
ถ้าถามว่าแอปฯ วิดีโอสตรีมมิ่งแอปฯ ไหนที่จ่ายเงินไปแล้วดูซีรีส์ได้ “ไม่คุ้ม” มากที่สุด นาทีนี้จะอวยยศนั้นให้กับ Disney+ Hotstar การที่คนคนหนึ่งที่ไม่ได้ใช้ค่ายเขียว ถึงขนาดไปขโมยเบอร์พ่อมาสมัครใช้งานในราคาที่ประหยัดกว่าก็หาได้ใช้คุ้มไม่ นับตั้งแต่วันที่สมัครครั้งแรกจนถึงตอนนี้ผ่านมาประมาณสี่ซ้าห้าเดือน เราได้ดูซีรีส์ผ่านแอปฯ นี้ไปแค่ 3 เรื่อง คงดูไม่จืดเลยล่ะหากว่าใช้เบอร์ค่ายแดงสมัครในตอนนั้น น่าจะได้เสียดายเงินทวีคูณจากตอนนี้แน่ ๆ แต่จริง ๆ มันก็ผิดที่เราไม่มีเวลาดูเองแหละ ซีรีส์ใหม่พากันดาหน้าเข้ามาขนาดนี้ จะเอาตาไหนมาช่วยดูก่อน!!!
และแล้วก็ถึงเวลาที่นัง Disney+ Hotstar จะได้ถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง เพราะมีซีรีส์เรื่องใหม่ ๆ มาลงในแอปฯ อีกหลายเรื่อง อย่างซีรีส์ที่น่าสนใจในสัปดาห์นี้ก็ดูได้ที่แอปฯ Disney+ นี่เท่านั้นด้วย หวังว่าจะได้เปิดดูอย่างต่อเนื่องไปจนกว่าเรื่องจะจบนะ อย่ามีอะไรบ้งจนต้องเทกลางทาง
Link : Eat, Love, Kill เป็นงานแฟนตาซีโรแมนติกที่ดันหักมุมเป็นทริลเลอร์ซะงั้นใน 2-3 นาทีสุดท้ายของอีพีแรก ถ้าใครเห็นภาพโปรเตอร์สีสันสดใส พระเอกนางเอกมองตายิ้มหวานให้กัน ได้อ่านเรื่องย่อ หรือเห็นคลิปตัวอย่างมาบ้าง ก็คงไม่คิดว่ามันจะมีหักมุมกลายเป็นซีรีส์ลึกลับ สืบสวนสอบสวน เข้าสู่โหมดทริลเลอร์หนักหน่วงขนาดนี้หรอก แม้ว่าปมต่าง ๆ ในเรื่องจะผูกปมไว้ซับซ้อนน่าดู แต่มันมีกลิ่นอายจะเป็นรอมคอมมากกว่าในตอนแรก ทว่าถ้าจะสังเกตให้ดี เรื่องก็ไม่ได้ปิดบังอะไรเราเลยนะ ในภาพโปสเตอร์ก็มีให้เห็นอยู่ทนโท่ มือที่ยื่นออกมาจากตู้เย็นน่ะ
ดังนั้น Link : Eat, Love, Kill จึงเป็นซีรีส์แฟนตาซี-โรแมนติกที่ใส่กลิ่นอายของปริศนาและความหลอนนิด ๆ เข้ามาเป็นกิมมิค เล่าเรื่องราวของเชฟหนุ่มคนหนึ่ง ที่จู่ ๆ ก็สามารถรับรู้อารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ ของผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งได้ แบบว่าถ้าเธอหัวเราะ หัวใจของเขาและเธอจะ link กัน เขาจะสัมผัสความรู้สึกตลกของเธอได้ แล้วก็จะหัวเราะไปพร้อม ๆ กับเธอ ถ้าเธอร้องไห้ เขาก็จะเศร้าพร้อมทั้งน้ำตาไหลพรากตาม และถ้าเธอกลัว หัวใจของเขาก็จะว้าวุ่นอยู่ไม่สุข ตื่นกลัว และตื่นเต้นใจเต้นแรงตามเธอไป

พระเอกรู้สึกตกใจและประหลาดใจมากที่ปรากฏการณ์โทรจิตนี้ (พระเอกอธิบายกับคนใกล้ตัวเป็นศัพท์ยุคดิจิทัลว่าเหมือน Wi-Fi) กลับมาอีกครั้งหลังจากที่หายไปนานถึง 18 ปี ใช่แล้ว มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาสามารถเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกกับใครคนหนึ่งได้ ใครคนนั้นเป็นน้องสาวฝาแฝดที่เขาคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่เด็ก หลังจากน้องสาวหายไป เขาไม่เคยรู้สึกเชื่อมโยงแบบนี้อีกเลย จนกระทั่งมันเกิดขึ้นอีกครั้งกับนางเอก เขาสงสัยทันทีว่าทำไมถึงเป็นนางเอก รวมถึงสมมติฐานความน่าจะเป็นว่านางเอกคือน้องสาวของเขา
