แม้ว่าในทีมชุดใหญ่นั้น ทีมชาติไทยในการคุมทีมของ “มิโลวาน ราเยวัช” นั้น อาจจะกำลังพุ่งไปในทางที่ดี แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือผลงานของทีมชาติไทยชุดเล็ก โดยเฉพาะชุดอายุไม่เกิน 23 ปีที่ล่าสุดทำผลงานแย่สุดกู่ด้วยการแพ้รวด 3 นัดในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ซึ่งถึงแม้บางคนอาจจะบอกว่า “นี่เป็นเพียงแค่ชุดยู 23 เท่านั้น” แต่ความสำคัญของทีมชุดนี้ มีมากกว่าที่คิดไว้พอสมควร และเมื่อมองดูเพื่อนบ้านของเราแต่ละชาติแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่า “ฟุตบอลอาเซียน” จะยังเป็นของตายของทีมชาติไทยเหมือนสมัยก่อนหรือเปล่า?
ความสำคัญของฟุตบอลชุด U23

การเป็นนักเตะชุดอายุไม่เกิน 23 ปี นั้นมีความสำคัญพอสมควร อาจจะมากกว่าที่หลายๆคนคิดด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่นการสร้างพื้นฐานนักเตะในระดับทีมชาตินั้น ก็ต้องมาจากชุดเล็ก ขึ้นสู่ชุดใหญ่ และจะมีเคสที่ค่อนข้างน้อย ที่เราจะได้เห็นนักเตะอายุ 18-22 ปีที่พุ่งตรงสู่ชุดใหญ่โดยไม่ผ่านอะไรมาเลย เพราะเป็นเรื่องจำเป็นที่นักเตะจะต้องคุ้นชินกับบรรยากาศในการเก็บตัวระดับชาติ การเดินทางต่างๆ และการเล่นในระบบชุดเล็กก่อนจะเล่นชุดใหญ่ และทีมชาติชุดยู 23 ก็คือด่านสุดท้ายก่อนขึ้นชุดใหญ่นั่นเอง
ความสำคัญของทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 23 ปีนั้น มีอีกคือการที่นักเตะเหล่านี้จะเป็นอนาคตของชาติ และจะได้พิสูจน์ฝีเท้ากันในทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นโอลิมปิก (แต่ไทยก็ไม่ได้ไปแข่งนะ) และเอเชียน เกมส์ 2018 ด้วย และเป็นที่แน่นอนว่า พวกเขาจะต้องเผชิญกับความคาดหวังสูงๆ ของแฟนบอลชาวไทยมากมาย และความหวังลมๆ แล้งๆ ที่ว่าไทยจะได้ไปฟุตบอลโลกในเร็วๆนี้ ซึ่งนักเตะแต่ละคนจะต้องแบกรับความกดดันมหาศาลนี้ในภายภาคหน้า แต่ถ้าพวกเขายังไม่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับนี้ แถมเล่นกันแบบ “ไร้ทรง” อีก ก็ทำให้วงการฟุตบอลไทยในระดับนานาชาตินั้นน่าห่วงพอตัว
ทำไม “บอลอาเซียน” ถึงจะ “หนัก” กว่าเดิม?
หนึ่งเรื่องที่แฟนฟุตบอลไทยน่าจะสังเกต คือเรื่องของความสำเร็จในฟุตบอลระดับอายุไม่ต่ำกว่า 23 ปี ของทั้งเวียดนาม และมาเลเซีย ที่สามารถทะลุผ่านรอบแบ่งกลุ่ม โดยเฉพาะเวียดนามที่สามารถเข้าชิงชนะเลิศในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ได้ จนคนเวียดนามถึงขั้นปิดเมืองฉลองกันเลยทีเดียว แม้จะเป็นความสำเร็จในชุดเล็ก แต่ถ้านักเตะเหล่านี้สามารถก้าวขึ้นสู่ชุดใหญ่ได้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเวียดนามหรือมาเลเซียก็ตาม ก็มีความเป็นไปได้ที่การแข่งขันฟุตบอลชุดใหญ่ในระดับอาเซียนนั้นจะเข้มข้นขึ้น และอาจจะไม่ใช่ “ของตาย” ของไทยอีกต่อไป
?? celebrate with their fans after reaching the #AFCU23 Final! pic.twitter.com/p5LFoupF8P
— AFC (@theafcdotcom) January 23, 2018
นอกจากสองชาติอาเซียนจะฟอร์มดีแล้ว ทีมชาติไทยก็ดันมาสวนกระแส แพ้รวดตกรอบแบ่งกลุ่มแบบโดนปาเลสไตน์ยิงยับ 1-5 ซึ่งถือว่าน่าผิดหวังมาก และทำให้อนาคตของวงการฟุตบอลไทยในระดับอาเซียนนั้นดูน่าเป็นห่วงขึ้นมาอีก เพราะอย่าลืมว่า นักเตะชุดยู 23 ก็จะต้องเตรียมขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ หรือบางคนอาจจะเข้าๆออกๆชุดใหญ่ไปแล้วด้วยซ้ำ ด้วยผลงานแบบนี้ ก็น่าตั้งคำถามกันว่า นักเตะเหล่านี้จะสามารถขึ้นชุดใหญ่ได้จริงๆหรือ?
FT: Thailand ?? 1 – 5 Palestine ??
