Home Work & Living Living 10 อันดับ “พายุที่สร้างความเสียหายรุนแรงในประเทศไทย”

10 อันดับ “พายุที่สร้างความเสียหายรุนแรงในประเทศไทย”

หากประเมินช่วงฤดูกาลในเดือนพฤศจิกายน หลายคนน่าจะทราบดีอยู่แล้วว่าเรากำลังอยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งในหลายพื้นที่ยังคงมีฝนตก ที่สำคัญ ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาก็ยังไม่มีประกาศวันเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการของปี 2569 เลยด้วยซ้ำ

และหากใครยังจำกันได้ เมื่อวาน 4 พฤศจิกายน ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยมีบันทึกว่า มีพายุไต้ฝุ่น 2 ลูกพัดถล่มประเทศไทยในวันเดียวกันแต่ต่างปี คือพายุไต้ฝุ่นเกย์ ที่พัดเข้าสู่ประเทศไทยในปี 2532 และพายุไต้ฝุ่นลินดา เคลื่อนเข้าถล่มพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปี 2540 และนับเป็นพายุไต้ฝุ่น 2 ลูกที่เคยสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดังนั้น Tonkit360 จึงได้ลองรวบรวม 10 อันดับพายุที่เคยสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย โดยพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้ประสบภัย ความเสียหายต่อบ้านเรือนและพื้นที่เกษตร ตลอดจนมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ

อันดับ 10 พายุโซนร้อนปาบึก (Pabuk) พ.ศ. 2562

พายุโซนร้อนปาบึก เป็นพายุหมุนเขตร้อนอีกลูกที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะจ.นครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี ก่อตัวขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2561 บริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง ก่อนจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศไทยในวันที่ 4 มกราคม 2562 ที่อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยความเร็วลมสูงสุดประมาณ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่ค่อยจะพบพายุหมุนเขตร้อนส่งผลกระทบต่อภาคใต้ในลักษณะนี้ จากอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันในวันที่ 5 มกราคม 2562 บริเวณอ.ทับปุด จ.พังงา พายุลูกนี้นอกจากฝนตกหนักและน้ำท่วมแล้ว ยังมีคลื่นลมแรงและคลื่นซัดชายฝั่ง ทำให้บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างได้รับความเสียหายจำนวนมาก

อันดับ 9 พายุโซนร้อนเตี้ยนหมู่ (Dianmu) พ.ศ. 2564

พายุโซนร้อนเตี้ยนหมู่ เป็นพายุหมุนเขตร้อนลูกแรกที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในปี 2564 ก่อตัวขึ้นในวันที่ 21 กันยายน จากหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ และทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองกวางนาม ประเทศเวียดนาม จากนั้นอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณจ.มุกดาหารและอำนาจเจริญ ในวันที่ 23 กันยายน ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ประกอบกับร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศ ทำให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังต่อเนื่อง รวมมีพื้นที่ประสบภัย 33 จังหวัด โดยพื้นที่ที่มีความเสียหายอย่างหนัก คือ จ.สุโขทัยและลพบุรี

อันดับ 8 พายุไต้ฝุ่นลินดา (Linda) พ.ศ. 2540

พายุไต้ฝุ่นลินดา นับเป็นหนึ่งในพายุหมุนเขตร้อนครั้งประวัติศาสตร์ที่สร้างความเสียหายรุนแรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ก่อตัวขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคม ในบริเวณทะเลจีนใต้ มีความเร็วลมสูงสุดประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะเคลื่อนตัวผ่านอ่าวไทย และเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศไทยในวันที่ 4 พฤศจิกายน บริเวณ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 11 จังหวัดในภาคใต้และภาคตะวันออก ในด้านของความสูญเสีย มีผู้เสียชีวิต 9 ราย สูญหาย 2 ราย และได้รับบาดเจ็บ 20 ราย มีประชาชนประสบภัยรวมกว่า 4 แสนคน บ้านเรือนพังเสียหายร่วมหมื่นหลัง มีมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 213,054,675 บาท รวมถึงเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในอ่าวไทย

อันดับ 7 พายุโซนร้อนโพดุลและคาจิกิ (Podul & Kajiki) พ.ศ. 2562

ช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน 2562 เริ่มจากพายุโพดุล ที่ก่อตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกในวันที่ 25 สิงหาคม ก่อนจะทวีกำลังเป็นพายุโซนร้อนในวันที่ 27 สิงหาคม เคลื่อนตัวผ่านเวียดนามและลาวเข้าสู่ประเทศไทยในวันที่ 30 สิงหาคม 2562 มีศูนย์กลางผ่านจังหวัดนครพนม ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมหลายจังหวัด โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

และต่อมาก็เกิดพายุคาจิกิ ที่ก่อตัวขึ้นบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน เคลื่อนตัวเข้าสู่เวียดนามและลาว ก่อนจะวนกลับไปทางทะเลจีนใต้และเคลื่อนเข้าใกล้เกาะไหหลำ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักซ้ำเติมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล จึงเกิดอุทกภัยและวาตภัยรวม 32 จังหวัด มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 400,000 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

อันดับ 6 พายุไต้ฝุ่นเฟรด (Fred) พ.ศ. 2534

ในวันที่ 17 สิงหาคม 2534 พายุไต้ฝุ่นเฟรด ซึ่งเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณจังหวัดนครพนม ผ่านสกลนครและอุดรธานี จากนั้นอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันที่ขอนแก่น เคลื่อนผ่านเลย และสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำที่เพชรบูรณ์ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องและน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้างในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 17-19 สิงหาคม ส่งผลกระทบต่อประชาชน พื้นที่เกษตรกรรม และเส้นทางคมนาคม มีข้อมูลจากรายงานด้านภัยพิบัติที่รวบรวมสถิติของกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่าพายุลูกนี้มีผู้เสียชีวิต 27 คน และสร้างความเสียหายประมาณ 1,745 ล้านบาท

