Home Work & Living Living วิธีรับมือความเสียใจเมื่อ “มิตรภาพฉันเพื่อน” กับใครสักคนจบลง

วิธีรับมือความเสียใจเมื่อ “มิตรภาพฉันเพื่อน” กับใครสักคนจบลง

“การเลิกรา” ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้กับความสัมพันธ์แบบคู่รักเสมอไป เพราะการที่คนสองคนที่เป็น “เพื่อน” เกิดมีปัญหาไม่เข้าใจกัน ตกลงกันไม่ได้ คุยกันไม่รู้เรื่อง และสานสัมพันธ์กันต่อไม่ได้ ท้ายที่สุดก็อาจลงเอยด้วยการแยกทางกันเดิน เลิกคบกันไปก็ได้เหมือนกัน ซึ่งการจบความสัมพันธ์ฉันเพื่อนกับอดีตเพื่อนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครบางคน ความเสียใจที่เกิดขึ้น อาจเป็นความยากลำบากที่ต้องก้าวข้ามและเป็นช่วงมืดมนช่วงหนึ่งในชีวิตเลยด้วยซ้ำไป

เมื่อเราโตขึ้น เพื่อนฝูงที่เคยสนิทสนมกันมากมายเมื่อก่อนเริ่มค่อย ๆ หายไป นาน ๆ ทีจะมีติดต่อกันบ้างสักครั้ง หรือไม่ก็หายจากกันไปเลยราวกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และด้วยวัยผู้ใหญ่มีอะไรที่เราต้องรับผิดชอบตั้งมากมาย หลายคนเลิกที่จะสนใจฟื้นฟูความสัมพันธ์กับคนที่เคยเป็นเพื่อนสนิท ประมาณว่าอยากอยู่ก็อยู่ อยากไปก็ไปเถอะไม่รั้ง โต ๆ กันแล้วไม่มีเวลาที่จะมาตามง้องอนกันแบบเด็ก ๆ ทำให้จำนวนเพื่อนที่ยังติดต่อกันอยู่จริง ๆ เหลือแค่ไม่กี่คนก็หาแคร์ไม่ เพราะเพื่อนดีมีหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา เน้นที่คุณภาพของเพื่อนมากกว่าไม่เน้นที่ปริมาณ

แต่อย่าได้ประมาทเรื่องการเลิกรากับเพื่อน เพราะในความเป็นจริงมันก็อาจจะเจ็บปวดไม่ต่างจากการเลิกรากับคนรัก ยิ่งการสิ้นสุดมิตรภาพของผู้ใหญ่ที่หลาย ๆ ครั้งอาจจบไม่สวยจนถึงขั้นมองหน้ากันไม่ได้อีกต่อไปมันก็มี กรณีแบบนั้นก็ยากที่ยอมรับความจริง รวมถึงไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร หลาย ๆ คนเลือกที่จะเสแสร้งแกล้งทำเป็นว่าไม่เจ็บปวด ซึ่งก็ไม่แปลกที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะปกติเรามักจะไว้ใจเพื่อนของเรามากกว่าใคร นั่นหมายความว่าก็ยิ่งรู้สึกแย่และเจ็บปวดมากเท่านั้นเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง

อย่างไรก็ดี การเลิกคบกับเพื่อนนั้นก็เหมือนกับการเลิกรากับคนรัก มันไม่ใช่จุดสิ้นสุดของโลก เมื่อเวลาผ่านไป เราจะรู้สึกดีขึ้นเอง ความเจ็บปวดเบาลงจนค่อย ๆ หายไป ก้าวข้ามสถานการณ์ที่น่าอึดอัดและเจ็บปวดนี้ไปได้ในที่สุด ถ้าหากว่ามิตรภาพที่เพิ่งขาดสะบั้นไปนั้นทำให้คุณรู้สึกเศร้าและเสียศูนย์ คุณจะรับมือมันอย่างไรดี

1. ทุกคนมีเหตุผลที่จะเข้ามาและออกไป

ชีวิตของคนเรานั้นไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง เพราะฉะนั้น เราจะคาดหวังให้อะไร ๆ มันง่าย ๆ ราบเรียบดั่งใจนึกคงไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ที่มันไม่เคยง่ายเลยสักนิด ปัจจัยที่สำคัญคือใจที่ผูกพัน ถ้าไม่มีใจต่อกันแล้วก็ไม่มีอะไรมารั้งได้ ช่วงเวลาหนึ่งคุณอาจมีเพื่อนที่คบกันแล้วไปกันด้วยดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเพื่อนจะคงอยู่ตลอดไป เมื่อได้เรียนรู้กันแล้ว ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะอยู่ในชีวิตของคุณในอนาคต บางครั้งคนเหล่านั้นอาจเข้ามาด้วยเหตุผลบางอย่าง และก็จากไปด้วยสาเหตุบางอย่างเช่นกัน เมื่อหมดเวลานั้นต่างคนก็ต้องเดินหน้ากันต่อไป

