Home Inspiration My Dear มีเดีย ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยเดิม เสพสื่อด้วย “สติ”

ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยเดิม เสพสื่อด้วย “สติ”

“ต่อให้คุณไม่ได้เข้าร่วมสงคราม แต่สุดท้ายสงครามจะมาหาคุณเอง” ประโยคนี้ดูจะไม่เกินจริงนักสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่แทบจะเรียกได้ว่าโกลาหลในทุกปั๊มน้ำมัน และน่าจะต่อเนื่องไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคที่ราคาน่าจะถูกปรับขึ้นตามวงจรของราคาน้ำมัน ที่นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อนำไปสู่มูลค่าเงินในกระเป๋าที่ลดลง พร้อมกับค่าครองชีพที่แพงขึ้น

ตอนนี้เชื่อว่าหลายท่านคงอยากรู้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน อิสราเอล สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรในตะวันออกกลางจะจบยังไง ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดเมื่อไร จีนกับรัสเซียจะแสดงท่าทีอย่างไร หากคุณติดตามข่าวสารกันทุกวัน คงได้เห็นแค่การคาดการณ์จากเหล่านักวิชาการ ทั้งที่รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เต็มหน้าฟีดข่าวหรือบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

บางคนทำตัวเหมือนรู้แต่รู้ไม่จริง ประเภท Dunning-Kruger effect (ภาวะของบุคคลที่ประเมินความสามารถตนเองสูงเกินจริง) แล้วดันไปเอาคำตอบจาก AI ทั้ง ChatGPT, Gemini หรือแม้แต่ Claude AI จาก Anthropic มาแสดงความคิดเห็น ซึ่งคำตอบจาก AI ทั้งหลายคือการประมวลข่าวจากหลาย ๆ แห่งมาสรุปเป็นคำตอบ เลยทำให้ได้เห็นเนื้อหาของบทวิเคราะห์ของเหล่า Dunning-Kruger ที่ดูเหมือนจะมีอะไร แต่พอตั้งใจอ่านตั้งใจฟังแล้ว ช่างกลวงดีแท้

เอาเป็นว่า ณ วันนี้เชื่อว่ายังไม่มีใครรู้แน่ว่าในอนาคตจากนี้อีกสามเดือน หรือจนกระทั่งจบไตรมาสสองของปียังไม่มีอะไรแน่นอน แม้เมืองไทยจะไม่ได้เข้าร่วมสงคราม แต่ผลของสงครามก็มาถึงหน้าบ้านคุณได้อย่างง่ายดาย ตั้งแต่ค่าไฟ ค่าแก๊สหุงต้ม ไปจนถึงราคาไข่ สิ่งที่สามัญชนอย่างพวกเราทำได้คือเตรียมตั้งรับและหาทางช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดพลังงาน ควบคุมค่าใช้จ่าย ไปจนถึงสำรองเงินเก็บเอาไว้ ไม่เอาเงินทั้งในปัจจุบันและอนาคตออกมาใช้ง่าย ๆ (ตอนนี้การท่องเที่ยวเพื่อประสบการณ์ชีวิตเก็บเอาไว้ก่อน ค่าตั๋วเครื่องบิน ณ เวลานี้สูงขึ้นกว่าเดิมเกือบ 40% แล้ว)

จะว่าไปแล้วประชากรไทยที่เป็นเจเนอเรชันเอ็กซ์ (เกิดในช่วงปี 2508-2522) และวาย (2523-2540) ซึ่งเป็นสองกลุ่มประชากรที่ใหญ่สุดในสังคมไทย น่าจะพอตั้งรับกับวิกฤติพลังงานในครั้งนี้ได้ เพราะที่ผ่านมา คนทั้งสองเจเนอเรชันผ่านวิกฤติพลังงานกันมาแล้วหลายครั้ง ที่น่าจะทำให้จดจำได้มากที่สุดเห็นจะเป็นยุคสงครามอ่าวเปอร์เซียในช่วงปี 2533 เป็นความขัดแย้งระหว่างอิรักกับคูเวต (ที่มีสหรัฐฯ หนุนหลัง)

เวลานั้นราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในเวลานั้นเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลไทยที่นำโดยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีการกำหนดมาตรการประหยัดพลังงาน ทั้งกำหนดเวลาปิดสถานีบริการน้ำมัน กำหนดช่วงเวลาปิดสถานีโทรทัศน์หลังเที่ยงคืน รณรงค์ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีเครื่องหมายประหยัดไฟเบอร์ห้า ไปจนถึงร้านอาหารและสถานบับเทิงที่ให้บริการได้แค่เที่ยงคืน

แถมพอจบสงครามอ่าว เมืองไทยที่บอกว่ากำลังจะเป็นเสือเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ดันป่วยเป็นต้มยำกุ้ง ถูกยาแรงจาก IMF จนทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศหงายหลัง แต่ความมุ่งมั่นของภาคเอกชนทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นได้เร็ว แต่หลุดจากตำแหน่งเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย ชนิดที่เปิดแผลต้มยำกุ้งครั้งใดก็ให้ได้เจ็บปวดกันทุกครั้งไป

ในยามที่เต็มไปด้วยความสับสนของข่าวสาร ใครที่ไหนก็ไม่รู้ตั้งตัวเป็นสื่อเต็มแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ขอให้คุณผู้อ่านพิจารณาความจริงจากเนื้อหาด้วยประสบการณ์ชีวิตของตนเอง หรือวิเคราะห์จากเหตุการณ์ในอดีต เพราะ “ประวัติศาสตร์มักวนกลับมาซ้ำรอยเดิม” และสามัญชนอย่างเรามีน่าที่สังเกตการณ์และรับมือเท่าที่จะทำได้ให้ดีที่สุด จนกว่าฟ้าจะเปิดอีกครั้ง

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