค่อยากใช้ชีวิตแบบที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำก็เท่านั้น ทำให้เธอหวนนึกถึงความทรงจำที่สวยงามในวัยเด็กระหว่างเธอกับพ่อ ในวันที่พ่อลูกไปเล่นสเก็ตน้ำแข็งด้วยกัน เธอเล่นไม่เป็นจึงล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้ง และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่พ่อยิ้มและยอมรับความล้มเหลวของเธอ ว่าที่เธอลื่นล้มอยู่หลายครั้งมันเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต ที่ไม่ว่าเธอจะล้มกี่ครั้ง พ่อก็ยังสนับสนุนเธอ
ปลายทางของการหนีไม่มีสรวงสวรรค์หรอก
บทสนทนาระหว่างตัวละครในเรื่องนี้นะ ถ้าฟังดี ๆ เราจะเก็บเกี่ยวมาเป็นข้อคิดที่ใช้เตือนสติในการทำงานได้เยอะมาก ๆ เอาเข้าจริงมันอาจจะไม่ใช่คำพูดหรือประโยคแปลก ๆ ชนิดที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน จริง ๆ เราอาจจะเคยคุยเรื่องทำนองนี้กับเพื่อนร่วมงาน ได้ยินเพื่อนร่วมงานคุยกัน หรือโดนหัวหน้าเรียกไปดุมาแล้วก็ได้ แต่เราอาจจะไม่ได้สนใจขนาดนั้น แต่พอมาเจอในซีรีส์ ใช้สายตามองจากมุมคนนอกที่มองคนอื่น เห็นชีวิตของตัวละครต่าง ๆ กำลังตกที่นั่งเดียวกับเรา มันก็ทำให้เรารู้สึกอินตามได้ไม่ยาก อาจด้วยเพราะอยู่ในวัยทำงานเหมือนกัน

เพื่อนร่วมงานของนางเอกมีอยู่คนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาทำงานด้วยคะแนนสูงสุดตั้งแต่รับพนักงานมา เขาคือชายหนุ่มที่เพียบพร้อมทั้งรูป ความสามารถ ฐานะ ชีวิตที่ผ่านมาออกจะโรยด้วยกลีบกุหลาบสวยงาม สมัยเรียนก็เป็นที่หนึ่ง เข้าทำงานก็เป็นที่หนึ่ง แต่พอมาลงสนามจริงในการทำงาน เขากลับกลายเป็นที่โหล่ที่ไปไม่เป็นสักอย่าง การถูกส่งมาอยู่ทีมที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มากที่สุดในบริษัทเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมาย แถมเขายังรู้ความลับบางอย่างเข้า ความลับที่ทำให้เขารู้สึกว่าพยายามให้ตายก็ไม่มีประโยชน์
เขาไม่อยากทำงานกับทีมที่มองไม่เห็นอนาคต จึงขอย้ายไปยังทีมอื่นในบริษัท ทีแรกก็ทำเรื่องเอง แต่ก็พบว่าการขอให้หัวหน้าทีมสั่งย้ายมันเร็วกว่า เขาจึงเปิดใจพูดเรื่องนี้ตรง ๆ กับหัวหน้าพร้อมทั้งบอกความลับนั้นให้หัวหน้ารู้ แทนที่หัวหน้าจะโกรธแล้วย้ายเขาไปพ้น ๆ ตามที่ต้องการ หัวหน้ากลับสอนเขาในฐานะคนที่มากด้วยประสบการณ์การทำงานและผ่านโลกมาเยอะกว่าว่า “ที่นี่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยนะ จะมาย้ายทีมเหมือนดรอปเรียนแค่เพราะไม่สนุกกับงานไม่ได้”