อันดับ 5 พายุโซนร้อนซีตา (Zita) พ.ศ. 2540

พายุโซนร้อนซีตา เป็นพายุที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในช่วงวันที่ 23-24 สิงหาคม 2540 โดยเคลื่อนผ่านตอนเหนือของประเทศเวียดนามและประเทศลาว ก่อนเข้าสู่ประเทศเมียนมา ใกล้กับภาคเหนือของประเทศไทย แม้ศูนย์กลางพายุไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและอุทกภัยในหลายพื้นที่ของไทย ถือเป็นพายุอีกลูกที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นวงกว้าง ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า พายุลูกนี้ทำให้มีผู้ประสบภัยเกือบ 8 แสนคน เสียชีวิต 49 ราย สูญหาย 2 คน บาดเจ็บ 395 คน และมีมูลค่าความเสียหายเกือบ 3,000 ล้านบาท

อันดับ 4 พายุโซนร้อนฟอร์เรสต์ (Forrest) พ.ศ. 2535

พายุโซนร้อนฟอร์เรสต์ เป็นหนึ่งในวาตภัยครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย โดยเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 เคลื่อนผ่านคาบสมุทรมลายู ก่อนจะทวีกำลังแรงขึ้นและเคลื่อนตัวผ่านอ่าวไทยเข้าพัดถล่มขึ้นฝั่งภาคใต้ของประเทศไทยบริเวณอ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นเคลื่อนตัวตัดผ่านจังหวัดสุราษฎร์ธานี และพังงา ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2535 ด้วยความเร็วลมศูนย์กลางประมาณ 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เกิดคลื่นลมแรง ฝนตกหนัก และความเสียหายต่อบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักรวม 6 จังหวัดในภาคใต้ และคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมสูงถึง 3,600 ล้านบาท

อันดับ 3 พายุโซนร้อนอีรา (Ira) พ.ศ. 2533

4 ตุลาคม 2533 พายุโซนอีราสร้างความเสียหายจากฝนตกหนักและน้ำท่วมเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในจ.อุบลราชธานี เป็นพื้นที่รองรับมวลน้ำปริมาณมหาศาลจากแม่น้ำชีและแม่น้ำมูล อิทธิพลของพายุทำเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ อาคารบ้านเรือน ย่านเศรษฐกิจ พื้นที่เกษตรกรรม และเส้นทางคมนาคมในตัวเมืองและอำเภอโดยรอบจมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่แค่บ้านเรือน แต่ยังครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรม ถนน สะพาน โรงเรียน และระบบชลประทาน มูลค่าความเสียหายราว 6 พันล้านบาท

อันดับ 2 พายุไต้ฝุ่นเกย์ (Gay) พ.ศ. 2532

4 พฤศจิกายน 2532 พายุไต้ฝุ่นเกย์ก่อตัวในอ่าวไทย เคลื่อนเข้าถล่มพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในขณะที่มีกำลังแรงระดับไต้ฝุ่น ขึ้นฝั่งที่จ.ชุมพร โดยเฉพาะพื้นที่อ.ปะทิว และอ.ท่าแซะ รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ส่งผลให้เกิดลมพายุรุนแรง ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นทะเลซัดเข้าชายฝั่ง เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตราว 500 คน และสูญหายกว่า 400 คน ทรัพย์สินเสียหายไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท นอกจากความเสียหายต่อบ้านเรือนแล้ว เรือประมงยังจมลงสู่ใต้ท้องทะเลประมาณ 500 ลำ และแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังได้รับผลกระทบอย่างหนัก พายุลูกนี้จึงเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ภัยพิบัติจากพายุไต้ฝุ่นครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

อันดับ 1 พายุโซนร้อนแฮเรียต (Harriet) พ.ศ. 2505

เหตุเกิดในวันที่ 25 ตุลาคม 2505 พายุโซนร้อนแฮเรียต ถือเป็นมหันตภัยพายุที่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตมนุษย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะบริเวณแหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่ชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นพายุซัดฝั่งอย่างรุนแรง มีรายงานว่าคลื่นซัดฝั่งมีความสูงเท่ายอดต้นมะพร้าวกลืนหมู่บ้านแหลมตะลุมพุกหายไปทั้งแถบ เนื่องจากขึ้นฝั่งในเวลากลางคืน และเกิดคลื่นทะเลซัดเข้าชายฝั่งอย่างรุนแรงในยุคที่ระบบเตือนภัยและการรับมือภัยพิบัติยังจำกัด ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถหลบหนีได้ทัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมกันมากกว่า 1,000 คน และมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 960 ล้านบาท ตามสถิติของกรมอุตุนิยมวิทยา

จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับพายุหลายลูกที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก ทั้งจากลมพายุ คลื่นซัดฝั่ง และฝนตกหนักจนเกิดอุทกภัย อันที่จริงยังมีพายุอีกหลายลูกในความทรงจำของหลาย ๆ คนที่อาจจะไม่ติด 10 อันดับนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกลดทอนในเรื่องของความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดขึ้น เพียงแต่ทั้ง 10 ลูกนี้พบข้อมูลว่ารุนแรงที่สุด