
ผมมีความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลประเพณีฯ จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ที่อาจจะเหมือนนาฬิกาเดินกลับด้านกับคนอื่นเขาสักนิดหนึ่งครับ คือส่วนใหญ่คนที่จะไปดูก็มักจะเป็นนิสิตหรือนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ หรือไม่ก็จบแล้วกลายเป็นรุ่นพี่ศิษย์เก่า แต่สำหรับผมนั้นส่วนใหญ่ไปดูตอนเด็กก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย แต่พอได้เข้าเรียนหรือจบออกมาแล้วกลับมีโอกาสได้ไปร่วมกิจกรรมกับเขาน้อยครั้งมาก มันก็น่าแปลกดีเหมือนกัน
เหตุที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะมีญาติผู้ใหญ่ที่เรียนธรรมศาสตร์พาผมและพี่ชายไปดูฟุตบอลประเพณีนี้ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นวัยละอ่อน ด้วยความชอบในกีฬาลูกกลมๆนะครับก็เลยขอติดสอยห้อยตามเขาไปดูการเตะที่สนามศุภชลาศัยฯอยู่เป็นประจำ
สมัยก่อนดูฟุตบอลรายการนี้ไม่เพียงแต่จะได้ชมเกมการแข่งขัน แต่ความเข้มขลังมันมีตั้งแต่การแปรอักษร เดินขบวนล้อการเมือง เล่นงิ้วเสียดสีสังคมระหว่างพักครึ่งเวลา
แต่สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดคือการ Standing Ovation หรือลุกขึ้นยืนร้องเพลงประจำมหาวิทยาลัยทั้งสองสถาบัน “ยูงทอง” ของฝั่งธรรมศาสตร์ และ “มหาจุฬาลงกรณ์” ของทีมลูกพระเกี้ยว ซึ่งทั้งสองบทเพลงประพันธ์ทำนองโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พอร้องเพลงจบก็ต้องแข่งกันแปรอักษรบนแสตนด์หลังประตูของทั้งสองฝั่งว่าใครจะทำได้เร็วกว่าและสวยกว่ากัน
พอถึงช่วงนี้ต้องลุกขึ้นมายืนร้องเพลงทีไรอดขนลุกด้วยความซาบซึ้งและภาคภูมิใจไม่ได้ มันเป็นความประทับใจตั้งแต่เด็ก จนเกิดความมุมานะเอ็นทรานซ์เข้าเรียนจุฬาฯจนได้ ใครอยากให้ลูกเข้าจุฬา-ธรรมศาสตร์ จะเอาวิธีนี้ไปช่วยกระตุ้นเด็กก่อนก็ได้ไม่ว่ากัน 555
ไม่น่าเชื่อว่าฟุตบอลประเพณีระหว่างสองมหาวิทยาลัยนี้จะสืบสานเป็นตำนานต่อเนื่องมาจนปีที่ 72 ปีหลังๆมานี้หลายสิ่งต้องลดละไปตามกาลเวลา เช่น การแห่ขบวนไปรอบกรุง ล้อเลียนการเมืองจางลงไปตามสถานการณ์ อย่างปีนี้ผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองเขาก็สั่งมาแล้วว่า ขอในอยู่ในเวอร์ชั่น #ห้ามล้อนาฬิกาบางเรื่องก็พอทำใจได้ แต่ไอ้ที่ไม่ค่อยเข้าใจคือทำไมโค้ชฟุตบอลจุฬาฯของฉันถึงกลายเป็นฝรั่งมังค่าไปได้
สุดท้ายนี้ก็ต้องขอเชิญชวนให้ไปร่วมงานกันในวันเสาร์ที่ 3 ก.พ.นี้ ฟุตบอลประเพณีฯ ครั้งที่ 72 จุฬา-ธรรมศาสตร์ ที่เก่า เวลาเดิม
ไม่ว่าจะมีอุปสรรคเพียงไหน ไม่ว่าจะมีความยากลำบากเพียงใด ขอให้ทีมงานจัดการแข่งขันและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่ามุ่งเอาชนะคะคานกันอย่างเดียว แต่ขอให้ไปถึงจุดมุ่งหมายที่อุตส่าห์ตั้งกันไว้ ซึ่งผมคิดว่ามันดี นั่นก็คือ “Our Rise”ปลุกสปิริตให้สังคม เพราะมองว่านี่คือสิ่งที่เมืองไทยกำลังขาดอย่างมากถึงมากที่สุดครับ.






