เขาไม่สนุกกับงานเพราะการถูกย้ายมาอยู่ทีมนี้เป็นอะไรที่เขาไม่คาดคิด ตัวเขาเองก็ไม่ถนัดในเรื่องการ์ตูน เขามองในมุมตัวเองว่าได้พยายามเต็มที่และสู้อย่างถึงที่สุดแล้ว และจะไม่เสียเวลากับการเดิมพันที่สิ้นหวัง เพียงแต่เขาไปผิดทางไปตามหากลยุทธ์อะไรตั้งมากมาย ทั้งที่มันเริ่มต้นได้ง่าย ๆ แค่เขาอ่านหนังสือการ์ตูนเท่านั้นเอง แค่ทุ่มเทให้ถูกทางอย่างเต็มที่ ก็จะเห็นก้าวต่อไปเอง โลกนี้ไม่มีอะไรที่ไร้ประโยชน์ ขนาดเครื่องเคียงเหลือ ๆ ยังเอามาทำอาหารอร่อย ๆ ได้เลย “ถ้านายทำงานหนัก สภาพแวดล้อมก็จะเปลี่ยนไปอยู่แล้ว นายแค่ยังไม่รู้จักความตื่นเต้นแบบนั้น อันดับแรก นายต้องทำลายศักดิ์ศรีง่อย ๆ นั่นก่อน”
ตัดภาพไปที่นางเอกของเรา เธอพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ทุ่มเทกับทุกอย่าง แม้ว่าเวลานี้จะเป็นเพียงพนักงานสัญญาจ้าง 1 ปี ก็พยายามทุกอย่างเพื่อที่จะเป็นพนักงานประจำ ด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง แม้ว่าจะรู้ว่าตัวเองอาจจะพ้นสภาพพนักงานหลังจากนี้อีก 1 ปี เธอก็ยังยืนกรานว่าจะทำงานให้หนักขึ้นเป็นสองเท่าและทำให้ดีกว่าเดิม เพื่อที่จะเปลี่ยนอนาคต โดยที่ไม่มานั่งกังวลหรือวิตกกังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะปัจจุบันคือรากฐานของอนาคต “เราต้องผ่านมันไปให้ได้เหมือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าชีวิตจะโยนอะไรมาให้เรา”

เธอพยายามปรับตัวและเรียนรู้ทุกอย่างที่คนที่มีประสบการณ์กว่าสอน เพื่อที่จะได้เป็นพีดีที่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับนักเขียนได้จริง ๆ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฝึกกันได้ในวันสองวัน สิ่งที่น่าประทับใจคือเธอก็ยังคงเรียนรู้ต่อไป แม้ว่าจะมีเสียศูนย์ไปบ้างเมื่อเจอนักเขียนที่ดูแลอยู่เท ด้วยเข้าใจว่าเธอยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะช่วยให้นักเขียนคนนั้นเดบิวต์ได้ในเร็ววัน คุณผู้ช่วยก็คอยปลอบใจและผลักดันด้วยความเอ็นดู “ถึงจะโดนเทร้อยครั้ง ก็ยังต้องเดินหน้าต่อครั้งที่ 101 อย่ามานั่งงอแงเพราะโดนทิ้งครั้งเดียว”
นางเอกเป็นคนที่เข้มแข็งมาก ๆ ใจสู้สุด ๆ แม้ว่าในใจเธอจะมีแผล แต่ใจเธอก็แข็งแรงไม่ต่างจากร่างกายเลยแม้แต่น้อย กับยูโดเธอพยายามทุ่มสุด ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ จนไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจหรือเสียดายหากไม่ได้ทำ เธอจึงพยายามทำอย่างอื่นบ้าง เพื่อที่จะหาที่ที่ดีกว่านี้สำหรับตนเอง ฉากที่ประทับใจที่สุด คือการที่เธอเอาบัตรพนักงานธรรมดา ๆ ไปแขวนรวมกับเหรียญรางวัลมากมากมาย เพราะสำหรับเธอ การที่ได้พยายามสมัครงานเข้าไปทำงานในบริษัทเว็บตูน มันไม่ต่างอะไรจากการแข่งขันแมตช์หนึ่งที่เธอชนะและได้เหรียญรางวัลมา
ฉันไม่เกลียดใครง่าย ๆ หรอก การเกลียดใครสักคนมันเปลืองพลังงานมากนะ
