Home Work & Living Living หลากหลายวิธีดูแลตนเอง เมื่อเป็น “ร้อนใน”

หลากหลายวิธีดูแลตนเอง เมื่อเป็น “ร้อนใน”

ภาพจาก freepik.com

เชื่อว่าในชีวิตนี้ หลายคนจะต้องเคยเป็น “ร้อนใน” มาก่อนอย่างน้อย 1 ครั้ง แม้ว่าร้อนในจะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงอะไร และก็ดูเหมือนจะเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เมื่อมีอาการ ก็จำเป็นต้องมีวิธีการดูแลที่ถูกต้อง

อาการร้อนใน (Aphthous Ulcer) คือ อาการที่เป็นแผลร้อนบวมแดงในช่องปาก เกิดขึ้นได้ทุกบริเวณในช่องปาก อาจเป็นกระพุ้งแก้ม ริมฝีปากด้านใน หรือลิ้น ลักษณะของแผลจะเป็นสีเหลืองหรือขาวเป็นวงกลมหรือวงรี รอบนอกมีลักษณะบวมแดง ซึ่งจะทำให้มีอาการเจ็บแสบในช่องปาก ในบางคนอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น รู้สึกเหมือนไม่สบาย เป็นไข้ หรือมีหนองในช่องปาก ขึ้นอยู่กับขนาดและความรุนแรงของแผล

ร้อนใน เป็นอาการที่สามารถพบได้ค่อนข้างบ่อย เป็น ๆ หาย ๆ อยู่เป็นประจำ ผู้ป่วยมักจะเริ่มป่วยครั้งแรกในช่วงวัยหนุ่มสาว พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อย่างไรก็ตาม หากพบอาการร้อนในในคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งในช่องปากได้เหมือนกัน

แม้ว่าอาการร้อนในจะไม่ได้มีอันตรายหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่มักจะสร้างความรำคาญและเจ็บปวดในเวลากินอาหารหรือลำบากในการดำรงชีวิต ทั้งการพูด การแปรงฟัน เป็นต้น

สาเหตุของการเกิดแผลร้อนใน

แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่สามารถหาสาเหตุการเกิดแผลร้อนในอย่างชัดเจน แต่มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการร้อนในได้ เช่น

  • กรรมพันธุ์ ผู้ป่วยที่มีอาการร้อนในบ่อย ๆ ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ พบว่ามีคนในครอบครัวเคยเป็นด้วย จึงเชื่อได้ว่าแผลร้อนในสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้
  • การได้รับบาดเจ็บในช่องปาก เช่น การเผลอกัดปากตัวเอง การระคายเคืองเมื่อโดนแปรงสีฟันกระแทก หรือกินอาหารแข็ง ๆ แล้วไปกระทบกระแทกในช่องปาก
  • การแพ้สารเคมีบางอย่างในผลิตภัณฑ์สำหรับช่องปาก เช่น ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก
  • นอนน้อย
  • เครียด
  • ดื่มน้ำน้อย
  • การขาดสารอาหาร หากร่างกายขาดวิตามินหรือเกลือแร่บางชนิดก็เป็นสาเหตุให้เกิดอาการร้อนในได้เช่นกัน เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี กรดโฟลิก วิตามินบี 12
  • การรับประทานอาหารที่มีรสจัดหรือฤทธิ์ร้อน รวมถึงการแพ้อาหารบางชนิด เช่น นมวัว ช็อกโกแลต กาแฟ เป็นต้น
  • การติดเชื้อในช่องปาก เป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการที่ร่างกายมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำได้ด้วย
  • การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน เช่น เกิดในผู้หญิงที่มีประจำเดือน