ด้วยความที่อารมณ์ความรู้สึกของนางเอกถูกส่งมาหาเขาแทบทั้งหมด วันหนึ่ง ความรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงก็เกิดขึ้น เขาสัมผัสได้ว่าเธอกำลังกลัวอะไรบางอย่างมาก ๆ รวมถึงท่าทีของเธอก็แปลก ๆ ไป เหมือนมีความลับบางอย่าง บวกกับการที่แอบคิดว่าเธอคือน้องสาว เขาจึงเป็นห่วงเธอและคอยช่วยเหลือเธอตลอดมา เพื่อที่จะบรรเทาความรู้สึกพวกนั้นในใจนางเอกลง ตัวเขาก็จะเบาลงตาม พวกเขาจึงเริ่มสนิทสนมและใกล้ชิดกันมากขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น
สตอล์กเกอร์ กับคุณภาพชีวิตที่ติดลบ
ประเด็นสตอล์กเกอร์ คือต้นเหตุหลักที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้หักมุมเข้าสู่โหมดทริลเลอร์ ทีแรกคิดว่ามันเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งที่ใส่เข้ามาเพื่อให้พระเอกสัมผัสความรู้สึกกลัวของนางเอกได้ แต่ที่ไหนได้มันกลายมาเป็นปมใหญ่ปมหนึ่งในเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ และเรื่องนี้ก็นำเสนอออกมาได้หลอนพอสมควร นักแสดงที่เล่นเป็นสตอล์กเกอร์ที่คอยตามนางเอกก็เล่นดีมาก แววตาดูโรคจิต ดูน่ากลัว ทำให้เรารู้สึกอึดอัดและหวาดกลัวตามนางเอกไปด้วยเลย

สตอล์กเกอร์ของนางเอกคือคนที่ทำงานในที่ทำงานเดียวกัน ดู ๆ แล้วน่าจะเป็นคนที่ความผิดปกติทางจิตในระดับหนึ่ง เพราะเขาแยกไม่ออกว่าแบบไหนคือการคลั่งรักเพราะแอบชอบ และแบบไหนคือพฤติกรรมสตอล์กเกอร์ที่มันผิดกฎหมาย เรื่องมันเริ่มมาจากการที่นางเอกมักจะปลอบใจตัวเองเวลาที่ต้องเจอเรื่องแย่ ๆ ด้วยการบอกให้ตัวเองยิ้มเข้าไว้แล้วทุกอย่างจะดีเอง เธอพยายามจะมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน เธอจึงยิ้มทักทายให้เขาเหมือนกับที่ยิ้มให้กับคนอื่น ๆ ในออฟฟิศ แต่เขาดันคิดลึกและจินตนาการไปไกลว่านางเอกก็แอบชอบเขาและมีใจให้เขาซะงั้น
กลายเป็นว่าในสารบบความคิดของชายผู้นี้ เขาเชื่อโดยสนิทใจว่าที่นางเอกมักจะยิ้มให้นั้นเป็นเพราะเธอก็รู้สึกดี ๆ กับเขา จึงเชื่ออีกว่าตนเองกับนางเอกมีความสัมพันธ์พิเศษเกิดขึ้นแล้ว เรื่องเลยเถิดไปถึงขั้นที่ว่าเขาเก็บทุกอย่างไปจินตนาการว่าเธอตกลงคบหาเป็นแฟนกับเขา จึงคอยตามติด คอยหึงหวงอยู่ห่าง ๆ ทำทุกอย่างเหมือนชายหนุ่มที่ดูแลหญิงสาวในสถานะคนรัก ส่งของขวัญนั่นนี่ไปให้ แอบถ่ายรูปนางเอกไปลงโซเชียลมีเดียของตนเองแล้วตั้งสเตตัสเหมือนคนที่กำลังคบหากันอยู่ ทำเอาคนอื่นเข้าใจผิดไปหมด ทั้งที่นางเอกไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลย

เรื่องมาแดงเอาในตอนหลังว่าทุกคนในที่ทำงานเข้าใจผิดหมดว่านางเอกกับผู้ชายคนนี้แอบคบกัน ทั้งที่ตัวนางเอกไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ความจิตของผู้ชายคนนี้ถึงกับทำเอานางเอกระแวงและหวาดกลัวขึ้นเรื่อย ๆ ในเมื่อเขาไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เธอจึงเข้าไปเจรจาตรง ๆ ว่าเธอไม่เคยคิดอะไรกับเขาเกินเลยไปจากการเป็นเพื่อนร่วมงาน การที่เธอปฏิเสธเขาไปตรง ๆ เอาข้าวของที่เขาส่งให้ไปทิ้ง รวมถึงเขาเริ่มเห็นผู้ชายคนใหม่ซึ่งก็คือพระเอกเข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิตเธอ ทำให้เขาแสดงพฤติกรรมรุนแรงออกมา จากที่ตามห่าง ๆ ก็เริ่มจู่โจมถึงตัว ข่มขู่ ในที่สุดก็ตามนางเอกมาถึงที่บ้าน
เหตุการณ์เลวร้ายที่มีต้นเหตุมาจากผู้ชายเกิดขึ้นกับนางเอกอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เธอพยายามห่างจากผู้ชายทุกคนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะเคยเกิดเรื่องราวแย่ ๆ นับครั้งไม่ถ้วนในชีวิตเมื่อเธอเข้าไปใกล้ชิดกับผู้ชายคนใดคนหนึ่งมากเกินไป แต่ไม่เคยเลวร้ายขนาดนี้ สตอล์กเกอร์ตามเธอไปถึงในบ้าน พยายามทำร้ายร่างกายเธอเพราะเธอปฏิเสธเขา และยิ่งมีเรื่องของพระเอกเข้ามายิ่งทำให้เขาโกรธจัด คิดว่าในเมื่อตัวเองไม่ได้นางเอก ก็อย่าได้หวังว่าใครจะได้ คืนนั้นนางเอกเกือบโดนเขาฆ่าตายไปเสียแล้ว แต่มันก็มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น โดยที่เธอก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น
นางเอกต่อสู้กับสตอล์กเกอร์ จนภาพตัดไปทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เธอฟื้นขึ้นมาสภาพงัวเงีย และปรากฏภาพสตอล์กเกอร์คนนั้นนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงจมกองเลือด เธอคิดได้แค่อย่างเดียวว่าเธอคงพยายามต่อสู้ป้องกันตัวเพื่อเอาตัวรอด แต่คงไปพลั้งมือฆ่าเขาตาย บัดนี้เธอคิดว่าตัวเองเป็นฆาตกร แต่เรื่องก็คลี่คลายไปได้เพราะแม่กับยายเข้ามาช่วยเหลือ จัดการเอาศพไปซ่อนในตู้เย็นที่ถูกทิ้งข้างทาง แต่กลายเป็นว่ามันดันเป็นตู้เย็นของพระเอกที่ติดมากับตึกที่เขาเช่าเพื่อเปิดร้านอาหาร เขานำตู้เย็นกลับเข้าไปในร้านที่กำลังก่อสร้าง ทำให้นางเอกกลัวว่าเขาจะเปิดมาเจอศพที่แม่กับยายซ่อนไว้ พยายามนำกลับมาสารพัดวิธี จนพบว่าศพหายไปแล้ว

