Home Trending Story Trend ในประเทศ ฝนนี้ต้องระวัง “แมลงก้นกระดก” ตัวอันตรายประจำฤดู

ฝนนี้ต้องระวัง “แมลงก้นกระดก” ตัวอันตรายประจำฤดู

ภาพจาก flickr.com

อย่างที่ทราบกันดีว่าในช่วงฤดูฝน มักจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ขึ้นได้ง่ายในช่วงฝนตก นอกจากจะเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจแล้ว อีกการเจ็บป่วยที่ต้องระวังให้มากไม่แพ้กันก็คือ “อาการเจ็บป่วยจากแมลงสัตว์กัดต่อย” โดยเฉพาะอันตรายจาก “แมลงก้นกระดก”

แมลงก้นกระดกคือ?

แมลงก้นกระดก (Rove beetles) หรือที่เราคุ้นเคยกันอีกชื่อว่า “ด้วงก้นกระดก” เป็นแมลงขนาดเล็ก ตัวโตเต็มวัยจะมีลำตัวยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ตัวมีสีดำสลับส้มเป็นปล้อง ๆ แมลงชนิดนี้อายุยืน บินได้เร็วและว่องไว สาเหตุที่เรียกว่าแมลงก้นกระดกนั้นมาจากท่าทางของมัน ที่มักจะงอท้องส่ายขึ้นลงเมื่อเกาะอยู่กับพื้น เหมือนก้นกระดกขึ้นมา หรือเวลาวิ่งจะยกปลายท้องตั้งขึ้นมีลักษณะคล้ายแมงป่อง พบในเขตร้อนชื้น โดยมักอาศัยบริเวณพงหญ้าที่มีความชื้น โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน โดยจะเข้ามาเล่นไฟนีออนในบ้านและร่วงหล่นตามพื้น

ปกติแมลงก้นกระดกเป็นแมลงที่มีประโยชน์ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช ช่วยกำจัดหนอนผีเสื้อ และกำจัดไข่และหนอนแมลงวัน แต่ในขณะเดียวกันกลับมีพิษต่อมนุษย์

พิษจากแมลงก้นกระดก

รู้หรือไม่ว่าแมลงตัวเล็ก ๆ ตัวนี้มีพิษสงมากขนาดไหน ด้วยสารพิษพิเดอริน (Pederin) ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน แต่สามารถทำลายเซลล์เนื้อเยื่อผิวหนังได้ ซึ่งมักเกิดจากการที่เผลอไปปัดหรือบี้เวลาที่แมลงมาเกาะที่ร่างกาย เมื่อท้องของแมลงตัวนี้แตก ก็จะปล่อยสารดังกล่าวออกมา หากไปโดนเข้าจะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองที่ผิวหนัง แสบร้อน หรือเป็นรอยไหม้หลังจากได้สัมผัสพิษแล้วประมาณ 8-12 ชั่วโมง หรือที่เรียกว่าภาวะ “ผื่นผิวหนังอักเสบจากแมลงก้นกระดก”

ร่องรอยที่พบจะพบเป็นแผลผื่นแดงหรือเป็นรอยไหม้เป็นทางยาวตามรอยปัด ผื่นมีขอบชัดเจน หลังจากนั้นจะกลายเป็นตุ่มน้ำพองใส และกลายเป็นตุ่มหนองขนาดเล็กในเวลา 2-3 วันหลังจากนั้น นอกจากนี้หากบริเวณที่สัมผัสพิษเป็นบริเวณรอยพับ แขนพับ ขาพับ จะทำให้อาการแสบร้อนและร่องรอยของบาดแผลกระจายไปทั้ง 2 ข้าง แต่หากไปเกิดบริเวณผิวที่บอบบางอย่างใบหน้า รอบดวงตา มักจะมีอาการรุนแรงมากกว่าที่อื่น หากเข้าตาทำให้ตาบอดได้ แต่ในขณะเดียวกันที่ฝ่ามือที่เป็นบริเวณแรกที่สัมผัสกับพิษกลับไม่ค่อยที่จะมีอาการ

การรักษาเบื้องต้นเมื่อโดนพิษจากแมลงก้นกระดก

หากโดนพิษจากแมลงก้นกระดก ให้รีบล้างพิษออกด้วยน้ำสบู่ หรือเช็ดด้วยแอมโมเนีย หรือล้างด้วยน้ำเกลือสำหรับล้างแผล จากนั้นประคบเย็น หากมีอาการคันอย่าเกา เพราะอาจจะมีอาการติดเชื้อแทรกซ้อนขึ้นมาได้ เมื่อเกิดตุ่มน้ำและรอยแดง สามารถทายาเพื่อรักษารอยแดง ซึ่งโดยปกติแล้วจะหายไปเองได้ภายใน 2-3 วัน ผื่นที่เกิดจากการสัมผัสแมลงก้นกระดกนี้ในเวลาต่อมาจะแห้งตกสะเก็ดและหายได้เองภายใน 7-10 วัน อาจจะทิ้งรอยดำไว้สักระยะ แต่มักไม่เกิดเป็นแผลเป็น แต่ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณแผล จะทำให้ผื่นหายช้า และอาจลุกลามจนมีโอกาสเกิดเป็นแผลเป็นได้

แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือมีภาวะแทรกซ้อนอย่างอื่นเนื่องจากแพ้พิษ เช่น ปวด บวม พุพอง เป็นไข้ คลื่นไส้อาเจียน คันอย่างรุนแรง ต้องรีบไปพบแพทย์ แพทย์จะใช้ยาประเภทสเตียรอยด์อย่างอ่อนทาบริเวณแผลเพื่อรักษา อาจมีการประคบเปียกด้วยน้ำเกลือร่วมด้วย ในผู้ป่วยที่มีอาการคันมาก แพทย์จะให้ยาแก้คัน และหากมีการติดเชื้อแทรกซ้อน ก็จำเป็นต้องใช้ปฏิชีวนะในการรักษา ความจริงแล้วพิษของแมลงก้นกระดกไม่ได้ร้ายแรงขนาดที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต

การป้องกันแมลงก้นกระดก

การป้องกัน คือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแมลง อย่าใช้มือบี้หรือตบหากแมลงชนิดนี้บินมาเกาะ แต่ควรใช้วิธีเป่าหรือสะบัดออกแทน รวมถึงต้องหมั่นเก็บที่นอน หรือปัดที่นอนก่อนนอนทุกครั้ง ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดเพื่อให้แมลงชนิดนี้เข้ามาเล่นไฟในเวลากลางคืน

ข้อมูลจาก : สถาบันโรคผิวหนัง