คาแรคเตอร์ที่น่าชื่นชมของนางเอกเรื่องนี้ คือการที่เป็นคนที่มีทัศนคติเชิงบวกเกินร้อย บวกแบบ+++ จึงฉายออกมาเป็นพลังอึดและบุคลิกที่ทำให้คนที่อยู่ใกล้ ๆ พลอยคิดบวกตามไปด้วย ยิ้มง่าย ยิ้มกว้าง มีมุมฮา ๆ รั่ว ๆ น่ารักน่าเอ็นดู ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ พร้อมพุ่งชนเพื่อคว้าชัยชนะเหมือนตอนแข่งกีฬาตลอดเวลา ความเป็นคนที่มีพลังบวกล้นเหลือของตัวละครจึงถูกส่งต่อมาที่คนดูด้วย ซึ่งบอกเลยว่าคิมเซจองเก่งมากที่ตีโจทย์แตก มันทำให้คนดูรู้สึกมีไฟในการทำงาน อยากจะสู้ต่อไปอีกสักตั้ง

การที่เธอเป็นคนที่มีพลังบวกมหาศาลและเป็นมิตรกับทุกคน มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอเป็นที่รักที่เอ็นดูและตกคนรอบตัวได้ คือการที่เธอมองโลกในแง่ดี มันทำให้เธอมีเสน่ห์และเฉิดฉายในแบบของตัวเองสุด ๆ ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีแบบว่าไปวิ่งเล่นสนุก ๆ กลางทุ่งลาเวนเดอร์ แต่เธอมองโลกตามที่มันเป็นไปด้วยใจที่คิดบวกต่างหาก คำพูดหนึ่งที่ทำให้ตัวละครนี้มีเสน่ห์ลึกลับมากกว่าเดิม คือ “ฉันไม่เกลียดใครง่าย ๆ หรอก การเกลียดใครสักคนมันเปลืองพลังงานมากนะ” ชอบจนต้องเอามาตั้งเป็นหัวข้อย่อย (แต่ถ้าเราจะเกลียดตัวละครสักตัวในเรื่องนี้ก็ไม่ผิดนะ เพราะมันมีตัวละครที่น่าหยุมหัวเยอะอยู่เหมือนกัน)
ในของคนเรา เราต่างก็มีคนที่ตัวเองเกลียด รวมถึงการเป็นคนที่ถูกเกลียดด้วย เรื่องปกติธรรมดามาก ๆ แบบที่สำนวนเขาว่า “คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ” เป็นการเปรียบเทียบที่บอกว่าจำนวนคนที่รักและหวังดีกับเรานั้น มันก็แค่เศษผืนหนังเศษเล็ก ๆ เพราะหนัง (สัตว์) แท้ ๆ ที่นำมาเป็นวัสดุในการทำกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้ามันมีราคาแพง จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากหนังพลอยมีราคาแพงตามไปด้วย ในขณะที่เสื่อผืนหนึ่งนั้น เราจะเห็นว่ามันถูกพับซ้อนกันอยู่หลายทบทีเดียว พอคลี่กางออกมาหมด จะเห็นว่าเสื่อนั้นผืนใหญ่ จึงเปรียบได้กับจำนวนคนที่เกลียดเรา หรืออาจจะแอบเกลียด หมั่นไส้ ไม่ชอบหน้า ไม่หวังดี ที่มีอยู่รอบตัวเราโดยที่เราก็ไม่รู้ว่าเป็นใครบ้าง
ข้อดีของการเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีและคิดบวกได้เสมอไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน มันทำให้เธอเป็นคนที่ไม่โกรธไม่เกลียดใครง่าย ๆ เพราะการการเกลียดใครสักคน เราจะหมดพลังงานไปกับความรู้สึกเกลียดเป็นอย่างมาก เพราะมันมักจะตามมาด้วยอารมณ์ความรู้สึกริษยา ไม่อยากเห็นเขาได้ดี ในใจร้อนรุ่มเหมือนมีไฟสุมอยู่ตลอดเวลา จนอาจจะขาดสติทำอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกไม่ควรด้วยความเกลียด คนเราฆ่ากันตายได้เป็นผักเป็นปลาก็เพราะเหตุนี้ เหตุที่เรารู้สึกเกลียดไปพร้อม ๆ กับขาดสติ และต้องการที่จะเอาชนะ อยากเหนือกว่าคนที่ตัวเองเกลียด บางทีคนที่เราเกลียดเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเราเกลียด ไฟแห่งความเกลียดชังจึงได้แต่แผดเผาเราให้มอดไหม้เท่านั้น
