Home Trending Story Trend ในประเทศ เมื่อ ‘ความโกรธ’ ถูกใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสังคม

เมื่อ ‘ความโกรธ’ ถูกใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสังคม

ในสังคมของมนุษย์ล้วนไม่มีการหยุดนิ่งหากแต่เป็นการขับเคลื่นไปอย่างสม่ำเสมอด้วยปัจจัยที่หลากหลาย การเมือง เศรษฐกิจ นวัตกรรม ล้วนมีความสำคัญในการขับเคลื่อนและเป็นตัวแปรในการเปลี่ยนแปลงของสังคมอยู่ และแน่นอนว่าในสังคมคือการอยู่ร่วมกันของคนหมู่มากที่แตกต่างและไม่เหมือนกัน

ในภาคสังคมปัจจุบันปัจจัยที่มากมายล้วนส่งผลต่อความคิดของคน ดังนั้นในสังคมหนึ่งจึงมีความหลากหลายทางความคิด และยิ่งการเข้ามามีบทบาทสำคัญของสื่อโซเชียลที่ทำให้โลกของการส่งต่อความคิดกว้างขวางมากขึ้นเป็นกอง แต่พบว่าเรื่องที่เป็นประเด็นทางสังคมส่วนใหญ่ล้วนเป็นเรื่องเชิงลบที่สร้างความบาดหมาง ล้วนจุดติดง่ายไม่ต่างกับไฟที่มีแรงลมส่งให้ลามทุ่งได้ง่ายขึ้น

ในสังคมไทย ณ ตอนนี้ด้วยปัญหาความปั่นป่วนหลายอย่างที่สั่งสมทับถมมานาน ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันต่างจากข่าวดีในสัดส่วนที่เหลื่อมล้ำกันอยู่มาก กลายเป็นการหล่อหลอมสังคมให้เสพติดความรุนแรง ความโกรธ และแสดงออกมาในรูปแบบของความคิดเห็น โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ประชาชนแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน และต่อต้านฝ่ายตรงข้ามแบบหลับหูหลับตา อาศัยความคิดว่าคนที่คิดเหมือนตนคือฝ่ายเดียวกัน ใครคิดต่างย่อมเป็นศัตรู

ดั่งว่าความเกลียดชัง ได้กลายมาเป็นระบบปฏิบัติการosของคนไทยไปแล้วและยังไม่มีการอัพเดทเฟิร์มแวร์ให้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้ ผลลัพธ์จากสาเหตุดังกล่าวก็ส่งผลออกมาเป็นคุณภาพสังคมในปัจจุบันที่เราเผชิญอยู่ร่วมกันนี่แหละ ทุกวันนี้เราถูกกระตุ้นได้ไวต่อเรื่องเชิงลบจนกลายเป็นธรรมชาติไปแล้ว คล้ายว่ามีความคุกรุ่นอยู่ในจิตใจตลอดเวลา และมีประเด็นทางสังคมคอยเป็นเชื้อเพลิง สังเกตได้จากทุกกระแสที่เกิดขึ้นจะเห็นภาพอย่างชัดเจน

อย่างที่กล่าวไปความโกรธเกลียดที่มันสุมอยู่ภายในรอการระบายออกมา และเชื้อเพลิงชั้นดีอย่างประเด็นต่าง ๆ ในสังคม ผู้คนพร้อมที่จะละเลงความเห็นไปต่าง ๆ นา ๆ

และอย่างที่ทุกคนเห็นและรับรู้ ทุกช่วงเวลาจะต้องมีบุคคลใด ๆ ที่ถูกสังคมพิพากษาอย่างเอาเป็นเอาตาย ถูกขุดรากถอนโคนกระหน่ำประชาฑัณฑ์ทางออนไลน์แบบหนักหน่วง จากคนหนึ่งเมื่อถูกชำเราสับเคี้ยวจนเละละเอียด เป็นที่พึงพอใจและกระแสจางหายไป ไม้กรรมก็จะถูกส่งต่อไปยังอีกคนหนึ่งและวนเวียนไปอย่างไม่รู้จบ คล้ายว่าเป็นถังขยะทางอารมณ์ของคนในสังคมรวม คนหมู่มากที่คิดแบบเดียวกันว่าตาม ๆ กันไป เป็นดั่งการล่าแม่มดแบบในยุคกลางไม่ผิดเพี้ยน

การล่าแม่มด

พูดถึงการล่าแม่มด เป็นพิธีกรรมในความเชื่อของคนยุคกลางหรือยุคมืด ช่วงศตวรรษที่ 15 ในประวัติศาสตร์ทางยุโรป เป็นยุคที่ศาสนามีความสำคัญอย่างมากในการดำเนินชีวิต เนื่องจากการค้นพบทางด้านวิทยาศาสตร์ยังมีอยู่น้อย เมื่อเกิดเหตุการณ์ประหลาด ๆ ขึ้นผู้คนมักจะเชื่อว่าเป็นฝีมือของผีสางหรือแม่มด

