Home Work & Living Living กราดยิงและเหตุยิงหมู่ในไทย บ่อยเกินไปไหม? บอกอะไรเราได้บ้าง

กราดยิงและเหตุยิงหมู่ในไทย บ่อยเกินไปไหม? บอกอะไรเราได้บ้าง

“อีกแล้วเหรอ?” คือคำถามเดิม ๆ ที่ดังขึ้นในใจคนไทยแทบทุกคนเมื่อมีข่าวด่วนรายงาน “เหตุกราดยิง” ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ใครต่อใครจะตั้งคำถามนี้ เพราะที่เรารู้ ๆ กันอยู่ก็คือ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ความรุนแรงจากอาวุธปืนลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำหลายครั้งในสังคมไทย สิ่งที่ตามมาหลังเกิดเหตุคือ “การถอดบทเรียน” ที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า…ทว่ามันก็ยังเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีกหลายครั้งอย่างที่เห็น ทั้ง ๆ ที่คำว่า “อีกแล้ว!” ควรจะเป็นคำที่ทำให้เราตระหนักถึงความน่ากลัวของเหตุการณ์ ไม่ใช่คำที่เราควรจะชินชาเลยสักนิดเดียว

หลังจากเกิดเหตุการณ์ สังคมก็มักจะพูดถึงมาตรการการป้องกัน การควบคุมอาวุธ การให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต หรือการดูแลบุคคลผู้มีความเสี่ยง ฯลฯ กันอย่างหนักหน่วงเพียงไม่กี่วันก่อนที่กระแสข่าวจะค่อย ๆ หายไป และคนก็หันไปสนใจข่าวใหม่ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เกิดเหตุครั้งใหม่ เราก็จะกลับมาถามคำถามเดิมอีกครั้ง ว่า “อีกแล้วเหรอ? ทำไมถึงเกิดขึ้นอีก!”

เมื่อเราเห็นผลลัพธ์หลังเกิดเหตุการณ์ทุกครั้ง ว่ามันแทบไม่ได้จบที่การพูดคุยกันว่าเราจะควบคุมหรือป้องกันมันอย่างไร แต่กลับจบแบบที่เราอนุมานเอาได้จากสถิติของการเกิดข่าวว่ามันจะต้องเกิดขึ้นอีกแน่นอน แค่ว่าที่ไหน เมื่อไร และใครจะตกเป็นเหยื่อ สร้างความอกสั่นขวัญผวา ว่าสักวันจะเป็นตัวเราหรือคนที่เรารักหรือเปล่าที่เข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้น และนั่นทำให้หลายคนมีคำถาม ว่าการที่เหตุการณ์ลักษณะนี้มันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ กำลังสะท้อนอะไรเกี่ยวกับสังคมไทย

แบบไหนคือ “กราดยิง”

ก่อนอื่น เราจะไม่เหมารวมว่าการเกิดเหตุรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่น คือการกราดยิงไปเสียทุกเหตุการณ์ โดยเฉพาะกับการรายงานข่าวของสื่อที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและทำให้แตกตื่นโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม คำว่า “กราดยิง” ก็ไม่ได้มีนิยามสากลที่ใช้เหมือนกันทุกแหล่ง เนื่องจากเกณฑ์ที่ใช้จำแนกเหตุยิงหมู่นั้นแตกต่างกัน ทั้งจำนวนผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บ สถานที่เกิดเหตุ ลักษณะของแรงจูงใจ รวมถึงบริบทของเหตุการณ์ด้วย เราจึงไม่อาจบอกได้ว่าการยิงคนหลายคนจัดเป็นการกราดยิงในทุกกรณี

แต่โดยทั่วไปแล้ว แนวคิดที่ใกล้เคียงที่สุดของการกราดยิง อาจพูดกว้าง ๆ ได้ว่าคือ การยิงที่ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงคนจำนวนหลายคนในเหตุการณ์เดียวกัน โดยมักเกิดในพื้นที่สาธารณะหรือสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก โดยที่ “หลายคน” ก็อาจไม่มีตัวเลขตายตัวว่าต้องกี่คนขึ้นไป เพราะเอาเข้าจริงไม่ว่าจะมีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บกี่คนก็ตาม ไม่ควรถูกระบุในข่าวอย่างลดทอนคุณค่าว่า “เพียง 1 ราย” จากเหตุการณ์แบบนี้

นอกจากนี้ การกราดยิงยังมักจะเน้นไปที่ “รูปแบบการก่อเหตุ” ซึ่งเป็นการใช้อาวุธปืนยิงคนจำนวนมาก โดยอาจจะมีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น การรวบรวมเหตุกราดยิงและเหตุยิงหมู่ในไทยจึงต้องระบุเกณฑ์ที่ใช้ให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นการยิงกันในหลายประเภทอาจถูกนำมารวมกันจนทำให้เข้าใจสถานการณ์คลาดเคลื่อนได้

ย้อนรอยเหตุกราดยิงและเหตุยิงหมู่ในไทย

อย่างที่หลายคนน่าจะทราบดี ว่าในช่วงเวลาเพียง 5-6 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์กราดยิงและเหตุยิงหมู่ในไทย ที่นับเป็นข่าวใหญ่มาก ๆ อยู่หลายครั้ง ซึ่งถ้าหากลองมาย้อนรอยเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญคนไทย และยังอยู่ในความทรงจำ หลัก ๆ ก็จะมีเหตุการณ์เหล่านี้

