
ใครที่เป็นสาวกเกมคุมทีมฟุตบอลอย่าง FM หรือ Football Manager ต้องคุ้นกับการเจรจาสัญญากับนักเตะ โดยเฉพาะ FM ในยุคหลังๆเริ่มมีการพัฒนาให้ “เอเยนต์” เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเหมือนกับในชีวิตจริง ที่บรรดาแข้งซูเปอร์สตาร์ต่างมีเอเยนต์ส่วนตัวเพื่อต่อรองผลประโยชน์
ย้อนกลับไปเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ครั้งที่ผมเคยลงภาคสนามสัมภาษณ์นักฟุตบอลในรายการสปอร์ตรับอรุณ ผมเคยทำสกู๊ปสัมภาษณ์นักฟุตบอลไทยในไทยลีก ว่ามีความเห็นอย่างไรกับระบบเอเยนต์นักเตะ ในตอนนั้นแข้งต่างชาติเกือบทุกคนมีเอเยนต์ ขณะแข้งไทยส่วนใหญ่ตอนนั้นแม้จะมองว่าการมีเอเยนต์เป็นเรื่องดี แต่ยังไม่จำเป็น ด้วยเหตุผลเดียวเลยคือ “เงิน” และความจำเป็นในการแบ่งเปอร์เซนต์ให้เอเยนต์
มาถึงปีนี้ 2018 เอเยนต์ กลายเป็นผู้มีบทบาทมากขึ้นโดยเฉพาะกับนักฟุตบอลไทย โดยเฉพาะอย่างดีลล่าสุดที่ กองกลางทีมชาติไทย ย้ายจากทีมดังในภาคเหนือ สู่ทีมดังย่านคลองรังสิต ด้วยค่าตัวสถิติสโมสร ต้องชื่นชมทีมงานผู้ที่ดูแลผลประโยชน์ให้กับนักฟุตบอลที่มีส่วนสำคัญทำให้ดีลนี้เกิดขึ้น ติดอยู่ที่เจ้าของทีมไม่มืออาชีพ (บางคน) ที่ยังมองว่าเอเยนต์เป็นพวกที่หาผลประโยชน์จากนักฟุตบอลอย่างเดียว
ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับนักฟุตบอลไทยในศึกโตโยต้าไทยลีกรายหนึ่ง ถึงได้เข้าใจว่า นักบอลไทยที่เป็นอาชีพจริงๆแล้ว ควรที่จะมีเอเยนต์ส่วนตัว ยกตัวอย่างที่ทุกคนเห็นภาพที่สุด เช่น กรณีมีผู้ใหญ่ของสโมสรเรียกเข้าไปคุย แล้วถามมาว่า อยากได้ค่าเหนื่อยสักเท่าไหร่ดี หรือ เอาไปเท่านี้ก่อนโอเคไหม แล้วถ้าผลงานดีค่อยมาว่ากัน
ธรรมชาติของคนไทย เชื่อเลยครับจะไม่กล้าจะเรียกค่าเหนื่อยตรงๆแน่นอนเพราะหากเรียกสูงไป ก็กลัวว่าทีมจะไม่เอา คำตอบส่วนใหญ่ที่ออกมาก็คงนี้ไม่พ้น “ได้ครับนาย” ก่อนที่จะกลับมาอึดอัดใจภายหลัง
ว่า จริงๆแล้วอยากได้เงินเท่านั้นเท่านี้ แต่ไม่กล้าเรียก
หนึ่งในนักฟุตบอลที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยด้วย บอกเลยครับว่า การมีเอเยนต์ส่วนตัว ทำให้เขามีสมาธิกับเกมในสนาม เนื่องจากมีตัวกลางที่จะคอยต่อรองเรื่องผลประโยชย์ให้ ที่สำคัญเอเยนต์ยังคอยดูแลและประสานกับทีมสต๊าฟโค้ช ถึงฟีดแบ็ค จุดอ่อนจุดแข็งที่ควรปรับปรุงในการเล่นแต่ละเกมด้วย รวมถึงในกรณีที่มีทีมมาติดต่อ เอเยนต์จะเป็นด่านแรกที่จะตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอนั้นๆ
ขณะที่ตัวสัญญานักฟุตบอลไทยสมัยนี้ ก็ต้องบอกว่า มีพ่วงออฟชั่นไม่ต่างอะไรกับเกม FM ที่ผมเคยเล่นในสมัยเด็ก เช่น หากยิงประตูครบ 10 ลูก จะได้โบนัสเพิ่ม หรือหากทำผลงานแอสซิสต์ได้ 10 ลูกจะได้ขยับเงินเดือนเพิ่มแบบอัตโนมัติ ซึ่งมันทำให้นักเตะทุกคนมีแรงจูงใจ และต้องพยายามโชว์ฟอร์มเก่งออกมาให้ได้
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด อย่าง พรรษา เหมวิบูลย์ ปราการหลังทีมชาติไทยของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นี่คือตัวอย่างของความเป็นมืออาชีพ ของทั้งตัวนักเตะเอง เอเยนต์ และเจ้าของทีม เพราะเท่าที่ทราบมา “เจ้าโย่ง” มีออฟชั่นในสัญญาที่น่าสนใจ สมัยย้ายร่วมทีมปราสาทสายฟ้า จนนำมาซึ่งการขยายสัญญาและขยับตัวเลขค่าเหนื่อยมาแล้ว
หนึ่งในนั้นก็คือออฟชั่นการขึ้นไปติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ ซึ่งออฟชั่นพวกนี้เจ้าของทีมที่มีความเป็นมืออาชีพแบบบุรีรัมย์ก็เข้าใจ และมองว่าเป็นเรื่องดีเสียอีก เพราะจะทำให้นักเตะรีดฟอร์มเก่งกับสโมสรให้ได้เสียก่อน ก่อนที่จะก้าวไปติดทีมชาติและได้สัญญาใหม่จากสโมสร
นี่และครับเหตุผลที่ว่าทำไมนักฟุตบอลไทยถึงควรต้องมีเอเยนต์ และหากจะบอกว่านี่คือฟุตบอลอาชีพ ทุกคนก็ควรมีความเป็นมืออาชีพ รวมไปถึงเจ้าของหรือผู้บริหารสโมสรด้วย

