สตอล์กเกอร์ถือเป็นภัยคุกคามหนึ่งที่น่ากลัวมาก ๆ โดยเฉพาะกับผู้หญิง ในซีรีส์เรื่องนี้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับการเอาผิดสตอล์กเกอร์ในเกาหลีใต้ เพราะมันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว พบว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของคดีฆาตกรรม และ 20 เปอร์เซ็นต์ของคดีล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงเริ่มต้นจากการสตอล์กเกอร์หรือการสะกดรอยตาม แม้ว่าฝ่ายหญิงจะแจ้งความเอาผิด แต่กฎหมายเอาผิดคนกลุ่มนี้กลับเบามาก ๆ บทลงโทษไม่ได้เป็นการช่วยเหลือเหยื่อสักเท่าไรแถมยังเอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำซะมากกว่า โทษปรับและคำสั่งห้ามไม่ให้ติดต่อ ห้ามเข้าใกล้เหยื่อในระยะ 100 เมตร เอาเข้าจริงมันไม่ได้ปลอดภัยอะไรเลย เพราะคนร้ายใช้เวลาแค่ 20 วินาทีก็ประชิดตัวเหยื่อได้แล้ว
ประเด็นสตอล์กเกอร์จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากในซีรีส์เรื่องนี้ แถมยังเป็นจุดพลิกผันของเรื่องราวต่าง ๆ ในเรื่องด้วย จากชายหนุ่มที่คลั่งรักเพื่อนร่วมงานสาว ไปจนถึงขั้นที่ติดตามเธอไปทุกหนทุกแห่งและลงมือทำร้ายร่างกายเธอ เป็นการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ซึ่งหากผู้หญิงป้องกันตัวจนถึงขนาดพลั้งมือฆ่าคนที่ทำร้ายตัวเองตาย ผู้หญิงจะต้องติดคุกและถูกจดจำในฐานะฆาตกรใช่หรือไม่ แล้วทำไมกฎหมายถึงไม่ดูแลคุณภาพชีวิตพวกเธอมากกว่านี้
เราถึงต้องทำดีกับเขาให้มากตอนที่เขายังอยู่ไง
จากซีรีส์ธรรมดา ๆ ที่เรื่องย่อกับตัวอย่างดูไม่มีอะไรน่าสนใจ นี่ก็เกือบจะเทไปแล้วเหมือนกันเพราะกลัวจะไม่มีประเด็นอะไรให้นำมาเขียน แต่พอได้ดูจริง ๆ ต้องบอกเลยว่าเป็นซีรีส์ที่สนุกมาก กลมกล่อมครบทุกรสชาติ ดราม่าก็มี ตลกก็มา โรแมนซ์กรุบกริบชวนฟิน พระเอกนางเอกเคมีเข้ากัน (นี่ก็อยากเห็นตอนที่ 2 คนนี้รักกันแล้วเหมือนกันว่าจะหวานกันน่าหมั่นไส้แค่ไหน) เหตุการณ์ส่วนทริลเลอร์ที่เกิดขึ้นมีอะไรให้ลุ้นตาม กลั้นใจตามตลอด ส่วนที่เป็นปริศนาต่าง ๆ ก็มีแต่ปมใหญ่ ๆ ทั้งนั้น ชวนให้คนดูได้ขบคิดตาม คือมันสนุกมากจริง ๆ เสียดายที่เรตติ้งฝั่งเกาน้อยมากจนน่าเสียดาย

สำหรับปมใหญ่ที่น่าสนใจอีกปมเป็นปมของพระเอก ถ้าบอกว่าปมนี้ทำให้เรื่องหักมุมมาเป็นแนวสืบสวนสอบสวนก็น่าจะได้อยู่ เพราะคนดูก็ต้องคิดตามและร่วมสืบไปกับพระเอกด้วยเหมือนกัน อย่างที่เกริ่นไปในส่วนของเรื่องย่อ พระเอกเคยมีน้องสาวฝาแฝด ตัวพระเอกเคยเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกของน้องสาวได้ เมื่อ 18 ปีก่อนทั้งคู่เป็นแค่เด็ก 10 ขวบ พระเอกก็คือเด็กธรรมดา ๆ ที่รักน้องสาวมาก แต่ชอบแสดงออกแบบซึน ๆ ปากร้าย ชอบพูดไม่ดีกับน้อง ห่วงเล่นกับเพื่อน ไม่อยากให้เพื่อนเห็นเวลาเดินอยู่กับน้อง เลยมักจะหนีไปเล่นกับเพื่อนแล้วทิ้งน้องสาวไว้เสมอ
