
แม้ว่าสิ่งแรกที่หลายๆคนอาจจะบ่นจากการประกาศชื่อผู้เข้าชิงรายการออสการ์ 2018 ปีนี้ ว่า…แหม ไม่มีอะไรพลิกโผเลย เพราะหนังดังที่เตรียมชิงรางวัลก็มากันครบ โดยที่หนังของ “กิเยร์โม เดล โตโร่” อย่าง The Shape of Water ได้รับการเสนอมากที่สุดอยู่ที่ 13 สาขา ตามมาด้วยหนังสงครามอย่าง Dunkirk ของ คริสโตเฟอร์ โนแลนที่มีชื่อเข้าชิงทั้งหมด 8 สาขา ส่วนหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Star Wars: The Last Jedi มีชื่อชิง 4 สาขา และ Baby Driver ก็ไม่น้อยหน้า ได้เข้าชิง 3 สาขาด้วยกัน
แต่นอกจากจำนวนรางวัลที่เข้าชิง เทรนด์การประกาศผู้เข้าชิง และเรื่องน่าสนใจของรางวัลในแต่ละสาขานั้นจะมีอะไรบ้าง Tonkit360 มีบททวิเคราะห์แบบเจาะลึก (แถมมีมโนเล็กๆ) มาฝากกัน
“ผู้หญิง” กำลังมา
"I wrote the script to #LadyBird, and it really came out of a desire to make a project about home – like, what the meaning of home is"#GretaGerwig https://t.co/6VqiTT2cRN pic.twitter.com/JhMgipUPu9
— The Playlist ? (@ThePlaylist) January 23, 2018
สิ่งที่น่าจะทำให้ออสการ์ปีนั้ดูน่าสนใจมากขึ้น คือการที่มีผู้กำกับหญิงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล “ผู้กำกับยอดเยี่ยม” เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี และเป็นคนที่ 5 ในประวัติศาสตร์ โดยเธอคนนี้เป็นผู้กำกับ และนักแสดงอย่าง เกรต้า เกอร์วิก ซึ่งนี่เป็นเพียงการกำกับหนังครั้งแรกของสาววัย 34 ปีเท่านั้น กับหนังดังอย่าง Lady Bird ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลถึง 5 สาขาด้วย แต่เกอร์วิกก็ต้องเจอกับศึกหนัก เพราะต้องมาเผชิญกับผู้กำกับมือดีอย่างกิเยร์โม เดล โตโร และ คริสโตเฟอร์ โนแลน ด้วย
อีกรางวัลคือรางวัลผู้กำกับภาพยอดเยี่ยม ที่ปีนี้ถือเป็นครั้งแรก (ใช่ ครั้งแรก!) ที่ผู้หญิงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง ซึ่งเธอคนนี้ก็คือผู้กำกับภาพ (Cinematography) อย่าง “เรเชล มอร์ริสัน” กับผลงานการกำกับภาพในหนังเรื่อง Mudbound ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานคุณภาพที่ค่ายสตรีมมิ่งอย่าง Netflix ผลิตออกมา
หนังจะมาแนว อินดี้ ทุนต่ำ แต่เนื้อหาก็ดู “ดราม่า” อยู่ (แต่ก็ยังมีสาระ)
เมื่อลองมาไล่ดูลิสต์หนังที่อยู่ในรางวัล Best Picture หรือภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนั้น ก็พอจะเห็นภาพว่า หนังปีนี้ไม่ได้เน้นหนังทำเงิน เพราะหนังที่มีชื่อเข้าชิงส่วนใหญ่จะไม่ได้ลงฉายแบบเต็มตัวมาก (อาจจะมีเพียงแค่ Get Out และ Dunkirk ที่พอจะเรียกได้ว่าเป็น “หนังทำเงิน”)
นอกจากนี้ ดูเหมือนว่า ออสการ์จะต้องการให้เกียรติหนังที่ใช้งบน้อย เช่นหนังอย่าง The Shape of Water ซึ่งได้รับการเสนอชื่อมากที่สุดในปีนี้ ใช้งบไปเพียง 19.5 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น (ประมาณ 624 ล้านบาท) แถมบางเรื่องยังมีขาดทุนด้วยซ้ำ โดยจากหนัง 9 เรื่องที่ได้เข้าชิงรางวัล “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” จะมีแค่ Dunkirk เท่านั้นที่มีงบการถ่ายทำเกิน 3 หลัก ที่ 100ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3200 ล้านบาท)
