ตั้งแต่สามารถดู Netflix ได้จากมือถือของตัวเอง (เพราะไปยืม account คนอื่นเขามาอีกที ฮี่ ๆ) ดิฉันก็สนุกกับการเข้า ๆ ออก ๆ แอปฯ เพื่อดูว่ามีหนังหรือซีรีส์อะไรใหม่ ๆ ให้ดูบ้าง แต่ถามว่ามีเวลาดูขนาดนั้นไหม ตอบเลยว่า ไม่! ในความเป็นจริงเลยทำได้แค่เลื่อน ๆ ดูเพื่อที่จะได้เอาไปขิงกับคนอื่นเขารู้เรื่องเท่านั้นเองว่าเรื่องนี้เข้านะ น่าดูมาก ๆ (เพราะพระเอกหล่ออะไรก็ว่าไป) ซึ่งจะได้ดูหรือไม่ได้ดูก็สุดแล้วแต่บุญกรรมที่ทำกันมา
แต่สำหรับเรื่อง Juvenile Justice นี่ คงจะไม่กล้าเปิดผ่านไปเฉย ๆ แน่ เพราะมีรีวิวออกมาตั้งแต่เข้า Netflix วันแรก ๆ จากคนที่ขยันถ่างตาดูจนจบ 10 ตอนแบบรวดเดียวในวันเดียวว่า “จงไปดูซะ และอย่าข้ามเรื่องนี้” รีวิวเชิงบวกมาพร้อมกับความปังโดยขึ้นเป็นคอนเทนต์อันดับ 1 ในไทย มีเพจต่าง ๆ นำไปวิพากษ์วิจารณ์พอหอมปากหอมคอ ก็ติบ้างนิดหน่อยและชมเป็นส่วนใหญ่ บ้างก็แสดงความคิดในเชิงประทับใจ ประมาณว่าเกาหลีใต้นี่กล้าดีเนอะที่กล้าที่จะตีแผ่อะไรทำนองนี้ออกมาบ่อย ๆ ซึ่งถ้าได้ดูซีรีส์เกาหลีบ่อย ๆ ก็จะเข้าใจแน่ ๆ ว่าการ “ตีแผ่” ที่ว่านั้นมันคืออะไร
Juvenile Justice เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในศาลแขวงแผนกคดีเยาวชน หลัก ๆ จะมีผู้พิพากษาเกี่ยวข้องอยู่ 3 คน เป็นหัวหน้าแผนก 1 คน และผู้พิพากษาสมทบอีก 2 คน ในวันหนึ่งมีผู้พิพากษาสมทบคนใหม่ย้ายมาประจำการที่นี่ สำหรับประวัติการทำงาน เธอเป็นผู้พิพากษาหญิงฝีมือดี ความสามารถโดดเด่นกว่าเพื่อนผู้ชายในรุ่นเดียวกันจนได้บรรจุเข้าศาลแขวงกลางเป็นคนแรก เคยได้ไปอบรมที่ต่างประเทศ ผ่านหลักสูตรความเป็นเลิศมานับไม่ถ้วน ในเรื่องของความสามารถเธอไม่เป็นรองใคร แต่ประวัติส่วนของเธอค่อนข้างจะลึกลับ ไม่มีใครรู้ว่าเธอมีเบื้องหลังที่น่าหดหู่ใจ
และที่สำคัญ สิ่งที่ทำให้เธอตกเป็นเป้าความสนใจ เพราะเธอมีทัศนคติประการหนึ่งที่ชัดเจนมากจนเรียกว่าเป็นอคติหรือใช้อารมณ์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินคดีต่าง ๆ ก็ได้ คือเธอ “รังเกียจเยาวชนผู้กระทำผิด เยาวชนที่ริอ่านก่ออาชญากรรมตั้งแต่อายุเพียงแค่นี้”
โดยเรื่องดำเนินไปด้วยการพิจารณาคดีต่าง ๆ ที่มีเด็กหรือเยาวชนเข้าไปพัวพันจำนวน 6 คดี คือ คดีฆาตกรรม (หั่นศพ) เด็กประถม คดีความรุนแรงในครอบครัว คดีทำร้ายและทุจริตในศูนย์ฟื้นฟูเยาวชนที่รับพวกเด็ก ๆ (เปรต) ที่ต้องโทษไปดูแล คดีเฉลยข้อสอบรั่วในโรงเรียนมัธยมปลาย คดีอุบัติเหตุรถยนต์ที่มีเยาวชนเป็นผู้ขับขี่ และคดีรุมโทรมสะเทือนขวัญ เราจะได้เห็นการทำงานที่ขัดแย้งกันของผู้พิพากษาทั้ง 3 คน รวมถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของทั้งผู้พิพากษาและบรรดาเด็กเปรตทั้งหลาย ที่จะทำให้คนดูรู้สึกหงุดหงิด หัวร้อน และโกรธแค้นตามไปด้วยทั้ง 10 ตอน
เด็กก็เป็นแค่เด็กงั้นเหรอ ไม่จริงน่า!
