หนึ่งในปัญหาที่คนใช้รถพบเจอในช่วงวิกฤติน้ำท่วม รวมไปถึงช่วงที่น้ำเริ่มลดแล้ว คือเราไม่รู้เลยว่าทางข้างหน้าที่เราจะไปน้ำท่วมหรือไม่ หรือถ้ามี น้ำลึกระดับไหน ในกลุ่มไลน์หลาย ๆ กลุ่มที่ผมสิงอยู่ รวมไปถึงในหน้าฟีดที่เด้งขึ้นมาในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา จะมีคำถามตลอดว่า จะไปที่นั่น รถไปได้ไหม? จะไปที่โน่น รถวิ่งได้หรือยัง?
ในวันที่ฝนถล่มทั่วกรุงเทพฯ หน้าจอ Google Maps ขึ้นเส้นทางหลากสีแสดงการจราจรทั้งน้ำเงิน เหลือง แดง ชี้เลี่ยงรถติดให้เราเป็นอย่างดี แต่พอเลี้ยวเข้าไปตามที่แอปฯ บอก บางคนต้องไปจอดนิ่งอยู่หน้าแอ่งน้ำที่กลายสภาพเป็นคลองไปแล้ว คำถามที่ผมเชื่อว่าคนใช้รถน่าจะต้องอยากรู้ คือทำไม แอปฯ นำทางระดับโลกถึงบอกไม่ได้ว่าทางข้างหน้าน้ำท่วม!
อย่างดีที่สุดที่ Google Maps แจ้งเตือนได้ในช่วงนี้ คือการขึ้นข้อความเด้งขึ้นมาขณะที่จะนำทางไปถึงจุดหมาย ประมาณว่า “ให้ระวังเส้นทางอาจมีน้ำท่วม” เท่านั้น แต่ไม่สามารถลงลึกรายละเอียดแบบเส้นทางที่รถติดหรือรถโล่งได้ ซึ่งผมเองลองเข้าไปหาคำตอบจากข้อมูลอย่างเป็นทางการของ Google (Official Documentation) มีข้อจำกัดเรื่องน้ำท่วมขังในเมืองครับ
ข้อมูลระบุว่าระบบนำทาง Google Maps ใช้ข้อมูลความเร็วและตำแหน่ง GPS จากสมาร์ตโฟนของผู้ใช้งานบนท้องถนน เพื่อคำนวณความเร็วของแต่ละเส้นทาง ระบบจึงรับรู้ได้เพียง “ความเร็วที่ลดลง” แต่ไม่สามารถระบุ “สาเหตุ” ได้ด้วยตัว GPS เอง ส่วนข้อจำกัดเรื่องน้ำท่วมในเมือง ปัจจุบันระบบพยากรณ์เน้นไปที่น้ำท่วมจากแม่น้ำเป็นหลัก ยังไม่สามารถทำแผนที่น้ำท่วมในเมืองได้อย่างแม่นยำ
ระบบเห็นแค่ “ความเร็ว” แต่ไม่เคยเห็น “ผิวน้ำ” รวมถึงเวลาแสดงข้อมูลสีแดงตอนรถติด อากู๋แยกไม่ออกว่าติดเพราะไฟแดง อุบัติเหตุ หรือเพราะรถชะลอขับลุยน้ำ แต่ที่น่ากลัวที่สุด คือหากซอยไหนน้ำท่วมสูงมากจนไม่มีใครกล้าขับเข้าไป อัลกอริทึมที่ไม่ได้รับสัญญาณการเคลื่อนที่ของรถยนต์ จะประเมินผิดพลาดทันทีว่าซอยนั้นโล่ง! และนำทางเราลงน้ำ
นอกจากนี้ ประเด็นของความลึกของน้ำ บางทีความลึกเท่ากัน แต่การเอาตัวรอดของรถแต่ละคันไม่เท่ากัน ระดับน้ำ 20 เซนติเมตร สำหรับรถกระบะอาจขับผ่านได้สบาย แต่สำหรับรถเก๋งซีดาน มันคือระดับที่เสี่ยงต่อการน้ำเข้าจนเครื่องพัง เนื่องจาก Google Maps ไม่ได้บันทึกประเภทรถและระยะความสูงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) ของผู้ใช้ไว้ จึงไม่สามารถบอกได้ว่ารถของคุณจะผ่านไปได้หรือไม่
จริงอยู่ครับ Google Maps มีฟีเจอร์ให้ผู้ใช้งานช่วยกันกดแจ้งเตือน ว่าเส้นทางนั้นมีอุบัติเหตุ เส้นทางนั้นกำลังทำทางอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ ลองนึกดูครับ หากต้องขับรถลุยน้ำมืด ๆ ฝนตกหนัก สายตาต้องเพ่งถนน ต้องมีสมาธิ แถมต้องมาลุ้นว่ารถจะดับไหม แทบไม่มีใครละสายตามากดปุ่มรีพอร์ตที่เด้งขึ้นมาบนหน้าแอปฯ แน่นอนครับ
รวมไปถึงอากู๋ซึ่งเป็นค่ายเทคโนโลยีระดับโลก ยังต้องระวังเรื่องความรับผิดชอบทางกฎหมาย (Liability) เพราะหากระบบการันตีว่าเส้นทางนี้ปลอดภัย แต่รถของผู้ใช้กลับจมน้ำเครื่องยนต์พัง ค่าเสียหายมหาศาลจะกลายเป็นคดีความที่ค่ายเทคโนโลยีไม่อยากเสี่ยง (ประเด็นนี้คล้าย ๆ ประกาศของกรมอะไรของบ้านเรานะครับ คุ้น ๆ ฮ่า ๆ)
คำถามคือ แล้วอนาคตเราจะเห็น Google Maps ช่วยบอกทางหลบน้ำท่วมได้ไหม ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ในยุคนี้ เพราะที่ผ่านมาเราก็เห็นแอปฯ ของหลาย ๆ เจ้าก็สามารถทำข้อมูลบอกเส้นทางน้ำท่วมกันได้แล้ว ทั้งใช้การเช็กอินและอัปโหลดภาพน้ำท่วมจากผู้ใช้งาน ทั้งการวิเคราะห์ภาพถ่ายระดับน้ำจากกล้อง CCTV เชื่อมต่อแบบ Real-time
สุดท้ายในชีวิตเราไม่ควรพึ่งอากู๋แบบไม่ไม่ลืมหูลืมตา ผมเองใช้งานมันเป็นตัวช่วยให้รู้ข้อมูลสำหรับตัดสินใจในการเดินทาง และไม่เคยเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น ตัวช่วยที่ดีที่สุดในการขับรถช่วงน้ำท่วม คือตัวเราเองครับ ต้องสังเกตระดับน้ำบนฟุตบาท คลื่นน้ำจากรถคันหน้า และเช็กข่าวจากคนในพื้นที่ นี่แหละครับ “ระบบนำทาง” ที่ไว้ใจได้ที่สุดในชั่วโมงนี้