และเมื่อเกิดเรื่องเหนือธรรมชาติ(เรื่องที่ในตอนนั้นยังหาคำอธิบายไม่ได้) ทุกคนจะเชื่อว่ามีแม่มดหรือซาตานแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน และหลักเกณฑ์ในการชี้ว่าใครน่าจะเป็นแม่มดคือ ความแตกต่าง อาจจะเป็นคนแก่หรืออัปลักษณ์ หรือแม้กระทั่งผู้หญิงที่รูปร่างหน้าตางดงามที่ผู้คนเชื่อว่าแลกดวงวิญญาณกับซาตานเพื่อให้ได้รูปโฉมงดงาม

การไต่สวนก็ไม่มีอะไรมากแค่จับไปทรมาน ทรมาน และทรมาน ไม่ว่าจะเป็นการจับโยนลงน้ำซึ่งผู้คนเชื่อว่าถ้าเป็นแม่มดจะไม่จมน้ำ(แต่สัญชาติญาณ ไม่มีใครปล่อยให้ตัวเองจมน้ำแน่นอน ก็ต้องตะเกียกตะกายขึ้นสู่ผิวน้ำ) หรือการจับไปขึงไม้และจุดไฟเผาทั้งเป็น

อีกทั้งยังรวมไปถึงวิธีทรมานอีกสารพัดที่โหดร้ายและทารุณ และยิ่งไปกว่านั้นคือการยืนยันว่าใครเป็นแม่มดนั้นไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานใด ๆ ใช้แค่คำรับสารภาพจากเจ้าตัวเท่านั้น ซึ่งลองคิดดูแล้วเมื่อโดนทรมานหนักจนแทบทนไม่ไหวตายไปเสียยังดีกว่า ก็จะต้องเอ่ยปากยอมรับถึงแม้จะไม่ได้เป็นแม่มดจริง ๆ เพื่อหวังให้การทรมานสิ้นสุดลง

การล่าแม่มดนั้นมีความชอบธรรมและถูกรับรองโดยศาสนาเพราะเป็นการกระทำในนามของพระเจ้า การล่าแม่มดรุนแรงและแพร่กระจายเป็นวงกว้างยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีการจัดทำหนังสือ “คู่มือการล่าแม่มด” ขึ้นซึ่งภายหลังถูกจัดเป็นหนังสือที่ชั่วร้ายและอันตรายที่สุดในโลก

ในช่วงยุคนั้นมีผู้คนที่ล้มตายจากการทรมานและประหารเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดนับแสนราย จนในช่วงศตวรรษที่ 17 ความรู้ความเข้าใจและเหตุผลต่าง ๆ เข้าถึงผู้คนมากขึ้น ผู้คนจึงเริ่มต่อต้านการกระทำที่โหดร้ายทารุณนี้จนหายไปในที่สุด

แม่มดในปัจจุบัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นคล้ายกับการล่าแม่มดแบบในอดีต รูปแบบอาจแตกต่างกันแต่ผลกรทบต่อผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดนั้นเหมือนตกนรกทั้งเป็นเหมือนกัน

ดังจะเห็นได้จากกระแสที่เกิดขึ้นในสังคม ต้องมีใครสักคนถูกยกขึ้นมา(อย่างไม่เต็มใจ) เพื่อเป็นถังขยะทางอารมณ์ของผู้คนดังที่กล่าวไปในตอนต้น และในสังคมไทยตอนนี้กำลังเป็นอยู่และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม

ด้วยความรวดเร็วในการกระจายของข้อมูล ผู้คนขาดการกลั่นกรองและยั้งคิด ความเป็นมนุษย์เบาบางลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออารมณ์อยู่เหนือเหตุผล กลายเป็นว่าทุกคนต้องระวังตัวไม่ทำตัวเสี่ยงไม่ว่าทางใดก็ตาม เพราะคุณไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่คุณทำมันจะกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ได้จุดติดความแค้นเคืองในใจใครเข้าสักวัน เพราะต่างกรรมต่างวาระไม่ว่าใครก็มีสิทธิ์โดน

แน่นอนอยู่ว่าการติดต่างข่าวสารเป็นเรื่องที่ควรทำ แต่เรื่องของขอบเขตก็สำคัญแม้ว่าอิสระทางข้อมูลจะเอื้ออำนวยเต็มที่ แต่หากเราไตร่ตรองทุกสิ่งทุกอย่างจากทั้งตัวเราเองและคนอื่น ลดความป่าเถื่อนเพื่อสนองความเกลียดชังลงไปเห็นคุณค่าของมนุษย์คนอื่นให้เท่าเทียมกับตน ก็จะดีไม่น้อย