การรักษาอาการร้อนใน

อาการร้อนในสามารถรักษาด้วยตนเองได้ เนื่องจากแผลสามารถหายได้เอง ด้วยวิธีการดังนี้

  • บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ ด้วยการผสมเกลือ 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 แก้ว ใช้บ้วนปากวันละ 2-3 ครั้ง สรรพคุณของน้ำเกลือจะช่วยลดแบคทีเรียในช่องปาก และช่วยรักษาแผลได้
  • ใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม และงดผลิตภัณฑ์สำหรับช่องปากที่ทำให้แสบปาก เพื่อให้เกิดการอักเสบในช่องปากน้อยที่สุด อย่างแปรงสีฟันอาจไปกระแทกอย่างแรง หรือพวกผลิตภัณฑ์สำหรับช่องปากที่แสบปากจะยิ่งทำให้แผลอักเสบมากขึ้น อีกทั้งต้องรักษาความสะอาดในช่องปากให้ดีเพื่อลดภาวะการติดเชื้อ
  • การกินอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อย่างพวกอาหารเผ็ด อาหารที่มีความเป็นกรดสูง อาหารรสเปรี้ยว ของร้อน รวมทั้งอาหารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองแผลอย่างของทอดหรืออาหารแข็ง แต่ให้หันไปกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็นและอาหารรสอ่อนแทน
  • จิบน้ำบ่อย ๆ อย่างน้อยที่สุดคือวันละ 8-10 แก้ว แต่ให้ใช้วิธีจิบทีละน้อย จิบบ่อย ๆ แทน
  • พักผ่อนมาก ๆ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายไม่สามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้อย่างเต็มที่ ซึ่งก็จะทำให้แผลร้อนในหายช้าด้วย
  • พยายามไม่เครียด ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติ ที่สำคัญ การเกิดแผลร้อนในยังสัมพันธ์กับระดับความเครียดที่เกิดขึ้น ออกกำลังก่ยบ้างตามโอกาส
  • กินวิตามิน เกลือแร่ หรืออาหารเสริม การเกิดร้อนในในบางคนนั้นมาจากการขาดสารอาหาร อย่างการขาดธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินบี 12 และกรดโฟลิก ฉะนั้น ควรกินอาหารที่มีสารอาหารเหล่านี้ และกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
  • การใช้ยา มียาที่ใช้สำหรับทาในปากเพื่อช่วยรักษาแผลร้อนใน อย่างยาป้ายปากประเภทสเตียรอยด์ ไตรแอมซิโนโลน อะเซโทไนด์ (Triamcinolone acetonide) ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ หรือยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของยาเดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) หรือยาลิโดเคน (Lidocaine) ที่ช่วยลดการอักเสบและความเจ็บปวด หรือไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป นอกจากนี้ หากมีอาการปวดให้กินยาแก้ปวดได้

รักษาเองไม่หายต้องไปพบแพทย์

ปกติอาการร้อนในจะหายได้เองใน 1-2 สัปดาห์ อาจจะมีอาการแสบร้อน เจ็บปวดบ้าง แต่ถ้าหากแผลไม่หายภายใน 3 สัปดาห์ หรือมีอาการรุนแรงขึ้น อาจเกิดจากการติดเชื้อ หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย จะทำให้แผลหายช้า หรือมีผลข้างเคียงต่าง ๆ ในกรณีที่เป็นแผลร้อนในแบบแผลใหญ่หรือแผลแบบโรคเริม ก็อาจจะเกิดจากการติดเชื้อได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม แผลร้อนในอาจเป็นอาการแฝงของโรคอื่น เช่น มะเร็งในช่องปาก ดังนั้น หากรักษาเองแล้วไม่ได้ผลก็ต้องไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและทำการรักษาต่อไป

การวินิจฉัยของแพทย์ แพทย์ก็จะดูแผลในช่องปากและตรวจร่างกาย ในรายที่แพทย์สงสัยว่าอาจเป็นอาการแฝงของโรคมะเร็งในช่องปาก แพทย์จะเก็บสารคัดหลั่ง หรือเซลล์เนื้อเยื่อ หรือตัดชิ้นเนื้อจากปากแผลไปทำการตรวจในห้องปฏิบัติการตรวจโรค