ส่วนเนื้อหานั้น บอกเลยว่าถ้าลองมานั่งดูหนังทั้ง 9 เรื่อง เราจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ทั้งโลกในด้านแฟชั่น สงคราม การเมือง และโลกของสื่อหนังสือพิมพ์ พร้อมเนื้อหาหนักๆทั้งดราม่าแบบแฟนตาซี และหนัง “คัมมิ่ง ออฟ เอจ” (หนังสไตล์ดูการเจริญเติบโตของตัวละคร) ถึงแม้ว่าประเภทหลักของหนังนั้นจะดูเหมือนคละกัน แต่ธีม “ดราม่า” หรือความซีเรียส ก็มาพร้อมกับหนังเกือบทุกเรื่อง
เอาเป็นว่าหนังแต่ละเรื่องที่ได้รับการเสนอชื่อนั้น ไม่ได้ทำออกมาเพื่อเรียกเสียงหัวเราะละกัน
“วันเดอร์ วูแมน” ที่ถูกเมิน

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เราต้องมองว่า “ออสการ์” ปีนี้เน้นหนังงบน้อยเป็นส่วนใหญ่ ก็เป็นเพราะว่าพวกเขาเลือกที่จะตัดหนังอย่าง Wonder Woman ที่เป็นหนังทำเงินลำดับที่ 3 ของโลกในปีนี้ออกไป ทั้งๆที่มีนักแสดงสาวชาวอิสราเอลอย่าง กาล กาด็อท (Gal Gadot) ที่เล่นบทเรื่องนี้ได้ยอดเยี่ยมมาก แถมสื่อเกือบทุกสำนักตั้งธงว่าเธอน่าจะมีชื่อมาลุ้นรางวัลกับเขาอีก กลับพลาดไปอย่างน่าเสียดี
Wonder Woman อาจจะยังไม่ดีพอในสายตาของ “ออสการ์” ปีนี้ และอาจจะไม่เข้ากับเทรนด์ที่ต้องการจะให้เกียรติหนัง “งบน้อย” ด้วย เพราะ Wonder Woman เล่นใช้งบไปซะ 149 ล้านเหรียญสหรัฐ!
คิดง่ายๆว่า ถ้าเอางบการทำหนัง Wonder Woman มาให้เดล โตโร เขาก็สามารถถ่ายทำหนังเรื่อง The Shape of Water ออกมาได้ถึง 7 รอบเลย!
คุณลุง-คุณป้า มาอีกแล้ว!
Meryl Streep and John Williams both set #Oscar nomination records this morning https://t.co/Z0IhRSxIDi pic.twitter.com/ezD38o942V
— Variety (@Variety) January 23, 2018
ใช่ เรากำลังพูดถึงเจ้าของรางวัลออสการ์ 3 สมัย อย่าง “คุณลุง” แดเนียล เดย์ ลูอิส และ “คุณป้า” เมริล สตรีพ เจ้าของสถิติเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ในสาขานักแสดงมากที่สุดถึง 21 ครั้ง (เสนอเข้าชิงปีนี้จากบทนำในหนังเรื่อง The Post) มาพร้อมกันเลย ซึ่งถ้าใครคนใดคนหนึ่งตบรางวัลปีนี้ได้ ก็จะทำสถิติขึ้นไปเทียบกับ “แคเธรีน เฮ็ปเบิร์น” ที่ได้รางวัลสาขานักแสดงมากที่สุดอยู่ที่ 4 สมัย
ยิ่งสำหรับลุง “แดเนียล เดย์ ลูอิส” แล้ว นี่อาจจะเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายของเขาด้วย เพราะเขาจะอำลาวงการแล้วด้วยบทสุดท้ายในหนัง Phantom Thread ที่พาเขากลับเข้ามาชิงรางวัล “นักแสดงชายนำยอดเยี่ยม” ในปีนี้อีกครั้ง
#PhantomThread receives SIX #OscarNoms, including Best Picture, Best Director, Best Actor (Daniel Day-Lewis) and Best Supporting Actress (Lesley Manville). pic.twitter.com/iFCrpWRjaW
— Phantom Thread (@Phantom_Thread) January 23, 2018
มีเทรนด์ UK และ “ไอร์แลนด์” ด้วย (ใช่เปล่า?)