  • เหตุการณ์ยิงหมู่เพื่อโจรกรรมร้านทองในห้างสรรพสินค้า จ.ลพบุรี ในวันที่ 9 มกราคม 2563 แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ใช่เหตุกราดยิงในความหมายเดียวกันกับเหตุการณ์อื่น ๆ เนื่องจากเป้าหมายของผู้ก่อเหตุคือการโจรกรรมร้านทองเป็นหลัก แต่จากการก่อเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย หนึ่งในนั้นเป็นเด็กวัยเพียง 2 ขวบ จึงเริ่มมีการตั้งคำถามถึงภาพรวมของปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในพื้นที่สาธารณะ
  • เหตุกราดยิง ณ ค่ายทหารสุรธรรมพิทักษ์ วัดป่าศรัทธารวม และศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จ.นครราชสีมา เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเหตุกราดยิงที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรง และเป็นเหตุการณ์แรก ๆ ที่ทำให้คนไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจกับเหตุกราดยิง เหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 และสิ้นสุดลงในช่วงสายของวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ เมื่อผู้ก่อเหตุถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรม หลังจากเหตุการณ์ยืดเยื้อราว 16 ชั่วโมง ผู้ก่อเหตุเป็นทหารที่มีความขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชา เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 31 ราย (รวมผู้ก่อเหตุ) และบาดเจ็บ 58 ราย
  • เหตุยิงกันภายในวิทยาลัยการทัพบก กรมยุทธศึกษาทหารบก กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2565 ทหารนายหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงเพื่อนร่วมงาน เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 1 คน ก่อนที่จะมอบตัวและถูกจับกุม นี่เป็นอีกครั้งที่ผู้ก่อเหตุคือบุคคลที่ทำงานใกล้ชิดกับอาวุธ ทั้งที่เพิ่งเกิดเหตุที่จ.นครราชสีมา ไปไม่นาน และเนื่องจากผู้ก่อเหตุเคยมีประวัติรักษาอาการทางสมองมาก่อน ประเด็นนี้จึงมักถูกกล่าวถึงทั้งในเรื่องการเข้าถึงอาวุธ และการดูแลผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหรือมีสัญญาณความเสี่ยง
  • เหตุกราดยิง ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์ จ.หนองบัวลำภู ในวันที่ 6 ตุลาคม 2565 อดีตตำรวจที่ถูกไล่ออกจากราชการคดียาเสพติด ใช้อาวุธปืนและมีดบุกเข้าไปก่อเหตุภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ก่อนที่จะกลับไปสังหารภรรยาและลูกแล้วจบชีวิตตัวเอง เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 38 ราย (รวมผู้ก่อเหตุและคนในครอบครัว) โดยเป็นเด็กมากถึง 24 ราย บาดเจ็บ 10 ราย แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ประเด็นเรื่องการเข้าถึงอาวุธ สุขภาพจิต ยาเสพติด และระบบติดตามบุคคลที่เคยถูกให้ออกจากราชการ (ถูกมองในแง่ที่ว่าเป็นกลุ่มคนที่ทำงานใกล้อาวุธ) กลับมาเป็นประเด็นใหญ่ของประเทศ
  • เหตุใช้อาวุธปืนก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ชุมชนย่านสายไหม กรุงเทพฯ เหตุการณ์เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2566 นายตำรวจสังกัดศูนย์พัฒนาด้านการข่าว กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งมีอาการป่วยจิตเวชและเกิดความเครียดสะสม คุ้มคลั่งยิงปืนออกจากบ้านและยิงขึ้นฟ้ารัวหลายนัด ก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าปิดล้อมและเจรจานานราว 27 ชั่วโมง ผู้ก่อเหตุเสียชีวิตเนื่องจากการยิงปะทะ ไม่มีประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ดี เหตุการณ์นี้ไม่ได้มีรูปแบบการก่อเหตุแบบกราดยิงโคราชและหนองบัวลำภู เนื่องจากผู้ก่อเหตุยิงปืนออกจากบ้านพักเป็นหลัก  จนทำให้ประชาชนในละแวกนั้นตกอยู่ในความเสี่ยงและต้องสั่งอพยพ
  • เหตุยิงหมู่ ณ หมู่บ้านกรุงเพชรวิลล่า อ.เมือง จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 22-23 มีนาคม 2566 ผู้ก่อเหตุคืออดีตพลทหาร เกิดอาการคลุ้มคลั่งและใช้อาวุธปืนยิงใส่ชาวบ้านภายในหมู่บ้านจนมีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย จากนั้นมีการปิดล้อมเจรจาและเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่นานกว่า 15 ชั่วโมง เหตุการณ์จบลงด้วยการวิสามัญฆาตกรรมผู้ก่อเหตุ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นอีกมิติของปัญหา ที่เหตุรุนแรงเกิดจากความขัดแย้งส่วนบุคคล และยกระดับเป็นเหตุยิงหมู่ในชุมชนและสร้างผลกระทบต่อคนรอบข้าง
  • เหตุกราดยิงกลางกรุง ภายในศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ วันที่ 3 ตุลาคม 2566 เยาวชนชายอายุ 14 ปี ใช้ปืนแบลงก์กันที่ซื้อต่อมาจากช่องทางออนไลน์ แล้วนำมาดัดแปลงเพื่อก่อเหตุ มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 4 ราย เหตุการณ์นี้สร้างคำถามใหม่ขึ้นมาในสังคม เพราะผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน และอาวุธที่ใช้ก็เป็นปืนที่เดิมผลิตขึ้นสำหรับยิงกระสุนเปล่า แต่ถูกดัดแปลงให้ใช้กระสุนจริงได้
  • เหตุกราดยิง ณ ตลาดองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (ตลาด อ.ต.ก.) กรุงเทพฯ ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ผู้ก่อเหตุคือชายอายุ 60 ปี สามีของแม่ค้าในตลาด ก่อเหตุยิงผู้คนภายในตลาด โดยมีชนวนเหตุมาจากความแค้นส่วนตัว มีผู้เสียชีวิต 5 รายก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะปลิดชีพตัวเองเสียชีวิตตามไป จึงทำให้เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย
  • เหตุกราดยิงภายในโรงเรียนพระตงประธานคีรีวัฒน์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงต้นปี 2569 ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ โดยเยาวชนชายวัย 18 ปี ในรายงานระบุว่ามีประวัติเข้ารักษาอาการจิตเวชอันเนื่องมาจากสารเสพติด บุกเข้าไปก่อเหตุในโรงเรียน มีการจับครูและนักเรียนเป็นตัวประกัน เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน และมีนักเรียนบาดเจ็บ 2 ราย
  • เหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ผู้ก่อเหตุเป็นเด็กนักเรียนชั้น ม.3 โดยนำปืนของปู่มาใช้ โดยเริ่มก่อเหตุที่บ้านด้วยการยิงปู่และย่า ก่อนจะเดินทางไปโรงเรียน และใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงบุคลากรและนักเรียนในโรงเรียน เหตุการณ์นี้ ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต 9 ราย (รวมผู้ก่อเหตุ) เป็นฝ่ายบริหาร 1 ราย เจ้าหน้าที่ 1 ราย ครู 3 ราย นักเรียน 2 ราย (รวมผู้ก่อเหตุ) และญาติของผู้ก่อเหตุ 2 ราย บาดเจ็บอีก 27 ราย (สถานการณ์วันที่ 12 สิงหาคม) นับเป็นเหตุการณ์ที่ผู้คนให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นการก่อเหตุยิงในโรงเรียนครั้งที่ 2 ของปี 2569 และเป็นอีกครั้งที่ผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน กับการเข้าถึงอาวุธปืน