Tournament debutants Palestine are through to the #AFCU23 quarter-finals and will face Qatar in their next match! #THAvPLE pic.twitter.com/Hmdlc2sytj
— AFC (@theafcdotcom) January 16, 2018
และพอผ่านไป 6-7 ปีเมื่อนักเตะชุดใหญ่ปัจจุบันเริ่มมีอายุมากขึ้น ทีมชาติไทยก็ต้องหวังใช้ความสามารถของเด็กรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีชุดนี้แหละ
แต่ก็อย่าลืมนะ ว่าความสมดุลของแต่ละชาติก็ไม่เหมือนกัน บางชาติก็มีนักเตะชุดเล็กที่เก่งกาจ แต่พอขึ้นชุดใหญ่ก็กลับฟอร์มหลุดกันระนาว และในขณะเดียวกัน บางชาติก็มีนักเตะชุดเล็กที่พอใช้ได้ อาจจะไม่ประสบความสำเร็จจนเชิดหน้าชูตา แต่พอขึ้นชุดใหญ่ไปแล้ว ก็สามารถเล่นกันเป็นทีมได้ หรือบางชาติเองก็อาจจะต้องใช้เวลากับนักเตะชุดเล็กที่ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ ให้ปรับตัวให้ได้ แล้วผลงานก็จะตามมาเอง ซึ่งเราก็หวังว่าเด็กชุดนี้จะยังไม่หยุดการพัฒนาไว้แค่นี้
ล้มแล้ว “ต้อง” ลุก
?? Captain Chenrop Samphaodi believes his team learned valuable lessons in the #AFCU23 and will come back stronger!https://t.co/4T4FzxrGXT
— AFC (@theafcdotcom) January 17, 2018
ความพ่ายแพ้แบบยับเยินครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องดีในแง่หนึ่ง เพราะน่าจะเป็นสัญญาณเตือนผู้เกี่ยวข้องว่า วิธีการสอนนักเตะ ระบบการทำงานของทั้งสโมสร และการเก็บตัวทีมชาติที่ผ่านมานั้นมันอาจจะยังไม่ดีพอและควรหาทางปรับปรุง อาจจะต้องเตรียมรื้อแผนกันใหม่ เช่นการสอนฟุตบอลในวัยเด็ก ที่โค้ชชาวต่างชาติเคยบอกว่า การสอนบอลเด็กนั้น เราต้องให้โอกาสเด็กๆ “ได้สนุกไปกับเกมฟุตบอล” ไม่ใช่ “สอนให้พวกเขาชนะเพียงอย่างเดียว” เพราะการเรียนรู้วิธีหนึ่ง คือให้เด็กทำพลาด เขาจะได้เก็บไปเป็นบทเรียน และหมั่นพัฒนาตัวเองในอนาคต เพราะถ้าพวกเขาชนะตลอด เขาจะไม่รู้ซึ้งว่า ความพ่ายแพ้นั้นเป็นอย่างไร
ซึ่งก็ต้องหวังว่าความผิดหวัง และผลงานที่น่าผิดหวังในระดับเอเชียครั้งนี้ จะเป็นบทเรียนชิ้นสำคัญต่อนักเตะชุดนี้ และช่วยให้พวกเขามีแรงกระตุ้น กระหายที่จะเร่งพัฒนาผลงานตัวเอง
แย่ แต่ก็ “ยังไม่แย่สุดๆ”

สรุปของเรื่องนี้ คือแม้ว่าสถานการณ์ทีมชาติไทยชุดเล็กนั้นจะดูไม่ดี แต่สิ่งที่ยังทำให้ใจชื้นได้ คือนักเตะชุดใหญ่ (ที่เมื่อก่อนก็คือชุดเล็กนั่นแหละ) ที่ยังทำผลงานกันได้ดี และคงต้องคอยประคองนักเตะชุดยู 23 ในช่วงแรกไว้ก่อน (เชื่อว่าการแข่งขันเอเชียน คัพปี 2019 ก็น่าจะมีนักเตะจากชุดนี้ติดสักคนนะ) ซึ่งในเวลาอีกหลายๆปีข้างหน้า ทีมชาติไทยน่าจะได้บทเรียนจากการตกรอบของทีมชุดนี้ และหันมาปรับโครงสร้างฟุตบอลชุดเล็กให้ดีขึ้น หรืออย่างน้อยคือให้เล่นเป็น “ทรง” มากขึ้น
ที่สำคัญคือ ต้องหาโอกาสให้นักเตะเด็กๆ เล่นร่วมกันให้ได้มากที่สุด และควรทำแบบนี้กับทุกชุดไล่ไปตั้งแต่ชุดเด็ก เพื่อให้นักเตะแต่ละคนรู้จักสไตล์การเล่นของแต่ละคนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับพาพวกเขาค่อยๆขยับรุ่นขึ้นมาด้วยกัน ยกตัวอย่างให้เหมือนกับทีมชาติเยอรมนีชุดแชมป์ยู 21 ปี 2009 ที่ปัจจุบันยังมีนักเตะจากชุดนี้ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่หลายราย และจะเหมือนกับนักเตะรุ่นเด็กที่ “โค้ชซิโก้” ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้ด้วย และสิ่งสุดท้ายที่ต้องคำนึง คือเรื่องของ “เวลา” เพราะเราไม่สามารถจะไปเร่งการพัฒนาของคนแต่ละคนได้ เรื่องแบบนี้ต้องค่อยๆทำกันไป ให้เด็กค่อยๆเล่นกันไป ผิดพลาดในชุดเล็กได้ แต่ต้องพยายามไม่ให้พลาดในชุดใหญ่

