อันนี้ไม่รู้ว่า Tonkit360 จะคิด (มโน) ไปเองหรือเปล่า แต่ดูปีนี้แล้ว นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมก็มีมาจากสหราชอาณาจักรถึง 3 คน (ถ้าเรานับ แดเนียล เดย์ ลูอิส ที่ถือสองสัญชาติอย่างบริตติช และไอริช) นักแสดงนำหญิงก็มีมาอีก 2 คน (เซอช่า โรนาน ซึ่งเป็นลูกครึ่งไอริช-อเมริกัน (Saoirse Ronan) และแซลลี่ ฮอว์กินส์)
ส่วนหนังก็มีหนังประวัติของดันเคิร์ก (เกิดขึ้นที่ไอร์แลนด์ อาจจะไม่ใช่ UK ซะทีเดียว แต่ก็ขอเหมารวมไปนะ) มีหนังประวัติของ “วินสตัน เชอร์ชิลล์” ด้วยกับหนังเรื่อง The Darkest Hour (มาตามเทรนด์ซีรีส์อย่าง The Crown หรือเปล่านะ?) และหนังเล่าเรื่องวงการแฟชั่นในอังกฤษที่ได้ “แดเนียล เดย์ ลูอิส” มาแสดงกับเรื่อง Phantom Thread อีก ดูแล้วเทรนด์ “ผู้ดี” เหมือนจะมาแรงนะ
ไม่มีที่สำหรับ “คนคุกคามทางเพศ” ที่ออสการ์!
น่าจะเป็นการส่งสัญญาณไปว่า “เรื่องคุกคามทางเพศเป็นเรื่องที่เรารับไม่ได้” เพราะหนึ่งคือ นักแสดงจากหนังเรื่อง All the Money in The World อย่าง “คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์” ที่ได้รับบทนี้แทนนักแสดงจอมฉาวอย่างเควิน สเปซีย์ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแสดงชายสมทบยอดเยี่ยมไป
Congratulations to James Franco, the @GoldenGlobes winner for Best Actor in a Musical or Comedy! pic.twitter.com/8SlJS1ZoEQ
— The Disaster Artist (@DisasterArtist) January 8, 2018
และอีกข้อที่ทำให้ Tonkit360 ตั้งข้อสังเกตนี้ คือการที่หนังระดับคุณภาพอย่าง The Disaster Artist ไม่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หรือแม้แต่ “เจมส์ ฟรังโก” ที่ไม่ได้ชิงทั้งรางวัลอย่าง “นักแสดงนำยอดเยี่ยม” และ “ผู้กำกับยอดเยี่ยม” ซึ่งมีสื่อบางรายให้เหตุผลว่า อาจจะเป็นเพราะข้อกล่าวหาที่ว่า “ฟรังโก” ไปกระทำการคุกคามทางเพศต่อผู้หญิงถึง 5 ราย ซึ่งเรื่องถูกเผยขึ้น 1 วันก่อนที่ทางออสการ์จะสรุปรายชื่อผู้เข้าชิง หลายๆฝ่ายจึงเดาว่า นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ “ฟรังโก” พลาดการเข้าชิงรางวัลส่วนตัวและรางวัลใหญ่ไป (แต่เอาเถาะนะ ได้ “ลูกโลกทองคำ” ไปแล้วนี่ ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย)
แฟนบาสดูกัน! “โคบี” มาลุ้น “ออสการ์” ด้วยนะ!
What?? This is beyond the realm of imagination. It means so much that the @TheAcademy deemed #DearBasketball worthy of contention. Thanks to the genius of @GlenKeanePrd & John Williams for taking my poem to this level. It's an honor to be on this team. #OscarNoms pic.twitter.com/M2joyk9D1V
— Kobe Bryant (@kobebryant) January 23, 2018
ถ้าใครเป็นแฟนกีฬาโดยเฉพาะบาสเก็ตบอล คงต้องรู้จักชื่อนี้อย่างแน่นอน
“โคบี ไบรอันท์” ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล “หนังอนิเมชั่นแบบสั้นยอดเยี่ยม” กับหนังชื่อ Dear Basketball ซึ่งเล่าเรื่องจากงานเขียนของอดีตตำนานนักยัดห่วงของทีม “แอลเอ เลเกอร์ส” ผู้นี้ ที่เขียนขึ้นหลังจากที่เขาประกาศเลิกเล่นบาสเก็ตบอล ให้กับเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง The Players’ Tribune ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมงานเขียนของนักกีฬาต่างๆไว้
ส่วนใครจะได้รางวัลอะไรในปีนี้ อย่าลืมติดตามผลการประกาศกันได้ในช่วงเช้าของวันที่ 5 มีนาคมด้วยล่ะ โดยงานปีนี้จะได้ “จิมมี่ คิมเมล” มาเป็นพิธีกรอีกครั้ง (แต่ระวังประกาศรางวัลผิดแบบ La La Land อีกล่ะ)






