ในวัยผู้ใหญ่ คุณพบว่าคุณเป็นอิสระมากขึ้นกับความคิดที่อยากจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของทุกคนที่คุณเคยพบในชีวิต คุณเรียนรู้แล้วว่าไม่มีประโยชน์ที่จะทำแบบนั้นกับทุกคนที่วนเวียนอยู่ในชีวิต ความจริงที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็คือ คุณเต็มใจที่ต้อนรับคนใหม่ ๆ ที่เข้ามา ปล่อยมือและเปิดโอกาสให้หลาย ๆ คนเดินจากไป ใจกว้างมากขึ้นที่จะยอมรับความจริง คุณจึงมีพื้นที่ในชีวิตเพิ่มขึ้นสำหรับต้อนรับให้คนอื่น ๆ เข้ามา

2. เรียนรู้และเข้าใจกระบวนการแห่งความโศกเศร้า

ทุก ๆ ครั้งที่ต้องจากลากับใครสักคน นำมาซึ่งความเสียใจเสมอนั่นแหละ คนที่เมื่อวานยังพูดคุยกันอยู่ดี ๆ แต่วันนี้กลับกลายเป็นคนแปลกหน้า สร้างความรู้สึกเจ็บปวดหนึบ ๆ ในใจได้เป็นธรรมดา ในเมื่อความสูญเสีย การเลิกรา การเลิกคบ การตัดสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิต การที่คุณรู้จักทำความเข้าใจและเรียนรู้กระบวนการแห่งความเสียใจ น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เมื่อการสูญเสียกำลังกลืนกินคุณ หากคุณกำลังเสียใจจากการสูญเสียมิตรภาพไป การที่คุณเข้าใจว่าทำไมคุณจึงเปลี่ยนจากการปฏิเสธความจริงมาเป็นความโกรธได้ในเสี้ยววินาที ว่ามันเป็นกลไกของจิตใจที่ป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวด คุณจะเริ่มควบคุมตนเองได้

กระบวนการแห่งความโศกเศร้าเป็นวัฏจักรต่อเนื่องที่ต้องเจอทุกครั้งที่เสียใจ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาสักระยะ แต่ละคนจะค่อย ๆ ผ่านระยะของความเศร้าไปทีละขั้นโดยไม่เรียงลำดับ เพราะระหว่างนั้นอาจมีการกระโดดกลับมาที่ขั้นต้น ๆ ใหม่ หรือสลับไปสลับมาก็ได้เช่นกัน แบบที่เรียกว่า “มูฟออนเป็นวงกลม” แต่ถ้าคุณตระหนักได้ว่ามิตรภาพมันสิ้นสุดลงแล้ว ท้ายที่สุดคุณจะยอมรับความจริงและอยู่กับความเสียใจได้เอง แต่อย่ากดดันตัวเองให้รีบหายดีและมีความสุขทันทีเพื่อคนอื่น ปล่อยให้เวลาและหัวใจของคุณทำงานของมันไป คุณแค่ต้องรู้สึกถึงความรู้สึกของคุณ

3. ระบายออกเพื่อประมวลผลความรู้สึกของตนเอง

ในช่วงแรก ๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูยาก ก็เพราะคุณต้องเผชิญหน้ากับความสับสนเต็มไปหมด วันหนึ่ง ๆ คุณจะต้องประมวลผลความรู้สึกมากมายในหัว ถ้าอย่างนั้นมันคงจะดีกว่าถ้าคุณได้ระบายมันออกมาบ้าง วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับความสูญเสียและความเจ็บปวด คือการระบายมันออกมาจากหัว หาสมุด กระดาษ บันทึก ถ้าทันสมัยหน่อยจะใช้เป็นแอปฯ ก็ได้ หรือจะนัดใครสักคนที่ไว้ใจได้ออกมาเพื่อพูดคุย นำความคิดที่อีรุงตุงนังออกมาจากหัว แล้วหาพื้นที่ปลอดภัยใหม่ให้มัน อย่าปล่อยให้มันวนเวียนอยู่ในหัวนาน ๆ มันจะทำให้คุณหมกมุ่นอยู่กับมันมากเกินไป