ประเด็นที่น่าตั้งคำถาม ในทุก ๆ ครั้งที่เกิดเหตุ

จากรายงานข่าว เราจะพบว่าเหตุกราดยิงและการใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงหมู่ แต่ละครั้งมีผู้ก่อเหตุและแรงจูงใจที่แตกต่างกันออกไปตามปัจเจก บางเหตุการณ์มีลักษณะร่วมที่สามารถนำมาแตกประเด็นเพื่อคิด ถกเถียง และบูรณาการกันต่อเพื่อถอดบทเรียน ทว่าเราเองก็เห็นอีกเช่นกันว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้มันเกิดขึ้นซ้ำและถี่เกินไป จนรู้สึกได้ว่าการตั้งคำถามว่า “เหตุจูงใจคืออะไร” หรือ “ทำไมถึงถือปืนออกมายิงคน” อาจเป็นคำถามที่ง่ายและผิวเผินเกินไป

เพราะในความเป็นจริง สถานการณ์ดังกล่าวควรยกระดับไปสู่คำถามที่ว่า “สังคมไทยกำลังมีช่องโหว่อะไรที่ทำให้เหตุรุนแรงจากอาวุธปืนเกิดขึ้นบ่อยขนาดนี้” รวมถึง “เราเคยเรียนรู้อะไรจากเหตุที่ผ่านมาแล้วบ้าง” และ “ความปลอดภัยในสังคม ตอนนี้มันอยู่ตรงไหน” เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราจะได้ยินข่าวการก่อเหตุใช้อาวุธปืนไล่ยิงคน จนมีผู้ตกเป็นเหยื่อหลายรายเกิดขึ้นซ้ำหลายครั้งและถี่จนน่ากังวล ในทุก ๆ เหตุการณ์มักมีผู้สูญเสีย ที่แม้จะมีคนเดียว แต่ก็ไม่ควรต้องมีใครต้องจากไปจากเหตุการณ์แบบนี้อีกแล้ว

ดังนั้น เหตุกราดยิงและยิงหมู่ในไทยเวลานี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นครั้ง ๆ อีกต่อไป แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำ ๆ ซึ่งเมื่อมีการพูดถึงมูลเหตุในการก่อเหตุเพื่อถอดบทเรียน ก็น่าสงสัยว่าการถอดบทเรียนแต่ละครั้งใครเป็นคนถอด ถอดกันจริงจังแค่ไหน ถอดเสร็จหรือยัง ถอดแล้วได้องค์ความรู้อะไรมาบอกกับสังคมเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก (หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ควรเกิดบ่อยขนาดนี้) มีอะไรที่เรายังไม่รู้ หรือรู้แล้วแต่มีแนวทางอย่างไรต่อ ถอดแล้วมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน สิ่งที่เห็น ๆ กันอยู่อาจอนุมานได้ว่าเราอาจจะไม่ได้ขาดบทเรียนอะไรหรอก แต่ขาดการนำบทเรียนไปใช้จริงหรือเปล่า

คำถามสำคัญในตอนนี้จึงไม่ใช่ว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงลั่นไก หรือภาษาชาวบ้านก็คือ ทำไมถึงมีคนออกมาถือปืนไล่ยิงคนบ่อยขนาดนี้ แต่คือคำถามที่ว่าอะไรที่ทำให้สังคมไทยมาถึงจุดนี้ ทำไมถึงยังป้องกันเหตุแบบนี้ไม่ได้เลย ซึ่งข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ คืออาวุธปืนหาซื้อได้ง่ายเกินไปไหมในโลกออนไลน์ ชนิดที่แค่เสิร์ชหาก็เจอเลย แล้วมันควรจะเป็นแบบนี้ต่อไปงั้นหรือเปล่า ทั้งนี้ทั้งนั้น โปรดอย่ามองว่านี่คือการชี้โพรงให้กระรอก เพราะจริง ๆ นี่คือการชี้ให้เห็นว่าโพรงนี้มันควรจะถูกปิดตายหรือมีการควบคุมที่เข้มงวดขั้นสุด ไม่ใช่ปล่อยให้คนไทยยิงกันตายรายวันจากปืนที่หาได้ง่ายเหลือเกิน และอีกคำถามที่คนไทยควรได้คำตอบคือ สังคมไทยในเวลานี้ปลอดภัยแค่ไหน เมื่อเราไม่มีทางรู้เลยว่าในที่สาธารณะที่เราไป จะมีใครควักปืนออกมาไล่ยิงคนอื่นเมื่อไร

นั่นจึงทำให้หลายคนมองเห็นช่องว่างบางอย่างจากเหตุการณ์ที่มันสมควรถูกยกขึ้นมาพูดคุย นอกเหนือไปจากการหาแรงจูงใจ แน่นอนว่าเราต้องหาเพื่อทำความเข้าใจ แต่ท้ายที่สุดเราก็ละทิ้งหรือมองข้ามประเด็นเหล่านี้ไม่ได้เหมือนกัน

