
เมื่อกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน อะไรจะเกิดขึ้นจากข้อมูล ของเวปไซต์ Numbeoที่เปิดเผยค่าครองชีพของประเทศทั่วโลก ทำให้เห็นว่าเมื่อคำนวณจากค่าสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าอาหารในร้านอาหาร ค่าเช่าที่พักอาศัย และกำลังซื้อของประชากรในเมือง พบว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนที่ไม่รวมค่าเช่าบ้าน อยู่ที่ คนละประมาณ 21,000 บาท และครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คน มีค่าครองชีพต่อครัวเรือนอยู่ที่ 70,000 กว่าบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาคือ ค่าใช้จ่ายสำหรับการทานอาหารนอกบ้านนั่นเอง
เพราะฉะนั้นสิ่งที่คนไทย โดยเฉพาะคนกรุงเทพควรทำคือการมีสติต่อการจับจ่ายใช้สอย รวมทั้งวางแผนการเงินส่วนตัวให้เข้มงวดเหมือนการวางแผนการเงินของบริษัทใหญ่ๆ ที่จะมีการสรุปงบดุล และผลกำไรกันทุกๆ 3 เดือน หรือ 4 ไตรมาสนั่นเอง โดยคิดจากการเงินรอบด้าน
ไตรมาสแรก เดือน มกราคม – เดือนมีนาคม
– เริ่มจากการวางแผนทำ DCA หรือ การตัดเงินรายเดือนตลอด 1 ปี เพื่อออม หรือ ลงทุนในหุ้น และกองทุน โดยอาจจะแบ่งเงินออมเป็น 3 ส่วนในทุกเดือน เดือนละ 3,000 บาท
1,000 บาท ตัดเข้าบัญชีฝากประจำแบบปลอดภาษี
1,000 บาท ตัดเข้ากองทุน LTF หรือ RMF
1,000 บาท เพื่อการลงทุนที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น ลงทุนในตลาดหุ้น
– เตรียมคำนวณ และ ตัดเงินที่ต้องเสียภาษี หรือ เงินที่ได้คืนจากภาษีที่จ่ายเกินไปจะเอาไปทำให้งอกเงยได้อย่างไร
– บันทึกยอดเงินและความคุ้มครองประกันสุขภาพและประกันชีวิตที่มี รวมทั้งศึกษาเพิ่มเติมด้วยว่าช่วงวัยที่มากขึ้น เรามีโอกาสที่จะมีความเสี่ยงในโรคใดบ้าง และประกันที่มีอยู่ มีความคุ้มครองที่ครอบคลุมเพียงพอหรือยัง
– ปีนี้มีแผนที่จะกู้ สินเชื่อ หรือ ซื้อของใหญ่หรือไม่ รายได้ที่มีจะถูกตัดไปจ่ายเงินกู้ได้มากน้อยแค่ไหน
ไตรมาสที่ 2 เดือนเมษายน – เดือน มิถุนายน
– ตรวจสอบเงินสำหรับวัยเกษียณ ทบทวนว่าตลอดการทำงานที่ผ่านมา ตั้งแต่ที่เราเริ่มทำงานปีแรก เรามีเงินส่วนไหนที่นำไปเก็บไว้เพื่อการเกษียณอายุ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ LTF RMF ที่มีทั้งหมด เท่าไหร่ และแต่ละส่วนให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ในปีที่ผ่านมา
– สำรวจเป้าหมายทางการเงินรายปีของเราว่าผ่านไปสองไตรมาส หรือ 6 เดือน เป้าหมายทางการเงินที่เราวางเอาไว้ บรรลุเป้าหมายไปกี่เปอร์เซ็นต์ หากยังไม่ถึง 50 % เกิดจากอุปสรรคอะไรและ เราควรปรับแผนทางการเงินอย่างไร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้
ไตรมาสที่ 3 เดือน กรกฎาคม – เดือนกันยายน
– สำรวจค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด ในปีที่ผ่านมาเรามีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดมากน้อยแค่ไหน และส่วนใหญ่เป็นค่าอะไร ยกตัวอย่างเช่นค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ หรือ ค่าเงินใส่ซอง
– สำรวจทรัพย์สิน และ หนี้สินที่เรามีเพิ่มในปีที่ผ่านมา ที่เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มได้ เช่น ทองคำ ที่ดิน หรือ อสังหาริมทรัพย์
ไตรมาสที่ 4 เดือน ตุลาคม – เดือนธันวาคม
– เตรียมวางแผนภาษี โดยดูจากการลงทุน DCA ในกองทุน LTF RMF ที่เราลงทุนไว้ตั้งแต่ต้นปี รวมถึงประกันชีวิตที่มา เพียงพอต่อการลดหย่อนภาษีแล้วหรือไม่ เรามีรายได้เพิ่มขึ้นจากเงินเดือน หรือ รายได้ประจำในปีที่ผ่านมามากน้อยแค่ไหน
– สำรวจผลตอบแทนจากการลงทุนที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนแรกของปี และยอดดอกเบี้ยจากเงินกู้ตลอดปี ยอดไหนที่มากน้อยมากกว่ากัน
หากเรามีวินัยทางการเงิน และมีสติวางแผนการเงินได้ตามนี้ เรื่องเงินของคนกรุงฯ ไม่ว่ารายจ่ายจะเพิ่มแค่ไหน แต่เรามีแผนออมเงิน และออมลงทุนที่แน่นอน มีวินัย ก็ย่อมทำให้เราสามารถเพิ่มรายได้สู้กับยอดรายจ่ายที่เพิ่มได้อย่างสบายๆ






