ดังนั้น จงระบายออกตอนที่คุณยังมีสติอยู่กับเนื้อกับตัว การระบายเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการรับมือกับความรู้สึกโกรธ อับอาย สูญเสีย และเจ็บปวด ถ้าคุณไม่ยอมระบายออกเลย ความอัดอั้นที่มีมันอาจจะค่อย ๆ ก่อตัวเป็นระเบิดเวลา ซึ่งไม่ดีแน่ ๆ ถ้ามันระเบิดใส่คนใกล้ชิดหรือคนที่คุณแคร์ คุณอาจต้องมานั่งเสียใจที่ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ เมื่อคุณกำลังรู้สึกหนักใจ ให้ระบายมันออกมา เขียนความรู้สึกที่คุณกำลังรู้สึกอย่างซื่อสัตย์ ไม่ต้องอาย ปล่อยมันออกมาให้หมด เพราะบันทึกประจำวันของคุณควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความรู้สึกอย่างไม่มีเงื่อนไข

4. ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนคนอื่น

มิตรภาพในวัยผู้ใหญ่น่ะนะ ต่อให้ต้องสูญเสียใครไป ก็ขอให้รู้ไว้ว่ายังมีอีกหลายคนที่พร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างคุณเสมอ คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ถ้ามันลำบากที่จะจัดการความเศร้าเสียใจนั้นด้วยตัวเองคนเดียว ก็ออกไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนคนอื่นเสีย พึ่งพาพวกเขาได้เลย เพื่อนหลาย ๆ คนอาจจะกำลังเป็นห่วงคุณอยู่ห่าง ๆ แต่ที่เขาไม่กล้าเสนอหน้ามาแสดงตัวให้ความช่วยเหลือก่อน เพราะพวกเขาก็เชื่อใจคุณในระดับหนึ่งว่าคุณจะจัดการได้ หรือกลัวว่าจะทำให้คุณเข้าใจผิดเรื่องที่มาเสนอตัวทั้งที่คุณไม่ได้ร้องขอ

ถ้าคุณกำลังประสบกับความสูญเสีย ซึ่งการสูญเสียนั้นอาจเป็นการติดต่อกับเพื่อนหรือใครบางคนเพื่อทำสิ่งต่าง ๆ เป็นประจำ พอไม่มีบุคคลนั้นแล้วคุณก็เลยเคว้ง เสียใจ และใจหายที่สิ่งที่ทำเป็นประจำกำลังจะหายไป บอกเลยว่าคุณไม่จำเป็นต้องให้สิ่งนั้นหายไป เพียงแค่ยื่นมือไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนคนอื่นให้เข้าร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์แบบที่คุณเคยทำ หรือแค่พูดคุยกับคุณก็พอ เวลาที่คุณเสียใจมันอาจจะง่ายที่ผลักทุกคนออกไป แต่ในเวลานี้เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดหากคุณจะพึ่งพาคนที่คุณไว้ใจ

5. กลับมารักและดูแลตนเองให้ดีกว่าเดิม

สิ่งแรกที่เรามักจะละเลยเวลาที่เพื่อนฝูงมากมายอยู่ห้อมล้อมก็คือตัวเราเอง เพราะเราจะมัวให้ความสำคัญกับคนอื่นจนมองข้ามตัวเองไป และเมื่อต้องรับมือกับความวุ่นวายทางอารมณ์หลังจากที่มิตรภาพกับใครสักคนสิ้นสุดลง เราก็จะเมินเฉยต่อการดูแลตนเองอีกเช่นเคย เข้าใจได้ว่าคุณกำลังอยู่ในช่วงเวลาของความรู้สึกแย่ เสียใจ แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าตนเองยังคงทำกิจวัตรประจำวันทั่ว ๆ อย่างเป็นปกติ กล่าวคือ ไม่ได้เสียใจหรือรู้สึกแย่ขนาดที่กินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับ หรือจากคนที่ชอบออกไปข้างนอกก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน เพราะมันอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้

การดูแลตนเองเป็นสิ่งที่คนเราลืมได้ง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเสียใจแค่ไหน ก็ต้องดูแลตนเองให้เป็นปกติ อย่าให้อะไร ๆ มันแย่ลงไปกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะตัวคุณเอง เช็กดูว่าตนเองยังทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นการดูแลตนเองอย่างปกติ กินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำ ออกกำลังกาย รักษาสุขลักษณะให้สะอาด ออกไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ พูดคุยกับตัวเองด้วยความเมตตา ให้อภัยตนเอง ดูแลสุขภาพจิตอยู่เหมือนเดิม และที่สำคัญ ไม่ได้แยกตัวเองออกจากเพื่อนคนอื่น ๆ อย่าลืมว่าถ้ามันลำบากมาก คุณสามารถยื่นมือออกไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนคนอื่นได้