  • เรากำลังมองเหตุกราดยิงเป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้ามากเกินไปหรือเปล่า เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุ ผู้คนมักจะสนใจที่ตัวตนของคนร้าย แรงจูงใจที่ก่อเหตุ และจำนวนผู้เสียชีวิต แต่หลังจากที่ข่าวเงียบ ระบบที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันเหตุที่ใครสักคนบอกว่าจะทำ ๆ มันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เรื่องนี้แทบจะไม่เคยถูกพูดถึงหรืออัปเดตให้ประชาชนทั่วไปรับทราบเลยหลังจากเหตุการณ์จบลง ไม่ว่าจะครั้งไหนก็ตาม ราวกับว่าทุกอย่างเงียบหายไปตามข่าว
  • การเข้าถึงอาวุธปืนในประเทศไทย ง่ายเกินไปไหม เราคงไม่อาจเหมารวมได้ว่าคน “มีปืน = จะก่อเหตุ” และต้องคงไม่ต้องถึงขั้นไล่บี้ทุกคนที่มีปืนในบ้านว่าเป็นคนอันตราย หลายคนครอบครองปืนถูกกฎหมายเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่าในแง่ที่ว่ามันคือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ทว่าเหตุกราดยิงจำนวนไม่น้อย อาวุธเป็นปืนเถื่อนที่หาซื้อได้ง่ายตามโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ตที่โพสต์ขายกันโจ่งครึ่มเหมือนบ้านเมืองไม่มีกฎหมายควบคุมเรื่องนี้ และเรื่องจริงคือใคร ๆ ก็หาซื้อได้ บางกรณีเป็นปืนประดิษฐ์ที่ดัดแปลงจากสิ่งของต่าง ๆ รอบตัวที่อาจหาซื้อแยกได้ตามร้านขายวัสดุ หรือการขโมยปืนของใครสักคนจากที่ไหนสักที่ที่เก็บรักษาอาวุธไม่มิดชิด เรื่องนี้ก็น่าสนใจว่าควรเก็บอาวุธปืนอย่างไรสำหรับคนที่มีสิทธิ์ครอบครองได้อย่างถูกต้อง หรือปืนมีทะเบียนตามกฎหมาย
  • สัญญาณเตือนก่อนก่อเหตุ มีใครมองเห็นหรือไม่ หรือเห็นแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะเหตุยังไม่เกิด น่าสนใจที่หลาย ๆ กรณีเหตุรุนแรงไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่ผู้ก่อเหตุมีปัญหาสุขภาพจิตอยู่ก่อนโดยที่ญาติรับรู้ โดยอาจมีพฤติกรรมบางอย่างที่ส่อเค้าว่าจะก่อเหตุแสดงออกมา หรือบางคนมีความขัดแย้งกับใครสักคนรุนแรง มีการข่มขู่หรือสัญญาณบางอย่างมาก่อน ทว่าระบบรอบตัวสามารถรับรู้และเข้าแทรกแซงได้มากน้อยไหน ในเมื่อคนกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ยังไม่ได้ลงมือทำอะไร
  • เรามีระบบรองรับคนที่กำลังไม่ไหว มากพอหรือยัง คนมีปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้เท่ากับคนอันตราย แต่ในทางกลับกัน สังคมก็ไม่ควรมองข้ามเรื่องสุขภาพจิต เพราะคนที่กำลังเผชิญความเครียดรุนแรง ความคับข้องใจ ความสูญเสีย หรือความขัดแย้ง อาจต้องการความช่วยเหลือก่อนที่ปัญหาจะพัฒนาไปสู่ภาวะวิกฤติ แต่การเข้าถึงบริการ การขอความช่วยเหลือ การคัดกรองความเสี่ยง การส่งต่อ และการที่คนรอบตัวรู้ว่าจะทำอย่างไรเมื่อพบคนที่มีพฤติกรรมน่ากังวล มันควรมีส่วนนี้รองรับหรือไม่
  • ระบบจัดการกับคนที่มีความเสี่ยงจะก่อเหตุ เพียงพอหรือยัง อย่างที่บอกว่าในหลายเหตุการณ์ มักมีการพบหรือหยิบยกประเด็นสุขภาพจิตของผู้ก่อเหตุขึ้นมาพูดถึง ซึ่งในทางปฏิบัติเราไม่อาจเหมารวมได้ว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตจะก่อเหตุ เพราะคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นผู้ก่อความรุนแรงอะไร แต่เราก็ต้องตั้งคำถามต่อว่า หากมีคนที่กำลังมีปัญหาสุขภาพจิตและมีสัญญาณว่าอาจเป็นอันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น เรามีระบบสำหรับประเมินและจัดการความเสี่ยงเหล่านี้แล้วหรือยัง
  • หลังจากเกิดเหตุ เราถอดบทเรียนกันจริงจังแค่ไหน และบทเรียนมีประสิทธิภาพไหม การเกิดเหตุการณ์ขึ้นซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ทำให้คนทั่วไปเห็นว่าแทบจะไม่มีอะไรที่เราไม่รู้จากเหตุการณ์ต่าง ๆ เรารู้จนไม่รู้ว่าต้องรู้อะไรเพิ่มอีก และหากมองในมุมของประชาชนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตในสังคม เราคงไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วว่าการถอดบทเรียนจะต้องป้องกันเหตุได้ 100% แต่ก็น่าผิดหวังที่เหตุการณ์เกิดขึ้นถี่ยิบ โดยที่เราแทบไม่ได้อัปเดตอะไรเกี่ยวกับระบบที่เกิดขึ้นจากการถอดบทเรียนเพื่อให้เหตุการณ์มันเกิดต่ำลง หลายอย่างในบ้านเรา (แทบทุกเรื่อง) มันเป็นวัฏจักรคือ เหตุการณ์ → ความสูญเสีย → ค้นหาความจริง → ถอดบทเรียน → เสนอทางแก้ → ความสนใจลดลง → การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เกิดขึ้นมากพอ → เกิดเหตุใหม่ → แล้วกลับไปถอดบทเรียนอีกครั้ง เป็นวงจรแบบนี้
  • ความสนใจของสังคม อยู่ที่ตัวผู้ก่อเหตุมากกว่าช่องโหว่ของระบบที่เอื้อให้เกิดการก่อเหตุมากไปไหม ตามหน้าสื่อ เรามักจะเห็นการเล่าเรื่องบุคคลว่าคนร้ายเป็นใคร เป็นคนแบบไหน และมีการขุดคุ้ยชีวประวัติอย่างละเอียด เพราะมันอาจจะเล่าง่ายและชีวิตคนอื่นมักน่าสนใจเสมอสำหรับมวลชน แต่มันถูกพูดถึงมากกว่าการวิเคราะห์ปัญหาเชิงระบบมากเกินหรือเปล่า มุมที่เราต้องเข้าไปแตะถึงกฎหมาย การควบคุมอาวุธ การบังคับใช้ การแจ้งเตือน การรักษาความปลอดภัย และการตอบสนองของหน่วยงานต่าง ๆ มันอาจจะเป็นข้อมูลเชิงลึกที่เข้าใจยาก แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนควรรู้หรือไม่

สิ่งที่เราอาจต้องมองให้เห็นก็คือ เหตุกราดยิงหรือเหตุยิงหมู่หนึ่งครั้ง อาจเกิดจากการตัดสินใจก่อเหตุของคนคนหนึ่งจริง แต่การที่สังคมยังต้องกลับมาถอดบทเรียนเดิมซ้ำ ๆ ในช่วงเวลาไม่กี่ปีกับเหตุการณ์ร้าย ๆ เป็นสิบ ๆ ครั้ง มันอาจไม่ได้เป็นเรื่องของคนคนเดียวอีกต่อไปแล้ว