สำหรับเด็กหลาย ๆ คน เด็กก็เป็นแค่เด็ก ใช่ ไม่เถียง แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนไงที่เป็นแค่เด็กธรรมดา เพราะมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่พิเศษกว่านั้นจนได้รับสมญานาม “เปรต” ต่อท้ายคำว่าเด็ก กลายเป็น “เด็กเปรต” นั่นเอง ใครที่เคยเจอกับตัวก็จะรู้เด็กพวกนี้รับมือยากแค่ไหน และที่น่าหงุดหงิดก็คือเราทำอะไรไม่ได้มาก หนึ่งคือไปทำอีท่าไหนถึงไปทะเลาะกับเด็ก สองคือไม่ว่าจะกับใครก็ตาม เราอาจพลาดท่าทำเรื่องผิดกฎหมายก็ได้ ซึ่งมันอาจจะไปจบที่การไหว้สวยรวยกระเช้า และสามคือ “เด็ก” มีกฎหมายเฉพาะคุ้มครองอยู่ ถ้าเราไปทำเรื่องผิดกฎหมายกับเด็กเข้า ชีวิตอยู่ยากแน่ ๆ
แต่ถ้าในชีวิตจริงใครยังไม่เคยเจอเด็กประเภทที่มอบสมญานามให้ เป็น “เด็กเปรต” หรือ “เด็กนรก” ก็จะแนะนำให้ไปหาดูได้จากซีรีส์เรื่องนี้เลย ซีรีส์จะช่วยให้คุณรู้ซึ้งทีเดียวว่าเด็กพวกนี้ร้ายกาจแค่ไหน ปกติแค่เจอเด็กกวนโอ๊ย เด็กนิสัยไม่ดี เด็กที่ชอบสร้างความวุ่นวายก่อความรำคาญให้คนอื่น เราก็เรียกว่าเด็กเปรตหรือเด็กนรกกันแล้ว แต่เด็กและเยาวชนในซีรีส์เรื่องนี้ พวกเขาไม่ได้ทำเรื่องน่ารัก ๆ พวกเขาก่ออาชญากรรม มีคนที่ต้องตกเป็น “เหยื่อ” ถูกฆ่าตาย ถูกทำร้าย ถูกข่มขืน ถูกทำให้บาดเจ็บสาหัส หรือถูกลิดรอนสิทธิ์และความยุติธรรมบางอย่างไป
สถิติการก่ออาชญากรรมของเด็กและเยาวชนจึงไม่ใช่สิ่งที่เราจะเพิกเฉยกันได้ง่าย ๆ เพราะมันสามารถชี้ให้เห็นได้ว่าสังคมเรามีเด็กและเยาวชนที่ได้ชื่อว่าเป็นอาชญากรไปแล้วมากแค่ไหน อีกทั้งการเก็บสถิติแบบนี้มักจะมีข้อมูลอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่นว่าสาเหตุสำคัญที่เอื้อต่อการก่ออาชญากรรม เราจึงน่าจะทำอะไรบางอย่างได้บ้างกับบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะกระทำผิด เพราะพวกเขามีปัจจัยสนับสนุนที่เอื้อให้ก่ออาชญากรรม นี่เป็นปัญหาสังคม ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย
การได้ดูซีรีส์เรื่องนี้คือการทำให้เราเลิกคิดว่าเด็กก็เป็นแค่เด็ก หรือเด็กเป็นผ้าขาวไปเลย จริงอยู่ว่าเหตุปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมาจากผู้ใหญ่ที่อบรมสั่งสอนเลี้ยงดูมาไม่ดีพอ ให้ความรักความอบอุ่นความเมตตาไม่มากพอ แต่ต้องไม่ลืมความจริงที่ว่าการลงมือก่ออาชญากรรม เด็กก็เป็นคนตัดสินใจที่จะทำเอง เพราะไม่ใช่เด็กทุกคนที่เติบโตมาไม่ดีแล้วจะเป็นอาชญากร โดยเฉพาะเด็กบางคนหัวหมอมาก ๆ ฉวยโอกาสที่ตัวเองยังเป็นเด็กและเยาวชนอยู่ลงมือก่ออาชญากรรม เพราะรู้ว่ากฎหมายจะพิจารณาโทษไม่เหมือนกับผู้ใหญ่
จริง ๆ แล้ว เราขอสารภาพว่าเราเองก็เป็นคนประเภทที่ไม่เคยเห็นเด็ก ๆ น่ารักในสายตาเลยสักนิด พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นพวกที่ไม่ถูกโรคกับเด็ก ไม่ชอบเด็กเอามาก ๆ สามารถหงุดหงิด รำคาญ หรืออคติกับเด็กได้เสมอแม้จะเรื่องเล็กน้อย จึงค่อนข้างที่จะหลีกเลี่ยงและอยู่ให้ไกลพวกเด็ก ๆ มากกว่าจะเข้าหาและเล่นด้วย บนโลกใบนี้ก็เลยมีเด็กจำนวนไม่กี่คนเท่านั้นที่เราไม่ได้รู้สึกไม่ชอบและอยู่ด้วยได้ ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นลูกหลานของคนที่เรารู้จัก แบบที่ว่าเรารู้ดีว่าพ่อแม่ของเด็กเป็นคนแบบไหน แล้วจะเลี้ยงดูลูกหลานให้เติบโตมาดีแค่ไหน
ถ้าเรามีพ่อแม่ดี ๆ ชีวิตเราคงไม่เฮงซวยขนาดนี้หรอก
“มีลูกเมื่อพร้อม” ซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้เราเข้าใจความหมายของวลีข้างต้นชัดเจนขึ้นไปอีก ทั้งที่ความหมายมันก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว รวมถึงทำให้ตระหนักได้ว่าถ้าไม่พร้อม ทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ เวลา เงิน ความรัก ความเอาใจใส่ ความเมตตา ความเข้าใจ และอีกสารพัดอย่างที่ควรต้องมีให้พร้อมก่อนจะมีลูก ก็อย่าได้หามี อย่าให้ความไม่พร้อมของตัวเองทำลายตัวเด็กและสังคม ในวันที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาอย่างกระท่อนกระแท่น ถ้าแค่มีปัญญาทำให้เกิดมาได้ แต่ไม่มีปัญญาอบรมสั่งสอนลูกหลานให้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ก็อย่ามีลูก!
