ย้อนไปในช่วงวันที่ฝนถล่มกทม. ผมไถฟีดในยูทูบไปเรื่อย ๆ จนไปเจอคลิป “พี่ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค” เผยที่มาการแต่งเพลง “ได้อย่างเสียอย่าง” จากอัลบั้มฟักทอง ปีพ.ศ. 2532 ของอัสนี-วสันต์ คลอไปกับการนั่งมองสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่มีท่าทีว่าจะหยุด ซึ่งเนื้อหาในเพลงแม้จะเป็นเรื่องของความรัก แต่พี่ดี้บอกครับว่า มันคือสัจจธรรม ในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ เมื่อเลือกทางหนึ่ง ย่อมต้องสูญเสียอีกทางเสมอ
มองย้อนไปในวันที่ถนนแห้งสนิท เราอาจจะรักรถเก๋งซีดาน รวมถึงรถสปอร์ตที่เตี้ยแทบจะติดพื้น ขับสนุก คล่องตัวในเมือง หรือรักรถไฟฟ้า (EV) ที่ประหยัดเงินจากค่าน้ำมัน 3-5 เท่า แต่ทันทีที่น้ำท่วมขังสูงเกินครึ่งล้อ รถกระบะดีเซลยกสูงกลับเป็นที่พึ่งยามยาก แต่พอน้ำลด บวกกับราคาน้ำมันดีเซลกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง กระบะเทอะทะคันนั้นก็อาจจะกลายเป็นภาระก็ได้ ซึ่งในความเป็นจริงมีสักกี่คนครับที่มีรถหลายประเภทเลือกใช้ได้ตามสถานการณ์
เรื่องที่อยู่อาศัยก็ไม่ต่างกันครับ ย้อนไปวันที่เราหวาดกลัวข่าวแผ่นดินไหว เราอาจจะรู้สึกไม่อยากอยู่คอนโดมิเนียมสูง ๆ อยากลงมาอยู่บ้านติดดินที่วิ่งหนีออกไปได้ง่ายกว่า แต่เมื่อเกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ อย่างน้อยคอนโดสูงหลายสิบชั้นก็พอจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยไม่มากก็น้อย ในขณะที่บ้านชั้นเดียวกลับกลายเป็นจุดรับเคราะห์ข้าวของเสียหายทั้งหลัง
รวมถึงผมเองเวลาไปเห็นรถ EV สวย ๆ รุ่นใหม่ ๆ ใจหนึ่งก็อยากได้เพราะประหยัด แต่อีกใจหนึ่งก็คิดกังวลว่า รถที่ควบคุมทุกอย่างไว้ที่หน้าจอมัน เมื่อถึงเวลามีปัญหาจะเป็นอย่างไร หรือหากวันใดวันหนึ่งชาร์จไฟไม่เข้าขึ้นมาจะเป็นอย่างไร แม้ EV อาจจะมีคุณสมบัติขับลุยน้ำท่วมได้ดีกว่ารถสันดาปเล็กน้อยก็ตามที (หากเทียบคันที่ระดับความสูงเท่า ๆ กัน)
มันสะท้อนให้เห็นว่า บนโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ สิ่งที่ตอบโจทย์เราในวิกฤติหนึ่ง อาจกลายเป็นภาระในอีกสถานการณ์หนึ่งเสมอ ฉะนั้น หากอยากจะมีรถ 1 คัน ที่รับจบทุกอย่าง ที่มีทั้งเทคโนโลยีที่เอาชนะทุกข้อจำกัดพวกนี้ ในเชิงวิศวกรรมมันทำได้ครับและมีคนทำแล้วด้วย แต่ในความเป็นจริง มันคือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นชนิดที่แทบจะจับต้องไม่ได้
ปัจจุบันเราเริ่มได้เห็นเทคโนโลยีอย่างช่วงล่างไฮโดรลิกอัจฉริยะ DiSus-P ในรถ BYD Yangwang U8 ที่สามารถกดปุ่มยกรถสูงขึ้นได้ทันที 15-20 เซนติเมตร หรือลอยน้ำปั่นล้อเป็นเรือได้ในวิกฤติ เช่นเดียวกับในโลกพลังงานที่มีน้ำมันสังเคราะห์ (e-Fuel) ที่ผลิตมาเพื่อตอบโจทย์คนอยากใช้เครื่องยนต์สันดาปโดยไม่ปล่อยมลพิษ
ทว่าการได้มาก็ต้องพึ่ง “ต้นทุน” ที่มีความซับซ้อนมาก ระบบยกสูงอัจฉริยะต้องใช้ปั๊มแรงดันสูง เซนเซอร์นับร้อย และโครงสร้างที่หนักมหาศาล ส่วน e-Fuel ก็ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมากในการสังเคราะห์จนทำให้ราคาสูงเกินกว่าคนทั่วไปจะเติมในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้ คือเทคโนโลยี ที่ในความเป็นจริงมันยังไม่สามารทำตลาดสำหรับมวลชนได้
เราต้องยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาครับว่า ภายใน 10 ปีนี้ รถเก๋งราคาจับต้องได้ที่มีออปชันกดปุ่มยกสูงลุยน้ำได้แบบไร้ปัญหาคงจะไม่มียี่ห้อไหนทำราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทได้แน่นอน รวมถึงรถน้ำมัน e-Fuel ที่ราคาต่อลิตรในปัจจุบันราวลิตรละ 300 บาท คงจะลดราคามาเท่ากับราคาน้ำมันที่ใช้กันอยู่ตอนนี้ไม่ได้แน่ ๆ
“ได้อย่างเสียอย่าง” คือการบริหารความเสี่ยงที่ต้องยอมรับ และทุกทางเลือกมีราคาที่ต้องจ่ายครับ เราควรเลือกทางที่จ่ายไหว แล้วเตรียมใจรับข้อเสียของมันให้ได้เท่านั้นเองครับ สุดท้ายขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องที่ยังคงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมกทม. 2569 ครั้งนี้ให้ผ่านพ้นเหตุการณนี้ไปได้ด้วยดีทุกท่านนะครับ