วัฏจักรที่น่าสนใจของเหตุการณ์

มีใครเคยสังเกตบ้างไหมว่าโศกนาฏกรรมในบ้านเรา ดูเหมือนจะมีวงจรเฉพาะตัวของมันอยู่ในแทบทุกเหตุการณ์ ถ้าให้ลองนึกจากเหตุการณ์ เราจะได้วัฏจักรใหญ่ ๆ ของตัวเหตุการณ์ประมาณนี้

เหตุการณ์ → ความสูญเสีย → สังคมตกใจ → คำถามว่า “ทำไมถึงเกิด” → เรียกร้อง → ค้นหาความจริง → ถอดบทเรียน → เสนอทางแก้ → ความสนใจลดลง → การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เกิดขึ้นมากพอ → เรื่องเงียบ → ลืม → เกิดเหตุใหม่ → กลับไปถอดบทเรียนอีกครั้ง

เราจะเห็นว่านี่คือวัฏจักรหลัก แต่แท้ที่จริงมันยังมีวัฏจักรย่อย ๆ ที่เกิดขึ้นซ้อนทับอยู่ภายในวัฏจักรใหญ่ และวัฏจักรเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเหตุกราดยิง แต่แสดงให้เห็นถึงวิธีที่สังคมตอบสนองต่อโศกนาฏกรรมหลายรูปแบบ จากการวิเคราะห์ของผู้เขียน ตัวอย่างคือ

  • วัฏจักรของการหาคนผิด จริงอยู่ที่ทุกเหตุการณ์ต้องมีคนรับผิดชอบ แต่ไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามถึงระบบที่ควรมี เมื่อเกิดเหตุขึ้น

สังคมต้องการคำตอบทันที → ต้องหาว่า “ใครผิด” → ไปโฟกัสที่ตัวบุคคลคนใดคนหนึ่ง → ได้คำตอบที่ทำให้รู้สึกว่าเรื่องจบแล้ว → ระบบและเงื่อนไขแวดล้อมถูกพูดถึงน้อยลง → ผู้คนเลิกสนใจ → ปัญหาเชิงระบบไม่ได้ถูกแก้ → เหตุใหม่กลับไปหาคนผิดอีกครั้ง

  • วัฏจักรของการทำให้ผู้ก่อเหตุกลายเป็นตัวละครหลักของเรื่องเล่า ในขณะที่เหยื่ออาจเป็นเพียงตัวเลข สังคมไทยคุ้นเคยกับวัฏจักรนี้ดี มีหลายกรณี (ที่อาจไม่ใช่โศกนาฏกรรม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก) ที่คนผิดกลายเป็นคนดัง! เมื่อเกิดเหตุ

สื่อตามสืบค้นประวัติผู้ก่อเหตุ → ขุดชีวิตส่วนตัวทุกซอกทุกมุม ชนิดที่กินเวลาทั้งช่วงข่าว หรือเป็นสกู๊ปข่าว → หาแรงจูงใจ → สัมภาษณ์คนรอบตัว → ภาพและเรื่องราวถูกแชร์ซ้ำ → ผู้ก่อเหตุได้รับพื้นที่สื่อมหาศาล → คนอื่นนำเรื่องไปพูดต่อ → บางครั้งเกิดการเลียนแบบหรือยึดติดกับผู้ก่อเหตุ → เหตุใหม่สื่อกลับไปสร้างเรื่องราวของผู้ก่อเหตุคนใหม่

  • วัฏจักรข่าวแรกเร็วกว่าเรื่องจริง เมื่อสื่อยุคนี้มีแนวโน้มที่เน้นรายงานข่าวให้เร็วตามที่ได้รับอิทธิพลจากพฤติกรรมของคนเสพข่าว หลายครั้งยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ข้อมูลดิบทาก็รายงานไปก่อนแล้วค่อยอัปเดตเมื่อได้ข้อมูลใหม่ วนไปวนมา จนคนในสังคมตั้งคำถามว่า “ตกลงยังไงกันแน่” ซึ่งมันน่ากลัวตรงที่ข้อมูลที่ผิดอาจมีอายุยาวกว่าข่าวที่แก้ไขแล้ว หรืออยู่แบบปะปนกันในการสืบค้นภายหลัง

เกิดเหตุ → คนอยากรู้ → ข้อมูลเชิงลึกยังไม่ครบ → แต่ข่าวต้องออกทันที → มีการคาดเดา/รายงานข้อมูลเบื้องต้น → คนอ่านรับข้อมูลแรก → ข้อมูลถูกแชร์ไปแล้ว → พบว่าบางส่วนผิด → แก้ข่าว → แต่คนส่วนใฃหนึ่งไม่ได้ย้อนกลับไปอ่าน → ความเข้าใจผิดยังคงอยู่เหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้น คนก็ใช้ความเข้าใจเดิมในการตีความเหตุการณ์ใหม่

  • วัฏจักรของบทเรียน ที่ดูเหมือนเป็นแค่พิธีกรรมที่ต้องทำให้มี หลังเกิดเรื่อง เป็นการถอดบทเรียนที่ดูเหมือนจะทำให้เห็นว่ามีการลงมือทำอะไรให้เปลี่ยนแปลงแล้วนะ แต่มักจะไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนระบบจริง ๆ เมื่อเกิดเหตุ

ตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดูแลเรื่อง → ประชุม → รวบรวมข้อมูล → ออกรายงาน → เสนอข้อเสนอ → แถลงว่า “จะนำไปปรับปรุง” → สังคมรู้สึกว่ามีการดำเนินการนะ → ความสนใจลดลง → ข้อเสนอถูกนำไปใช้เพียงบางส่วน → ไม่มีใครติดตามต่อ → เกิดเหตุใหม่ ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่!