คืองี้ ทุกคดีที่เกิดขึ้นในเรื่อง (และเรื่องจริงด้วย) ผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนที่ก่ออาชญากรรมนั่นแหละคือต้นเหตุหลักที่ทำลายตัวเด็กเอง เป็นคนที่ทำให้เด็กและเยาวชนคนหนึ่งกลายเป็นปัญหาของสังคม ซึ่งกล้าพูดได้เลยว่าเกือบทุกกรณีของการกระทำผิดในเด็กมันเกิดขึ้นเพราะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อเป็นแม่เลี้ยงดูมาไม่ดี หรือบกพร่องในเรื่องการให้ความรักความอบอุ่น จนเด็กเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้เอื้อให้เป็นคนดี ๆ เลย
ประเด็นครอบครัว ซีรีส์เรื่องนี้มีข้อความจึ้ก ๆ ซ่อนอยู่เยอะมาก ถ้าให้พูดตรง ๆ ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ไอเดียหลักคือการส่งข้อความให้พวกผู้ใหญ่รู้ว่าสถาบันครอบครัวคือพื้นฐานของเด็กทุกคน ถ้าเด็กถูกทำลายจากการเลี้ยงดูจากที่บ้าน ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม มีแนวโน้มสูงว่าเด็กดี ๆ จะกลายเป็นเด็กเปรตได้นั่นเอง ย้ำอีกครั้งว่าพ่อแม่ผู้ปกครองนี่แหละที่สร้างเด็กเปรตมากับมือ
เอาเข้าจริงเด็กเปรตหลาย ๆ คนในเรื่องก็แอบน่าสงสารอยู่นะ พอได้รู้เบื้องหลังครอบครัว มีทั้งเด็กที่แม่มัวแต่ทำงานจนไม่มีเวลาอบรมสั่งสอน เด็กที่ก่ออาชญากรรมโหดเหี้ยม แต่พ่อแม่ไม่เคยโผล่หน้ามาที่ศาลเลยสักครั้ง ปล่อยให้ที่ปรึกษากฎหมายเป็นคนจัดการดูแลลูกตัวเองแบบเบ็ดเสร็จ ลูกโดนตัดสินโทษก็ยังไม่สนใจจะมาเยี่ยม เด็กที่ถูกผู้ปกครองใช้ความรุนแรงจนปางตาย เลยตัดสินใจหนีออกจากบ้าน ซึ่งวิธีที่จะหาเงินได้เร็วที่สุดก็คือค้าประเวณี เด็กที่แม่จงใจทิ้งเพื่อไปเสวยสุขกับสามีใหม่ เด็กที่เคยรู้เลยว่าการได้รับความรักจากครอบครัวมันเป็นยังไง เด็ก VIP ลูกคนรวยที่พ่อแม่ประเคนให้ทุกอย่างโดยไม่สนถูกผิดจนเสียคน เด็กที่พ่อแม่ไม่สั่งสอนให้รู้ผิดชอบชั่วดี จึงทำลายชีวิตคนอื่นได้ชนิดที่ไม่แยแสอะไรเลย กลายเป็นอาชญากรที่กระทำความผิดที่เลวร้ายขึ้นเรื่อย ๆ
มีซีนหนึ่งในเรื่องที่เรารู้สึกว่ามันโดนใจมาก เป็นการสนทนาของผู้ใหญ่ 2 คนที่ต่างสถานะและหน้าที่ บทสนทนาคร่าว ๆ คือ “เด็กที่มีบาดแผลจากครอบครัวมักจะทำร้ายตัวเอง ก่ออาชญากรรม รวมกลุ่มกับเด็กไม่ดี ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรทำ แต่ก็ยังทำ เพื่อให้พ่อแม่หันมาสนใจกันบ้าง ‘ช่วยมองมาทางนี้หน่อย ฉันทรมาน ทำไมถึงไม่สนใจกันบ้าง'” รู้สึกว่ามันใช่มาก ๆ เลย บางทีเด็ก ๆ พวกนี้อาจต้องการแค่ให้ผู้ใหญ่หันมาสนใจพวกเขาเท่านั้นเอง ไม่ได้อยากที่จะเป็นอาชญากรโดยกมลสันดาน
