Home Work & Living อิทธิพลของยูโทเปียและดิสโทเปีย ในงานวรรณกรรม

อิทธิพลของยูโทเปียและดิสโทเปีย ในงานวรรณกรรม

มีความสนใจของทีมงาน Tonkit360 พูดกันถึงงานวรรณกรรมในแนว ยูโทเปีย (Utopia)  และ ดิสโทเปีย (Dystopia) สัปดาห์นี้คอลัมน์แนะนำหนังสือเลยอยากพาคุณผู้อ่าน ลงลึกในรายละเอียดของแนวความคิดของสังคม ยูโทเปีย และ ดิสโทเปีย ที่เข้ามามีบทบาทในวงการวรรณกรรมเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษที่ผ่านมาแนวคิดเชิงดิสโทเปีย ที่เข้าไปอยู่ในตัวหนังสือ และ ถ่ายทอดเป็นนวนิยายที่ได้รับความนิยมจนกลายมาเป็นภาพยนตร์อย่าง The Hunger Games ทั้งสามภาค รวมไปถึง ไดเวอร์เจน และ เมซ รันเนอร์ หรือ แม้กระทั่ง Animal Farm ที่ลุงตู่เพิ่งแนะนำไปเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นงานวรรณกรรมที่มีแนวคิดของสังคมเชิง ดิสโทเปีย ทั้งสิ้น

แนวคิดสังคมแบบยูโทเปีย และ วรรณกรรมในแนวยูโทเปีย 

ที่นี้มาทำความรู้จักกับ สังคมยูโทเปีย กันก่อนสังคมยูโทเปีย คือแนวคิดเชิงอุดมคติเกี่ยวกับโลกอันสมบูรณ์ที่ผู้คนในสังคมอยู่กันอย่างมีคุณธรรม คนในสังคมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน ไม่มีคนจนไม่มีคนรวย ทุกคนต่างเท่าเทียมกัน ดินแดนแห่งยูโทเปีย นั้นไม่ต้องเจอกับภัยธรรมชาติ หรือ การรุกรานจากดินแดนอื่น เรียกได้ว่าเป็นสังคมในฝันที่ทุกคนต่างมีจิตสำนึกของการอยู่ร่วม ไม่มีการทำร้ายหรือแย่งชิงกัน และโดยสรุปแล้ว แนวคิดของสังคมแบบยูโทเปียนั้นแทบจะไม่สามารถเกิดได้ในโลกปัจจุบัน

ทีนี้มาดูตัวอย่างหนังสือที่เขียนถึงสังคมแบบยูโทเปีย กันบ้าง เล่มแรกคือ

Herland โดย Charlotte Perkins Gilman 

 

นวนิยายที่นำเสนอเรื่องราวการผจญภัยของหญิงสาวที่เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี และการผจญภัยของเธอนั้นมีชายสามคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พวกเขาได้เข้าไปสู่เมืองที่พวกเขาคาดไม่ถึง เพราะเมืองดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้หญิงเป็นเมืองที่สวยงาม และพวกเขาก็ได้พบกับ หญิงสาวสามคน แต่พวกเขาไม่สามารถสื่อสารกับหญิงสาวที่อยู่ในเมืองอันสวยงามและสมบูรณ์นั้น พวกเขาจึงต้องพยายามทำความเข้าใจเพื่อที่จะค้นหาคำตอบของเมืองดังกล่าวให้ได้

Gulliver’s Travel โดย Jonathan Swift 

นวนิยายเล่มนี้หลายคนอาจจะคุ้นเคย เพราะถูกหยิบเอามาทำเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง ส่วนที่เป็นวรรณกรรมนั้น ก็เรียกได้ว่าเป็นแนวแฟนตาซี ที่ทำให้เราได้หลุดพ้นจากโลกที่เป็นอยู่ เพราะความเพลิดเพลินจากการผจญภัยของศัลยแพทย์หนุ่มที่ชื่อกัลลิวเรอ์ ที่ออกเดินทาท่องทะเล และแต่ละภาคเขาจะได้เจอกับดินแดนประหลาดที่มีผู้คนให้บทเรียนในการอยู่ในสังคมได้อย่างดีงาม ภาคแรกนั้นกัลลิเวอร์ต้องไปติดบนเกาะที่มีแต่คนตัวจิ๋ว ภาคที่สองก็ต้องไปเจอกับมนุษย์ตัวสูงใหญ่ราวกับยักษ์ ภาคที่สามกัลลิเวอร์ได้เจอกับ เกาะลอยฟ้า และ ภาคสุดท้ายกัลลิเวอร์ต้องไปเจอกับเกาะที่มี “ม้า” เป็นผู้ปกครองและพูดภาษามนุษย์ได้