  • วัฏจักรมาตรการเฉพาะหน้า ที่กลายเป็นความปกติใหม่ ในช่วงหลังเกิดเหตุการณ์แรก ๆ อาจจะทำให้คนรู้สึกดี ปลอดภัย มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง แต่ถ้าทำไปสักพักมันก็ยุ่งยาก จนมาตรการที่มีอยู่มากมายหายไปบ้าง และแต่ไม่รู้ว่าอันไหนได้ผลจริง พอเกิดเหตุใหม่ ก็จะให้อารมณ์แบบวัวหายแล้วล้อมคอก เมื่อเกิดเหตุในสถานที่หนึ่ง

เพิ่มเจ้าหน้าที่ → เพิ่มเครื่องตรวจ → เพิ่มจุดตรวจ → เพิ่มกล้องวงจรปิด → เข้มงวดชั่วคราว → เหตุการณ์เงียบ → มาตรการบางอย่างผ่อนลง → คนกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม → เกิดเหตุใหม่ เพิ่มมาตรการใหม่อีก

  • วัฏจักรทำเป็นเข้มหลังเกิดเหตุ แต่ไม่สร้างระบบก่อนเกิดเหตุ ทำให้เห็นภาพว่าเราอาจจะเก่งเรื่องตอบสนองต่อเหตุ มากกว่าที่จะลดโอกาสเกิดเหตุให้ได้อย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดเหตุ

เพิ่มความเข้มงวด → คนรู้สึกปลอดภัยขึ้นในช่วงที่เหตุการณ์สดใหม่ → ความสนใจลดลง → ระบบป้องกันเชิงรุกไม่ได้ถูกพัฒนาเท่าที่ควร → สัญญาณเตือนถูกมองข้าม → เกิดเหตุ → กลับมาเข้มงวดอีกครั้ง

  • วัฏจักรสุขภาพจิต ถูกพูดถึงเมื่อผู้ก่อเหตุทำคนตาย ส่วนใหญ่จะถูกพูดถึงหลังจากการหาเหตุจูงใจ แล้วพบว่ามีประเด็นนี้ให้เล่น เมื่อเกิดเหตุ

สื่อขุดประวัติ → สื่อถามเรื่องสุขภาพจิต → คนพูดถึงผู้ก่อเหตุว่า “มีปัญหาหรือไม่” → สังคมถกกันเรื่องการรักษา → เหมารวมผู้ก่อเหตุว่ามีปัญหา → ข่าวจบ → ระบบดูแลสุขภาพจิตกลับไปเป็นเรื่องปกติที่ไม่ได้อยู่ในกระแส → คนที่กำลังมีปัญหาเข้าถึงความช่วยเหลือได้ยากเหมือนเดิม → เกิดเหตุใหม่ กลับมาพูดเรื่องสุขภาพจิตอีกครั้ง

  • วัฏจักรค้นพบสัญญาณเตือนมากมายก่อนเกิดเรื่อง ที่หลายส่วนมองข้ามมาตลอด แต่การรู้สัญญาณหลังเกิดเหตุ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะสามารถทำนายเหตุการณ์ก่อนเกิดได้ว่าจะเกิดหรือไม่ เพียงแค่มันมีวงจรนี้ให้เห็นอยู่เสมอ หลังเกิดเหตุ

ทุกคนย้อนกลับไปดูพฤติกรรมก่อนเกิดเหตุ → พบว่ามีสัญญาณบางอย่างมานานแล้ว → ตั้งคำถามว่า “ทำไมไม่มีใครสังเกต” → พูดคุยกันบนเงื่อนไข “ถ้า…/รู้งี้…” → คนตื่นตัวกับสัญญาณแบบนั้น → เวลาผ่านไป → คนที่มีพฤติกรรมคล้ายกันจำนวนมากไม่ได้ก่อเหตุ → ความระแวงลดลง → เมื่อเกิดเหตุใหม่ ทุกคนกลับไปค้นหาสัญญาณอีกครั้ง

  • วัฏจักรการเลียนแบบ อาจจะยังไม่ได้มีให้เห็นเป็นรูปธรรมนักในไทย สำหรับการก่อเหตุในเชิงของการเลียนแบบอย่างชัดเจน แต่ประเด็นนี้น่าจะต้องตระหนักกันให้มากขึ้นในการนำเสนอข่าว ที่อาจทำให้ผู้ก่อเหตุกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโดยไม่ตั้งใจ และอาจกลายเป็นไอดอลของคนบางกลุ่ม เมื่อเกิดเหตุ

ได้รับความสนใจมหาศาล → สื่อขุด → รายละเอียดผู้ก่อเหตุถูกเผยแพร่ซ้ำ → เรื่องราวกลายเป็นที่จดจำ → บุคคลที่มีความคิดหรือแรงจูงใจคล้ายกันเห็น → อาจเกิดการเลียนแบบในบางกรณี → เหตุใหม่เกิดขึ้น → สังคมให้ความสนใจผู้ก่อเหตุคนใหม่อีกครั้ง

  • วัฏจักรประชาชนก็ต้องดูแลตัวเอง ในขณะที่ระบบป้องกันอยู่ที่ไหนไม่รู้ ได้ยินแค่ว่าจะมี แต่พอเกิดเหตุกลับใช้ไม่ได้จริง ที่จริง การสอนให้ประชาชนเอาตัวรอดในสถานการณ์นั้น ๆ ได้เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ และจำเป็นต้องสอนด้วย ทว่ามันจะเหนื่อยเกินไปไหม เมื่อประชาชนต้องเก่งขึ้น ต้องเรียนรู้สารพัดวิธีในการเอาตัวรอด จากระบบการดูแลที่รัฐยังป้องกันเหตุไม่ได้มากเท่าที่ควร เมื่อเกิดเหตุ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนะนำให้ประชาชนระวังตัว → มีคำแนะนำเรื่องเอาตัวรอด → ประชาชนเรียนรู้วิธีหนี ซ่อน สู้ โทรแจ้งเหตุ → ผู้คนรู้สึกว่าตัวเองมีเครื่องมือในการรอดตายมากขึ้น → แต่ต้นเหตุเชิงระบบยังอยู่ → ภาระการป้องกันภัยถูกผลักลงมาที่ประชาชนมากขึ้น

  • วัฏจักรที่กลัวในตอนแรก ไป ๆ มา ๆ ก็ชิน จนไม่เห็นว่ามันป้องกันอะไร นี่ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เช่น มาตรการความปลอดภัยในการเดินทางด้วยเครื่องบิน หลายมาตรการเกิดขึ้นและพัฒนามาเรื่อย ๆ จากเหตุก่อการร้าย 9/11 ที่สหรัฐอเมริกา แต่พอนานวันเข้า คนรู้สึกว่ายุ่งยาก จะต้องเข้มงวดขนาดนี้ไปเพื่ออะไร! จึงน่าสนใจว่ามาตรการความปลอดภัยมักมีปัญหา เมื่อ “มันทำงานได้ดี เราจะมองไม่เห็นว่ามันกำลังป้องกันอะไร ทำไปทำไม” เมื่อเกิดเหตุ