มีอยู่วันหนึ่งเขาก็ทำแบบเดิม ทั้งที่พ่อแม่ฝากฝังและกำชับว่าให้ดูแลน้องให้ดี ๆ ตัวน้องเองก็บอกว่ากลัวไม่อยากอยู่คนเดียว แต่เขากลับห่วงเล่นมากกว่า ทิ้งให้น้องนั่งรอข้างทางแล้วตัวเองไปเล่นกับเพื่อน เล่นเพลินจนลืมน้อง จนกระทั่งเขาสัมผัสความรู้สึกของน้องสาวได้ว่าเธอกำลังตื่นกลัวสุดขีด เขากลับมาหาน้องตรงจุดที่ตัวเองทิ้งน้องไว้เพื่อรู้ว่าน้องสาวหายตัวไปแล้ว ออกตามหาแค่ไหนก็ไม่เจอ มีผู้ต้องสงสัยที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของน้องสาวเขา แต่ตำรวจก็ทำอะไรมากไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐาน

สรุปคือตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พระเอกก็ไม่ได้เจอน้องสาวอีกเลย ไม่ว่าจะแบบมีชีวิตอยู่หรือร่างไร้วิญญาณก็ตาม แต่ตัวเขาเชื่อว่าน้องสาวตายไปแล้ว เพราะความเชื่อมโยงทางอารมณ์ระหว่างเขากับน้องสาวถูกตัดลง เขาไม่สามารถสัมผัสความรู้สึกของเธอได้อีกต่อไป เหมือนกับว่าเธอไม่มีชีวิตอยู่ ไม่มีอารมณ์และความรู้สึกแล้ว ผ่านมา 18 ปี เขายังคงความรู้สึกผิดอยู่ในใจ โทษตัวเองว่าที่จริงแล้วมันเป็นความผิดของเขาเองที่น้องสาวหายไป ครอบครัวก็แตกสลาย แม่ของเขาเสียใจมากจนตรอมใจกลายเป็นคนป่วย เดี๋ยวก็พูดรู้เรื่อง เดี๋ยวก็คลุ้มคลั่งโวยวาย
เพราะเขาแอบหวังในใจลึก ๆ ว่านางเอกอาจเป็นน้องสาวที่หายตัวไป เนื่องจากเขาสามารถเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกของเธอได้แบบที่เคยเป็นเฉพาะกับน้องสาว เขาจึงพยายามปกป้องและดูแลเธอเท่าที่จะทำได้ พยายามรักษาสัญญาต่าง ๆ ที่เคยให้ไว้กับน้องสาวทั้งที่รู้ว่ามันสายเกินไป แต่อย่างน้อยมันก็บรรเทาความรู้สึกผิดที่มีอยู่เต็มอกลงไปได้บ้าง

คนเราน่ะไม่ค่อยจะเห็นคุณค่าของใกล้ตัวตอนที่เขายังอยู่หรอก เพราะความสนิทสนม ความเคยชินที่มีเขาคนนั้นอยู่ในชีวิตมาตลอด เลยไม่คิดที่จะทำดีด้วย หรือแสดงออกถึงความรักที่มีให้กับเขา พี่น้องบางคู่ก็นั่นแหละ เขินอายที่จะแสดงความรักต่อกัน เหมือนของตายที่หันมายังไงก็เจอ ความคุ้นเคยมันกลบความสำคัญไปซะมิด แต่ลืมนึกไปโลกเรามันมีความไม่แน่นอนเป็นสัจธรรม ถ้าสักวันหนึ่งเขาหายไป เราจะรู้สึกเสียใจ เสียดาย และรู้สึกผิดแค่ไหนที่ไม่เคยทำดีกับเขาเลยทั้งที่โอกาสมีอยู่ทุกวัน โดยที่การหายไปของเขาก็คือความผิดของเราที่ละเลยความสำคัญของเขาด้วย