แนวคิดแบบดิสโทเปีย และ วรรณกรรมในแนวดิสโทเปีย 

เมื่อรู้จักสังคมแบบยูโทเปีย และ วรรณกรรมตัวอย่างในแนวยูโทเปียไปแล้ว มาดูสังคมที่เป็นขั้วตรงกันข้ามอย่าง ดิสโทเปีย (Dystopia) กันบ้าง ดิสโทเปีย นั้นเป็นแนวคิดการปกครองที่เป็นขั้วตรงกันข้ามกับ ยูโทเปียอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้ปกครองจะควบคุมสังคมโดยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ และมีบทลงโทษที่รุนแรงและเลวร้าย ขณะเดียวกันฝ่ายปกครองจะมีอำนาจสูงสุดสามารถทำให้ชีวิตคนในสังคมบิดเบี้ยวด้วยอำนาจที่มี

อย่างที่ได้ระบุไว้ด้านบนแล้วว่า แนวคิดแบบ ดิสโทเปียในวรรณกรรมนั้นมีมานานแล้วแต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นวนิยายในเชิงดิสโทเปีย นั้นได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่นักอ่านรุ่นใหม่ และ หลายเรื่องก็ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ อย่างที่ยกตัวอย่างไว้ในด้านบน ส่วนอีกสองเล่มที่เป็นแนว ดิสโทเปียนี้ ก็เป็นอีกสองเล่มที่อ่านได้สนุกไม่แพ้กัน

The Elite โดย Kiera Cass 

 

เป็นนวนิยายต่างจากเล่มแรกคือ The Selection เรื่องราวของหญิงสาวที่ต้องเดินทางเข้าวังเพื่อไปแข่งขันกับหญิงสาวอีก 34 คนเพื่อครองหัวใจเจ้าชาย Maxon ภายในสังคมที่เต็มไปด้วยความหลอกลวง และ เกมการเมือง ขณะเดียวกัน หญิงสาวทตัวเอกของนวนิยายเรื่องนี้ที่มีชื่อว่า อเมริกาเอง ก็ยังไม่รู้ว่าจะเลือกใครระหว่างเจ้าชาย Maxon ที่จะทำให้เธอได้ใช้ชีวิตดังเทพนิยาย หรือ Aspen ชายหนุ่มผู้เป็นรักแรกของเธอ

The Handmaid’s Tale โดย Margaret Atwood

หนังสือเล่มนี้เคยแนะนำไปแล้วครั้งหนึ่ง ขอหยิบกลับเอามาแนะนำอีกครั้ง เพราะเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมจากนักอ่านเป็นอย่างมาก และได้ถูกนำไปสร้างเป็นซีรี่ย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ The Handmaid’s Tale นั้นคือชีวิตของหญิงสาวที่ต้องผ่านการสูญเสียจากสังคมที่ผู้ปกครองใช้อำนาจปกครองด้วยความเลวร้าย มีการกดขี่ทางสังคม การถูกสั่งห้ามทางความเชื่อ และ รวมไปถึงการสืบพันธ์ ที่ทำให้หญิงสาวซึ่งเป็นผู้ดำเนินเรื่อง ต้องกลายเป็นเพียง เครื่องมือในการผลิต “ผู้สืบทอด”

ทั้งหมดนี้คือวิธีคิดของสังคมสองแบบที่มีความต่างอย่างสุดขั้ว และ อิทธิพลของแนวคิดสังคมทั้งสองแบบที่ถูกถ่ายทอดต่อในงานวรรณกรรม ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ทั้งยูโทเปีย และ ดิสโทเปีย เป็นความสุดขั้วสองรูปแบบ และ ท้ายที่สุด ก็ไม่ได้มีแบบไหนดีที่สุด เพราะตราบใดที่มนุษย์มีความต่าง การหาหลักปกครองที่มีความยืดหยุ่นและเป็นกลางน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นสังคมในประเทศไหนก็ตาม