คนกลัว → เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย → หลายคนไม่พอใจเพราะยุ่งยาก → เวลาผ่านไป → คนเริ่มชิน → มาตรการบางอย่างถูกมองว่าเป็นเรื่องเกินจำเป็น → บางแห่งผ่อนมาตรการ → เกิดเหตุใหม่ → ป้องกันใหม่

  • วัฏจักรความทรงจำที่ไม่เท่ากัน เป็นเรื่องน่าเศร้าแต่ก็เป็นเรื่องจริง ที่คนจะสนใจเหตุการณ์ตอนที่มันเกิดขึ้นใหม่ ๆ แต่พอเวลาผ่านไป คนก็ลืม ยกเว้นผู้สูญเสีย เมื่อเกิดเหตุ

สังคมจดจำในช่วงแรก → มาตรการนู่นนี่นั่น → คนที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงค่อย ๆ กลับมาใช้ชีวิต → ครอบครัวผู้สูญเสียยังอยู่กับผลกระทบ → สื่อเลิกนำเสนอ → เหตุการณ์กลายเป็นอดีตสำหรับคนส่วนใหญ่ → สำหรับผู้สูญเสีย มันไม่เคยเป็นอดีต

และวัฏจักรที่ใหญ่ที่สุดก็คือที่นำเสนอไปข้างต้นแล้ว วัฏจักรที่เราจำเหตุการณ์ได้ แต่ลืมบทเรียน ซึ่งต้องย้ำอีกครั้ง เพราะนี่คือคำถามใหญ่ว่าเวลาที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นเราก็ถอดบทเรียนกันทุกครั้ง แต่สุดท้ายเราจะกลับมานับหนึ่งกันใหม่เมื่อมีเหตุการณ์ใหม่ แล้วบทเรียนของครั้งที่ผ่านมาก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน

เหตุเกิด → จำชื่อเหตุการณ์ → จำจำนวนผู้เสียชีวิต → จำภาพข่าว → จำผู้ก่อเหตุ → จำความรู้สึกตอนนั้น → เวลาผ่านไป → จำไม่ได้ว่าหน่วยงานเคลื่อนไหวอะไรบ้าง → จำไม่ได้ว่ามีมาตรการอะไร → ไม่รู้ว่ามาตรการไหนถูกทำแล้ว → ไม่รู้ว่ามาตรการไหนล้มเหลว → เหตุใหม่เกิดขึ้น เริ่มกระบวนการเรียนรู้อีกครั้ง

เมื่อมองแยกกัน จริงอยู่ที่แต่ละวัฏจักรย่อย ๆ มันคือการมองจากคนละมุม แต่ท้ายที่สุด ทั้งหมดคือเรื่องเดียวกันของโศกนาฏกรรมหนึ่งครั้ง ซึ่งเชื่อได้ว่าเราต่างเห็นรูปแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนคุ้นเคยกับวัฏจักรเหล่านี้ดี

กราดยิงไม่ได้มีคำตอบเดียว

บทเรียนที่เราเรียนรู้ซ้ำ ๆ จากการก่อเหตุ คือผู้ก่อเหตุแต่ละคนอาจมีภูมิหลัง แรงจูงใจ และเงื่อนไขแตกต่างกันไป บางเหตุมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งส่วนตัว บางเหตุเกี่ยวข้องกับความโกรธ ความคับแค้น บางเหตุผู้ก่อเหตุมีปัญหาสุขภาพจิตอย่างรุนแรง บางเหตุอาจเป็นการเลียนแบบ หรือปัจจัยอื่น ๆ การจะเข้าใจเหตุกราดยิงหรือเหตุยิงหมู่จึงต้องมองหลายปัจจัยประกอบกัน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อเรารู้ว่าปัจจัยมีหลายด้าน แล้วระบบป้องกันที่ได้มาจากการถอดบทเรียน ครอบคลุมปัจจัยเหล่านั้นมากแค่ไหน ซึ่งที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึงก็มักจะเป็นเรื่องของปืนและสัญญาณเตือนที่เราอาจพลาดไปก่อนเกิดเหตุ

  • ประเด็นปืน

ถ้าจะมองว่าจุดเริ่มต้นคือ “ปืน” มันก็ง่ายเกินไปที่จะบอกว่าเราต้องจัดการกับคนครอบครองอาวุธปืน หรือชวนคุยว่าการมีปืนในบ้านมีประโยชน์อะไร เพราะมันคือการมองข้ามช่องโหว่ของคนที่ใช้ปืนเถื่อน ปืนประดิษฐ์ ปืนยืมมา หรือปืนขโมยมา รวมถึงการซื้อหาที่ง่ายมากเหมือนซื้อของออนไลน์ทั่วไป บางทีอาจง่ายกว่าการกดสั่งอาหารเดลิเวอรี่ด้วยซ้ำ (ที่บางร้านอร่อยมาก ของหมดไว อดกิน)

ดังนั้น ในเรื่องของปืน ควรให้ความสำคัญกับที่มาและระบบควบคุมอาวุธ โดยอาจเริ่มจากผู้ครอบครองมีคุณสมบัติตามกฎหมายหรือไม่ มีประวัติหรือปัจจัยเสี่ยงที่ควรนำมาพิจารณาในการขออนุญาตครอบครองหรือไม่ อาวุธถูกเก็บรักษาอย่างไร บุคคลอื่นเข้าถึงได้อย่างไร (ในกรณีปืนถูกขโมย) มีอาวุธผิดกฎหมายหรืออาวุธดัดแปลงเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ หากพบเหตุหรือบุคคลที่มีความเสี่ยง มีช่องทางทางกฎหมายในการจำกัดการเข้าถึงอาวุธหรือไม่ และที่สำคัญคือ กฎหมายควบคุมปืนทั้งในระบบและนอกระบบที่มีอยู่เกลื่อนประเทศ เป็นอย่างไรบ้าง

