Home Work & Living Living ฝึกคิดปล่อยวาง คลายความเครียด และเรื่องหนักที่ไม่จำเป็นต้องแบก

ฝึกคิดปล่อยวาง คลายความเครียด และเรื่องหนักที่ไม่จำเป็นต้องแบก

เราทุกคนล้วนมีอดีต มีความเจ็บปวด มีความผิดหวังที่คอยตามหลอกหลอนด้วยกันทั้งนั้น กับเรื่องบางเรื่องที่ผ่านมานานมากจนตัวเราเองก็ลืมไปแล้ว บางทีก็ยังสามารถกลับมารบกวนจิตใจอยู่บ้างเหมือนกัน หรือกับบางเรื่องที่ตัวเราก็รู้ตัวเองดีว่ายังกำมันไว้ไม่ปล่อย ให้มันยังคงทำร้ายตัวเองอยู่เรื่อย ๆ จนไม่มีความสุข แบบนั้นก็มีอยู่เช่นกัน การแบกทุกอย่างไว้ไม่ยอมวางมันลงก็เท่ากับเรากำลังทำให้ตัวเองหนักขึ้นทุกวัน มีแต่ความเครียด ความเศร้า ความกังวล ความรู้สึกด้านลบ ทั้งที่ความจริงเราอาจไม่จำเป็นต้องแบกมันไว้ตลอดไปก็ได้

อย่าปล่อยให้ความหดหู่ที่มีอยู่ในตัวและรอบตัวเข้าครอบงำชีวิดที่มีอยู่อย่างจำกัด เพราะชีวิตคนเราสั้นกว่าที่คิด ถ้าไม่พยายามมีความสุขวันนี้แล้วจะมีวันไหน ซึ่งนี่อาจถึงเวลาแล้วที่เราต้องปล่อยวางมันลงบ้าง

ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน

สัจธรรมของความแน่นอน ก็คือทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอน ตลอดช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต เชื่อว่าทุกคนรู้ดีว่าโลกนี้ไม่มีอะไรจีรัง มีเกิดขึ้น เสื่อมโทรม และสูญสลายไป ฉะนั้น ลองเปลี่ยนทัศนคติแบบยึดติดมาเป็นการมองโลกว่าอะไร ๆ ล้วนเป็นสิ่งชั่วคราว ไม่ว่าจะความสุขหรือความทุกข์ มันก็อาจจะอยู่กับเราได้ไม่นาน การมองโลกแบบนี้จะช่วยให้เรารู้สึกยึดติดกับอะไรน้อยลง ความเศร้า ความเจ็บปวด หรือความผิดหวังที่เราเอาไปผูกไว้กับสิ่งเหล่านั้นก็จะบรรเทาลงไปด้วย ปลงหรือปล่อยวางจากอะไรได้ง่ายขึ้น เราจะเป็นคนมีสติ ใช้ชีวิตแบบจิตใจสงบได้มากขึ้น

เราควบคุมทุกอย่างไม่ได้ แต่เลือกสิ่งที่จะไม่เอามาเป็นอารมณ์ได้

พวกปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ล้วนอยู่เหนือการควบคุมของเราเสมอ ซึ่งเราก็ไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะควบคุมอะไรให้ได้ดั่งใจทุกอย่าง ในเมื่อควบคุมไม่ได้หรือยากที่จะควบคุม ก็ไม่จำเป็นต้องดันทุรังให้เครียดเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ อะไรมันจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิดไปแล้วเตรียมพร้อม หันมาโฟกัสกับสิ่งที่เรามั่นใจว่าเราควบคุมได้แน่ ๆ ซึ่งก็คือตัวเราเอง เราเลือกได้ว่าจะเก็บอะไรมาคิดมาใส่ใจ หรือจะปฏิเสธมันไปก็ได้เพราะหนักเกินไปที่จะแบก อย่าเก็บทุกอย่างมาเป็นอารมณ์ ไม่เช่นนั้นมีหวังได้เครียดตายพอดี

ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ต้องเผื่อใจ

ไม่ว่าจะทำอะไร อย่าเริ่มต้นด้วยการคิดแบบโลกสวยว่าทุกอย่างมันจะประสบความสำเร็จแบบสมบูรณ์แบบปราศจากอุปสรรค อย่าเพิ่งนึกฝันไปไกลว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้เป๊ะ ๆ ยิ่งคาดหวังสูงบวกกับการไม่ได้เผื่อใจไว้เลย เวลาที่ผิดหวังก็จะเจ็บหนักเป็นธรรมดา คนมีทัศนคติในเชิงบวก ทำทุกอย่างด้วยความมั่นใจและคิดบวกก็จริง แต่เขาไม่ได้มองว่าโลกนี้สวยงาม เขามองโลกตามความเป็นจริงว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ ต้องเผื่อใจและเตรียมพร้อมแก้ไขสถานการณ์ โดยเขามักจะนึกเผื่อไปถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุดเสมอ ต้องมีแผนสำรองในทุก ๆ อย่าง

จบเรื่องในอดีตและหยุดว้าวุ่นกับอนาคต

อดีต สุดท้ายมันก็คืออดีต เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ความจริงก็คือเราย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แล้วเราจะจมอยู่กับความเจ็บปวด คอยปลุกมันให้มีชีวิตเพื่อตามหลอกหลอน ทิ่มแทงตัวเองตลอดไปเพื่ออะไรกัน วางอดีตลงด้วยการให้อภัยอดีต ให้อภัยทุกคนที่เกี่ยวข้อง เราจะเบาขึ้นเยอะ ให้โอกาสตัวเองได้เริ่มต้นใหม่ในปัจจุบัน และไม่ต้องไปว้าวุ่นกับอนาคตที่ยังไม่เกิด เพราะนั่นจะทำให้เราสัมผัสกับความสุขในเวลาปัจจุบันไม่เต็มที่ ในความเป็นจริง เราเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตได้ยาวนานแค่ไหน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แบบที่ว่าจะไม่นึกเสียดายในตอนที่มันเป็นอดีตดีกว่า

ให้อภัยและใจดีกับตัวเอง

ความรู้สึกผิดหรืออับอายเมื่อตัวเองทำเรื่องผิดพลาด เป็นความรู้สึกที่แย่และทุกข์ทรมานใจเสมอ รู้สึกเหมือนเป็นตราบาปในใจที่ทำให้นึกตำหนิตัวเองซ้ำไปซ้ำมาจนไม่มีความสุข นี่คืออาการของคนที่ “ไม่ให้อภัยตัวเอง” จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องเลยที่จะมัวโทษตัวเองอยู่แบบนั้น จะมูฟออนไปข้างหน้าได้ก็ต้องรู้จักยอมรับถึงสิ่งผิดพลาด เรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเอง และต้องใจดีกับตัวเองให้มาก ๆ จงรักและเมตตาตัวเองให้เหมือนกับที่คิดจะปฏิบัติต่อคนอื่น ถ้าอยากทำให้ตัวเองมีความสุข ก็ต้องพยายามปลดเรื่องหนัก ๆ ลงไปบ้าง โดยเฉพาะความคิดที่ทำร้ายตัวเองเสมอ ๆ