ในเมื่อจุดเริ่มต้นของเด็กที่ก่ออาชญากรรมมาจากพ่อแม่ผู้ปกครอง พวกผู้ใหญ่ก็ควรต้องรับผิดชอบด้วยหากเด็กในปกครองทำเรื่องไม่ดี เพราะเด็กไม่ได้เติบโตขึ้นมาตามลำพัง ฉะนั้น ถ้าเด็กถูกลงโทษ ผู้ปกครองก็ควรต้องโดนด้วย จะได้สัมผัสไปพร้อมกันว่าเด็กโดนอะไรบ้าง จะได้รู้ว่าควรจะดูแลพวกเขาให้ดีกว่านี้
สุดท้ายนี้ จะบอกว่าเห็นด้วยอย่างที่สุดกับข้อความที่ในซีรีส์บอกไว้ ว่าการจะเลี้ยงเด็กสักคน คนทั้งหมู่บ้านต้องช่วยกันดูแลเอาใจใส่ เพื่อฟูมฟักให้เด็กเติบโตมาอย่างดี และเช่นกัน หลังจากเด็กพ้นโทษก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องพยายามให้ลูกเปลี่ยนมาเดินในทางที่ถูกที่ควรด้วย
การเสาะหาความจริงของคดีตามขั้นตอน ก็เป็นหน้าที่ของผู้พิพากษา
ปกติซีรีส์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคดีความและการพิจารณาคดีศาลที่เป็นซีรีส์ของเกาหลีใต้นั้นจะน่าดูอยู่แล้ว เมื่อช่วงปีที่ผ่านมาก็มีอยู่ 2-3 เรื่องที่สนุกมาก ๆ แต่ความน่าดูของเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัว เพราะได้ตัวแม่ของวงการอย่าง “คิมฮเยซู” มารับบทผู้พิพากษาหญิงที่รังเกียจเยาวชนผู้กระทำผิด เรื่องฝีมือการแสดงของแม่เป็นเรื่องที่อย่าได้หากังวล ตัวเราเองก็มั่นใจเกินร้อยว่าแม่ต้องทำให้ซีรีส์ Juvenile Justice เป็นที่พูดถึงได้มากแน่ ๆ เนื่องจากแม่เคยพิสูจน์ฝีมือด้วยคาแรคเตอร์คล้าย ๆ นี้มาแล้ว ที่ประทับใจคือซีรีส์สืบสวนสอบสวนเรื่อง Signal เมื่อประมาณ 7 ปีก่อน
ส่วนหนึ่งเพราะตัวนักแสดง ที่ทำให้ตัวละครผู้พิพากษาที่รังเกียจเยาวชนผู้กระทำผิดนี้มีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ จากในซีรีส์เราจะเห็นแม่ฟาดไม่ยั้งใส่ทั้งหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ตัวเยาวชนที่กระทำความผิด แม้กระทั่งผู้ปกครองของพวกเยาวชนพวกนั้น ให้ความรู้สึกเหมือนกับเธอพิจารณาคดีด้วยอารมณ์มากกว่าหลักฐาน คือเธอมีอคติก็จริงและดูไม่ค่อยจะเป็นกลางเพราะมีอารมณ์และความรู้สึกร่วม แต่จริง ๆ แล้วเธอไม่ได้ทำอะไรผิด เธอพิจารณาไปตามหลักฐานที่มี ส่วนที่เธอสงสัยแต่ไม่มีหลักฐาน เธอก็พยายามไปหามันมาด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ ทั้งที่การสืบสวนไม่ใช่หน้าที่หน้าที่ผู้พิพากษา