ตอนที่ยังเห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน มันคือโอกาสที่เราจะได้ทำดีกับคนที่เรารัก อย่าให้เรื่องมันกลายเป็นว่า “รู้งี้ วันนั้นฉันจะ…” เลย เพราะมันทำได้แค่จินตนาการเท่านั้นแหละ จะบอกรักเขา จะทำดีกับเขา เขาก็ไม่รับรู้อะไรด้วยแล้ว ทำตอนที่เขายังอยู่กับเราทุกวันนี่แหละดีที่สุดแล้ว อย่าผัดวันประกันพรุ่ง เราไม่มีทางรู้เลยว่าวันสุดท้ายที่เขาจะยังอยู่กับเรามันคือเมื่อไร ก่อนถึงวันสุดท้ายไม่เคยมีสัญญาณเตือน มันก็เป็นวันธรรมดา ๆ เหมือนกับทุก ๆ วัน แต่หลังจากนั้นไปเราเองนี่แหละที่จะเสียใจ
เมื่อลูกต้องแบกความหวังของแม่
ปกติแล้ว Tonkit360 จะมีคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับครอบครัวลงเป็นประจำ เมื่อไม่นานมานี้เอง จำได้ว่าเพิ่งเขียนเรื่อง “หวังดี” หรือ “ยัดเยียด” พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นทั้งที่ลูกไม่ต้องการ ไป ในซีรีส์เรื่องนี้ก็มีประเด็นคล้าย ๆ กันเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน คือครอบครัวของนางเอกเนี่ยก็น่าจะมีปมใหญ่อะไรสักใหญ่ที่ยังไม่เปิดเผย แม้ว่าเวลานี้แม่ของนางเอกจะเผยความลับมาให้คนดูรู้เพิ่มอีกนิดหน่อยแล้วว่าตนเองก็เคยเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว เคยโดนสามีซ้อมมาเหมือนกัน ผ่านบทสนทนาที่เธอคุยกับแม่ตัวเอง (ยายนางเอก) เธอจึงรู้ดีว่ามันเป็นนรกที่ต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหน

ความสัมพันธ์ของนางเอกกับแม่ก็คือความสัมพันธ์ของแม่ลูกทั่วไปในสังคมที่รักกันมากแต่ชอบทำตัวเป็นไม้เบื่อไม้เมาใส่กัน ทั้งคู่มีความคิดแบบแม่ลูกปกติเลย แม่ของนางเอกก็จะมีชุดความคิดแบบคนที่เป็นแม่คน ซึ่งก็คือการคิดเองเออเองว่าการที่ตนเองบอกให้ลูกเป็นแบบนั้นแบบนี้ให้ได้ มันคือสิ่งที่เรียกว่า “ความหวังดี” แน่นอนว่าเธอทั้งรักและหวังดีกับลูกสาวคนเดียวมาก นางเอกเป็นความภูมิใจเดียวที่เธอมี วันที่ลูกเรียนจบแล้วสวมหมวกชุดครุยรับปริญญาลงมาบนศีรษะเธอ เป็นวันที่เธอร้องไห้เป็นเผาเต่า เพราะเธออดทนและเสียสละทำทุกอย่างก็เพื่อให้ลูกมีชีวิตที่ดีกว่าตัวเอง
แต่นั่นแหละ พ่อแม่มักจะอ้างคำว่าหวังดีเพื่อ “ยัดเยียด” บางอย่างให้กับลูก แม่นางเอกก็เหมือนกัน เธอคาดหวังให้ลูกสอบข้าราชการ ซึ่งน่าจะเป็นความฝันที่ตัวเองทำให้เป็นจริงไม่ได้ (อ้างจากคำพูดนางเอกตอนที่เถียงแม่) ชอบไล่ตะเพิดให้ไปอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบที่ห้องสมุด (และการกลับบ้านดึกก็นำมาซึ่งเรื่องราว) ชอบด่าว่าว่าลูกขวางหูขวางตา ทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ ไล่หยุมหัวกันเช้ากลางวันเย็น