6. ลองทำสิ่งใหม่ ๆ

ช่วงเวลาแบบนี้ อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่คุณจะเริ่มต้นลองทำในสิ่งที่คุณอยากจะลอง โดยเฉพาะการออกไปพบปะผู้คนใหม่ ๆ อย่าลืมว่าโลกใบนี้ยังมีอะไรอีกตั้งมากมายที่รอให้คุณไปสำรวจและค้นพบมัน เริ่มต้นลองในสิ่งที่อยากทำให้เหมือนกับเด็ก ๆ ที่มีความอยากรู้อยากเห็น พยายามจะเติบโตอยู่เสมอ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะหยุดเพียงเพราะว่าคุณโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องแย่หรอกที่จะทำตัวเป็นเด็ก ๆ กับเรื่องแบบนี้

ถ้าเริ่มไม่ถูกว่าจะเริ่มจากตรงไหน ลองเลือกมาจากงานอดิเรกที่คุณอยากจะลองทำมาโดยตลอดแต่ยังไม่มีโอกาสดี ๆ ให้เริ่มต้นก็ได้ สมัครเรียนออนไลน์ เข้าเรียนคลาสเสริม หรือง่าย ๆ แค่ตอบตกลงเมื่อมีคนขอให้คุณเข้าร่วมกิจกรรมบางอย่าง คุณอาจจะไม่คาดคิดเลยก็ได้ว่ากิจกรรมนั้นอาจกลายเป็นสิ่งที่คุณโปรดปรานในอนาคต ช่วงเวลาแบบนี้อย่าปล่อยให้ตัวเองอยู่ว่าง ๆ แล้วมีความคิดที่ฟุ้งซ่าน การพยายามหาอะไรใหม่ ๆ ทำ มันช่วยสร้างความท้าทายและทำให้คุณไม่มีเวลาว่างมากพอจะมานั่งเสียใจกับสิ่งที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

7. ใจดีกับตัวเองให้มาก ๆ ใช้เวลาเรียนรู้ตัวเองให้มากที่สุด

นอกเหนือจากการกลับมาดูแลตนเอง อีกสิ่งที่ต้องตระหนักก็คือ เมตตาและใจดีกับตัวเองให้มากขึ้น เมื่อต้องพบกับความสูญเสีย อย่าเพิ่งกล่าวโทษหรือก่นด่าตัวเอง เน้นย้ำกับตัวเองว่าฉันนี่แหละที่เป็นคนผิด เพราะเรื่องแค่นี้ไม่ได้มาเป็นตัวตัดสินว่าคุณเป็นคนล้มเหลว เป็นคนที่ไม่คู่ควรอะไรแบบนั้น จำไว้ว่าคุณต้องปฏิบัติต่อตัวเองด้วยความเมตตา เริ่มต้นด้วยการให้อภัยตนเอง ดึงหมุดที่ยึดติดอยู่กับความรู้สึกผิดและอับอายจนไม่ยอมก้าวข้ามออกมา ก่อนที่มันจะนำไปสู่วังวนที่คิดลบ ๆ ต่อตนเองแบบไม่จบสิ้น

การให้อภัยตนเองนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันคือการตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เราทำพลาดไป โดยปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขตัวเองไม่ให้ทำผิดซ้ำอีก ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองและไตร่ตรองในสิ่งที่คุณต้องการในมิตรภาพ หลังจากที่ผ่านกระบวนการแห่งความเสียใจมาได้จนถึงขั้นสุด ซึ่งก็คือการยอมรับความจริง จงให้อภัยอดีตเพื่อนของคุณด้วย ถึงแม้ว่ามิตรภาพจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ทุกคนก็ต้องเดินหน้าต่อไป การปิดตัวเองมันง่ายกว่าก็จริง แต่คุณสมควรจะหลุดพ้นความทุกข์นี้ไปเช่นกัน รวมถึงมิตรภาพใหม่ ๆ ด้วย ใช้เวลาพิจารณาว่าคุณจะสร้างมิตรภาพที่แน่นแฟ้นกับเพื่อนที่เข้ามาใหม่อย่างไร