แม้ว่าการสืบสวนไม่ใช่หน้าที่ผู้พิพากษาโดยตรง แต่การที่เธอจะสงสัยบางอย่างในตัวคดีที่เธอพิจารณาแล้วเห็นว่ามันไม่สมเหตุสมผล ยังมีเรื่องน่าสงสัย ยังมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่ลงล็อก ดังนั้น เธอก็มีสิทธิ์ที่จะหาคำตอบเพื่อประกอบการพิจารณาคดีของเธอให้ออกมาอย่างถูกต้องที่สุด ก็คือคนผิดได้รับโทษสาสมกับความผิดที่ก่อ และจะต้องลงโทษถูกคน ไม่ใช่แพะ แต่เธอมันเป็นพวกที่รู้สึกว่าการตีกลับคดีลงไปให้ฝ่ายที่มีหน้าที่สืบสวนสืบใหม่มันเป็นเรื่องยุ่งยากและต้องมีคนรับผิดชอบที่ทำคดีผิด ๆ ถูก ๆ ไม่ชัดเจน แต่ส่งขึ้นมาถึงผู้พิพากษาแบบนี้ เธอเลยลงมือเอง
ย้อนกลับไปที่ตอนต้น ๆ ของคอลัมน์ ที่บอกว่าจากซีรีส์เรื่องนี้เราจะได้เห็นการทำงานที่ขัดแย้งกันของผู้พิพากษาทั้ง 3 คน ส่วนหนึ่งมาจากความดื้อดึงที่จะสืบเรื่องหรือหาหลักฐานที่ไม่เคลียร์ของเธอนั่นแหละ เธอมีหัวหน้า จึงจำเป็นต้องปรึกษาหัวหน้าก่อน ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นการข้ามหน้าข้ามตาคนที่ตำแหน่งสูงกว่า ดูอวดดี และทำให้คดียืดเยื้อ เธอจึงถูกหัวหน้าปฏิเสธแถมโดนหมายหัวเรียบร้อย แต่เธอไม่เคยยอมแพ้ที่จะหาความจริง เธอเชื่อว่ามันจะช่วยให้การตัดสินคดีของเธอยุติธรรมต่อเหยื่อมากที่สุด และทำให้พวกอาชญากรตัวน้อยเข็ดหลาบ หวาดกลัวต่อกฎหมายด้วย
จริง ๆ แล้วคาแรคเตอร์แบบนี้มันค่อนข้างจะสูตรสำเร็จไปหน่อยสำหรับละคร แต่พอถูกนำมาใช้ในซีรีส์เรื่องนี้แล้ว มันก็น่าจะทำให้เรา ๆ มีความหวังขึ้นมาบ้างว่าถ้ากระบวนการตุลาการของเรามีผู้พิพากษาที่ทุ่มเทและมีความตั้งใจที่ดีแบบนี้ มันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี คนผิดได้รับโทษอย่างสาสม ต้องไม่จับแพะขังคุกแล้วปล่อยพวกอาชญากรตัวจริงลอยนวล และที่สำคัญที่สุดคือคืนความยุติธรรมและชีวิตให้กับเหยื่อ แม้ว่าสุดท้ายชีวิตของคนที่เป็น “เหยื่อ” จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไปก็ตาม
ถึงแม้จะเป็นแค่เด็กหรือเยาวชน ถ้าทำผิดก็ต้องได้รับโทษ แต่เพราะก็เป็น “เด็ก” หรือ “เยาวชน” นี่แหละ คนกลุ่มนี้จึงยังเป็น “ไม้อ่อน” ที่พอจะดัดได้ ซึ่งการจะดัดไม้ให้เข้ารูปเข้ารอย เดินในทางที่ถูกต้อง “โอกาส” ปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องมีคนคอยควบคุมอบรมสั่งสอน ให้ความรักความเมตตา ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กและเยาวชนพวกนี้ขาดไป ต้องมีสภาพแวดล้อมใหม่ที่เหมาะสมจะทำพวกเขาเติบโตมาอย่างดี ไม่ก่ออาชญากรรมซ้ำ ไม่กลับมาขึ้นศาลอีก ดังนั้น การตัดสินคดีของผู้พิพากษาศาลเยาวชน จึงไม่ใช่แค่การลงโทษให้รู้ผิดชอบชั่วดีและกลัวกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้เด็ก ๆ พวกนี้เติบโตไปในทางที่ดีกว่าที่พวกเขาเคยเป็น ⚖






