จนในที่สุดนางเอกก็ทนไม่ไหว ประกาศกร้าวว่าพอกันที เธอจะใช้ชีวิตในแบบที่เธอต้องการ จะไม่เป็นอะไรในแบบที่แม่อยากให้เป็นอีกแล้ว ต่อให้จะรุ่งหรือจะร่วง เธอจะรับผิดชอบเอง เพราะเธอแค่อยากใช้ชีวิตตามใจตัวเอง เลิกอยู่ใต้กรอบที่แม่วาดไว้ให้ กลายเป็นว่าที่ผ่านมานางเอกเองก็รู้สึกเหมือนกันว่าสิ่งที่แม่พยายามทำให้เธอมันมากเกินไปจนเรียกว่ายัดเยียดมากกว่าหวังดี นางเอกที่พยายามจะมีชีวิตเป็นของตัวเองให้ได้เลยต้องพยายามมากขึ้น ต้องพิสูจน์ว่าทางที่ตัวเองเลือกก็สำเร็จได้ จึงให้แม่รู้ว่าตัวเองล้มเหลวไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเธอก็จะถูกจำกัดอิสรภาพเหมือนเดิม
ทั้งที่รักและหวังดีกับตัวนางเอกมาก ๆ แต่แม่ชอบแสดงพฤติกรรมซึน ๆ ใส่ ชอบด่าว่า ใช้ถ้อยคำแรง ๆ และที่ได้ยินบ่อยมากคือการกล่าวโทษนางเอกว่าชอบทำแม่ผิดหวังอยู่เรื่อย หรือสิ่งที่นางเอกทำคือการหักหลังแม่ตัวเอง ทั้งที่นางเอกเองก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อแบกความหวังแม่ไว้ ถึงกับต้องโกหกและปิดบังชีวิตที่แสนจะบัดซบของตัวเองไม่ให้แม่รู้ โดนไล่ออกจากงาน ไม่มีเงินจ่ายค่าห้องก็บอกแม่ไม่ได้ ตัวเองทำงานรับจ้างกิ๊กก๊อกอยู่ ก็ถึงกับต้องรีบวิ่งกลับมาที่ห้องเป็นระยะทางกว่า 3 กิโล เพราะแม่บอกว่าจะมาเยี่ยม ต้องมาเก็บบิลทวงหนี้แอบให้พ้นสายตาแม่ ต้องเจียดเงินที่มีน้อยนิดให้แม่ใช้นั่งแท็กซี่ เพื่อให้แม่เห็นว่าตนเองยังสุขสบายดี โกหกว่า “ไม่เป็นไร” จนเป็นนิสัย

ถ้าอยากรู้ว่าแม่นางเอกรักลูกมากขนาดไหน ให้ดูในช่วงเวลาที่ไม่ปกติ หลังจากนางเอกคิดจะไปมอบตัวเพราะเข้าใจว่าตนเองฆ่าคนตาย แม่กับยายนางเอกคือคนที่จัดการเรื่องศพทุกอย่าง ตอนที่นางเอกทุกข์ใจมากเรื่องที่ต้องปิดบังคนอื่นว่าฆ่าคนตาย ต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตำรวจ แม่เขียนจดหมายสั่งเสียพร้อมกับทิ้งสมุดบัญชีและตราประทับไว้ (คนเกาหลีมักใช้สำหรับปั๊มลงบนเอกสารสำคัญแทนลายเซ็น) แล้วตั้งใจจะไปมอบตัวรับผิดแทนลูกด้วยซ้ำ เธอบอกว่าถ้าลูกมีเรื่องทุกข์ใจเรื่องหนึ่ง คนเป็นแม่จะทุกข์ใจมากกว่าเป็นพันเรื่อง เธอจะให้ลูกเดือดร้อนไม่ได้ แถมยังหมายหัวคนอื่น ๆ ที่รู้ความลับอีกว่าถ้าแพร่งพรายออกไปจนทำให้ลูกเธอเดือดร้อน อาจจำเป็นต้องฆ่าทิ้ง!
นี่แหละ ความสนุกและข้อคิดดี ๆ ให้กับชีวิตจากซีรีส์เรื่อง Link : Eat, Love, Kill พล็อตแปลก นำเสนอเรื่องมาล้ำขนาดนี้ บอกเลยว่าดูต่อจนจบแน่นอน (นัง Disney+ ฉันจะเปิดแกให้คุ้ม!) ปริศนาร้อยแปดปมรอการคลี่คลายอยู่ ในสถานการณ์ที่ทุกคนรอบตัวพระเอกนางเอกดูน่าสงสัยไปหมดเหมือนกับเรื่อง The Killer’s Shopping List ขนาดนี้ มั่นใจได้เลยว่าเนื้อเรื่องตอนต่อไปต้องเข้มข้นขึ้นและพีคได้มากกว่านี้อีก เชื่อเถอะว่าตอนจบไม่ธรรมดาแน่นอน 🔗🍴💕🔪






























