ฟิลเลอร์ vs โบท็อก

ภาพจาก news.sky.com

ฟิลเลอร์กับโบท็อกแตกต่างกันอย่างไร

ฟิลเลอร์ (Filler) เป็นสารเติมเต็ม มีอยู่ 2 ชนิด คือชนิดฟิลเลอร์แบบถาวร หรือที่เรารู้จักกันในชื่อพาราฟิน และอีกชนิดคือแบบไม่ถาวร หรือไฮยาลูโรนิก แอซิด (HA) ซึ่งเป็นสารคงความชุ่มชื้นของผิวในร่างกายตามธรรมชาติ ฟิลเลอร์ใช้ฉีดเข้าไป เพื่อเติมเต็มผิวบริเวณร่องลึกให้ตื้นขึ้นมา แต่จะใช้เติมเต็มรอยที่เราเห็นถึงแม้จะไม่ได้ขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้า อย่างเช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา

โบท็อก (Botox) เป็นชื่อการค้าของยา ซึ่งชื่อเต็มๆ ก็คือโบทูลินั่มท็อกซิน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างและสกัดจากแบคทีเรีย ที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) โบท็อกยังรักษาอาการเหงื่อออกเยอะ ตามบริเวณมือ เท้า รักแร้ หรือลดกล้ามเนื้อทำให้ดูเล็กลง ฉะนั้นการฉีดโบท็อก ก็เพื่อลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดริ้วรอยที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เช่น รอยย่นตรงหน้าผาก รอยตีนกา รอยย่นตรงหว่างคิ้วเวลาขมวดคิ้ว

หลังจากฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อก จะคงสภาพได้นานแค่ไหน

ฟิลเลอร์ (Filler) สำหรับฟิลเลอร์ต้องแยกประเภทดังนี้ ได้แก่ HA Filler (ไฮยาลูโรนิกแอซิด) จะมีลักษณะคงตัว ใช้ในการฉีดเติมเต็มในส่วนที่ขยับย่อยๆ เช่น ร่องแก้ม ปาก อยู่ได้ 4-6 เดือน แต่ถ้าเป็นการฉีดทดแทนไขมันที่เสื่อมใต้ผิว เติมเต็มคางหรือจมูก จะอยู่ได้ 1-2 ปี อีกประเภทคือ Filler แบบ Skin Booster อันนี้จะเป็นลักษณะเป็นเจลนิ่ม ใช้ฉีดตื้นๆ ในผิวฉ่ำน้ำ เติมเต็มส่วนที่บางๆ แก้ปัญหาหลุมสิว อยู่ได้ 6 เดือน

โบท็อก (Botox) : การฉีดโบท็อกซ์ในแต่ละจุด จะส่งผลให้อายุขัยนั้นแตกต่างกัน โดยการฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอย บริเวณใบหน้าส่วนบน จะสามารถอยู่ได้ 3-6 เดือนเท่านั้น ส่วนการฉีดโบท็อกซ์ลดกราม แขน น่อง จะอยู่ได้ 6-12 เดือน โบท็อกซ์ลดกลิ่นตัว ลดเหงื่อ อยู่ได้ 4-6 เดือน โบท็อกซ์ลดความมันและลดรูขุมขน อยู่ได้ 3 เดือน

ผลข้างเคียงของการฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อก

ฟิลเลอร์ (Filler) : การฉีดฟิลเลอร์ จะส่งผลให้คอลลาเจนใต้ผิวที่มีอยู่เดิม เกิดการเสื่อมสลายไปบ้าง และหลังการฉีดฟิลเลอร์ อาจจะมีอาการตั้งแต่ไม่รุนแรงไปจนถึงรุนแรงมาก เช่น เกิดผื่นแดง จุดแดง หรือจ้ำเลือดบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์จากรอยเข็มที่ฉีด ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปได้เอง หรือเกิดรอยนูนเมื่อฉีดปริมาณมากเกินไป หรือฉีดตำแหน่งที่ตื้นเกินไป หรือปัญหาการไหลย้ายของฟิลเลอร์ และถ้าฉีดฟิลเลอร์มากเกินไป อาจทำให้เนื้อเยื่ออักเสบและติดเชื้อได้ ในบางรายอาจส่งผลเสียอย่างมาก คืออาจทำให้เส้นเลือดตีบและเสียชีวิตได้

โบท็อก (Botox) หลังการฉีดโบท็อกซ์อาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนได้ เช่น หนังตาบนตก คิ้วตก มุมปากตก รูปปากเบี้ยว รอยจ้ำเลือดตำแหน่งที่ฉีดยา การเกิดภูมิต้านทานต่อโบท็อกซ์ และอาจพบอาการตาแห้งหลังการฉีด แต่ถ้าฉีดโบท็อกมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง และผลข้างเคียงอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ คือ มีความรู้สึกเจ็บที่ใบหน้า ปวดศีรษะ ผิวเห่อแดง มีอาการวิงเวียนศีรษะ เป็นต้น