ต่างคนต่างอยู่ พยายามใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี อย่าเสียเวลาชีวิตไปกับการแผดเผาตัวเองด้วยการเกลียดชังใครเลย ตัวเราเองนี่แหละที่จะไม่มีความสุข คิดแค่ว่าเราไม่อาจทำสิ่งใดเพื่อให้คนทั้งโลกหันมารักเราได้ฉันใด เราก็ไม่อาจจะเกลียดทุกสิ่งที่เราไม่ชอบได้ฉันนั้น เขาก็แค่เป็นของเขาแบบนั้น ไม่เห็นต้องไปเกลียดชังกันเลย ไม่ชอบก็แค่พยายามอยู่ห่าง ๆ หรือจะทำใจดีสู้เพื่อเอาชนะความเกลียดของตนเองก็เป็นความคิดที่ไม่เลว

ด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียวเท่านั้นที่ไม่อยากให้คนวัยทำงานพลาดซีรีส์เรื่อง Today’s Webtoon คือเป็นซีรีส์ที่โดดเด่นเรื่องอาชีพการทำงานที่สามารถสร้างพลังบวกให้กับคนวัยทำงานจริง ๆ ดูแล้วรู้สึกมีไฟ อยากจะลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองให้เป็นคนทำงานที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ทุกที่มีย่อมมีเพื่อนร่วมงานและหรือหัวหน้าประเภทที่เราไม่อยากเจอ ไม่อยากจะเสวนา ไม่อยากจะร่วมงานด้วย นางเอกเรื่องนี้ก็กำลังรับมือกับเรื่องนั้นอยู่เช่นกัน เราสามารถเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับเธอได้ว่าเธอจะเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้อย่างไร ทั้งที่เธอเริ่มต้นทุกอย่างที่บริษัทนี้ด้วยทักษะยูโดเท่านั้น
อ้อ! แล้วที่น่าลุ้นอีกอย่างนอกจากชีวิตของนางเอกว่าจะเติบโตในสายงานใหม่นี่ยังไง ก็คือตกลงแล้วใครคือพระเอกของเรื่องกันแน่ (คนดูทุกคนกำลังสงสัยเหมือนกันหมด เพราะไม่ได้บอกชัดเจนว่าใครเด่นกว่าใคร) มันดูมีเคมีฟุ้ง ๆ ระหว่างนางเอกกับตัวละครชาย 2 ตัว คนหนึ่งคือคุณผู้ช่วยบรรณาธิการที่มีความประทับใจระหว่างกันด้วยการเสี่ยงทายหัวก้อยเหรียญ 500 วอน เวลานี้เหรียญนั้นได้กลายเป็นเครื่องรางที่นางเอกวางไว้บนโต๊ะทำงาน เหน็บติดไว้กับตุ๊กตาเด็กผู้หญิงสวมชุดยูโด (คิดว่าน่าจะแทนตุ๊กตาตัวนั้นเป็นตัวเอง) เธอกำลังพึ่งโชคจากสิ่งนั้น
ส่วนอีกคนคือชายหนุ่มพนักงานน้องใหม่ที่เข้ามาทำงานพร้อมกัน เจอกันครั้งแรกตั้งแต่รอบสัมภาษณ์ แล้วก็กลับมาเจอกันใหม่ในฐานะเพื่อนร่วมงานในทีมบรรณาธิการเว็บตูน เขาคือคนที่เธอชื่นชมในความสามารถตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน เพราะคำตอบที่เขาตอบกรรมการทำให้เธอรู้ว่าเขานั้นอยู่คนละระดับจริง ๆ เวลานี้เขาคือเพื่อนร่วมงานน้องใหม่เพียงคนเดียวที่เธอมี เธอถึงขั้นใช้ลูกอ้อนขอร้องให้เขาอย่าลาออกหรือย้ายทีม ความสัมพันธ์ในอนาคตย่อมไม่ธรรมดาแล้วปะ? 🥋






