การพูดคุยกันในเรื่องปืนจึงไม่ใช่การบอกว่า “คนมีปืนทุกคนเป็นอันตราย” แต่คือการมองไกลไปที่เมื่อบุคคลเกิดความโกรธหรือมีความตั้งใจจะใช้ความรุนแรง “การเข้าถึงปืน” ซึ่งเป็นอาวุธที่มีศักยภาพในการทำร้ายคนจำนวนมาก ย่อมเปลี่ยนระดับความรุนแรงของเหตุการณ์หากมีการนำมาใช้ก่อเหตุ ทีนี้จะเห็นว่าประเด็นเรื่องปืนก็กว้างขึ้นแล้ว เช่น ใครสามารถเข้าถึงปืนได้บ้าง อาวุธปืนควรอยู่ในการควบคุมอย่างไร มีช่องทางใดที่ทำให้ผู้ที่ไม่ควรเข้าถึงสามารถเข้าถึงได้ และถ้าปืนอยู่ในมือของคนที่มีสัญญาณความเสี่ยง จะมีระบบใดเข้ามาจัดการ

  • ประเด็นสัญญาณเตือน

เมื่อเกิดเหตุขึ้นและมีการถอดบทเรียน จะพบว่าเหตุรุนแรงบางกรณี ผู้ก่อเหตุอาจมีพฤติกรรมหรือสัญญาณบางอย่างมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปัญหาสุขภาพจิต ความเครียดรุมเร้า ความกดดัน หนี้สิน ปมความขัดแย้ง พฤติกรรมความรุนแรง การทะเลาะกัน การข่มขู่ ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนอยู่ในกลุ่มสัญญาณเตือน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสุขภาพจิตอาจจะต้องยกขึ้นมาพูดคุยแยกทุกครั้ง เพราะเป็นปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดพฤติกรรม แต่ก็ต้องพูดถึงอย่างถูกต้อง ว่าผู้ก่อเหตุมีปัญหาสุขภาพจิตหรือไม่ สมมติว่ามี เคยได้รับการรักษาหรือประเมินมาก่อนหรือเปล่า หากเคยได้รับการรักษา รักษาต่อเนื่องแค่ไหน ยังรักษาอยู่หรือหลุดจากระบบการรักษา ครอบครัวหรือคนใกล้ชิดเข้าถึงความช่วยเหลือได้หรือไม่ หรือหากมีภาวะวิกฤติ เรามีระบบประเมินและจัดการความเสี่ยงหรือไม่ แต่จะต้องไม่ทำให้คำพูดที่ว่า “ผู้ก่อเหตุป่วยทางจิต” ถูกใช้เป็นคำอธิบายอย่างง่าย ๆ หลังเกิดเหตุว่าใครสักคนจะก่อเหตุเพราะมีปัญหาสุขภาพจิต เนื่องจากมันอาจเป็นการเหมารวมกลาย ๆ ว่าคนมีปัญหาสุขภาพจิต = คนอันตราย

ทั้งนี้ทั้งนั้น การมีสัญญาณเตือนก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถคาดการณ์ได้แน่นอนว่าใครจะก่อเหตุ ตรงนี้จึงอาจเป็นข้อจำกัด แต่ก็พอมีทางออกว่าเราควรเพิ่มระบบรับฟังและประเมินความเสี่ยงเข้าไปหรือไม่ เช่น เมื่อเราพบว่าคนรอบข้างมีพฤติกรรมที่น่ากังวล เราควรต้องแจ้งใคร และหน่วยงานที่ได้รับข้อมูลสามารถทำอะไรต่อได้จริงหรือเปล่าเพื่อป้องกันเหตุที่ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด

แต่…ก็ยังมีประเด็นอื่นที่ควรนำมาพูดถึงเช่นกัน

  • ประเด็นระบบรักษาความปลอดภัย

น่าสนใจที่หลายกรณี เหตุการณ์เกิดขึ้นในสถานที่ที่ “ควรจะปลอดอาวุธ” (ยกเว้นหากมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธสำหรับระงับเหตุอย่างถูกต้อง ก็อาจมีกรณีปืนโดนแย่งไป) อย่างห้างสรรพสินค้าและโรงเรียน เราควรตั้งคำถามไหมว่าสถานที่เกิดเหตุมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอะไรบ้าง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้รับการฝึกอย่างไร คนที่ต้องใช้สถานที่เหล่านั้นบ่อย ๆ เคยถูกฝึกให้รับมือกับเหตุการณ์บ้างหรือยัง มีทางหนีหรือพื้นที่ปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ จากนั้นก็ไปที่ประเด็นของการแจ้งเหตุทำได้เร็วพอไหม เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าถึงพื้นที่ได้เร็วแค่ไหน (เรื่องเส้นทางและการจราจร) คนในพื้นที่รู้หรือไม่ว่าควรทำอะไรหากเกิดเหตุฉุกเฉิน และหน่วยงานต่าง ๆ ประสานงานกันอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่าการป้องกันไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดคนร้ายก่อนลั่นไกเสมอไป ในเมื่อไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้แม่นยำว่าเหตุจะเกิดหรือใครจะลั่นไก แต่มันคือการทำให้คนจำนวนมาก สามารถหนีออกมาจากสถานการณ์นั้นได้เร็วขึ้น เพื่อลดจำนวนเหยื่อลงให้มากที่สุด รวมถึงช่วยเหลือทั้งผู้บาดเจ็บ ผู้ที่อยู่ในความเสี่ยง และระงับเหตุให้ได้เร็วที่สุดมากกว่า มันจึงควรมีระบบที่ชัดเจนว่าตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้รับแจ้งเหตุ จนถึงเวลาที่เหตุการณ์ยุติ ระบบทำงานอย่างไรบ้าง ประเด็นนี้สำคัญตรงที่การป้องกันเหตุ 100% อาจเป็นไปไม่ได้ แต่การลดความสูญเสีย “ทำได้”

  • ประเด็นการสื่อสารของสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย

เรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากตั้งแต่เหตุการณ์กราดยิงโคราช เมื่อการรายงานข่าวของสื่อมวลชนถูกตั้งคำถามว่า “กำลังช่วยเหลือหรือทำให้เรื่องแย่ลง” และการรายงานสถานการณ์แบบเกาะติดของสื่อสมัครเล่น (และบางครั้งก็ตัวเหยื่อเองที่ไลฟ์สดสถานการณ์) ว่า “กำลังฆ่าเหยื่อทางอ้อมหรือไม่” อย่างการไลฟ์สดที่อัปเดตข้อมูลการหลบหนีของเหยื่อแบบเรียลไทม์ว่าหลบอยู่ตรงไหน อยู่กันกี่คน

กรณีของสื่อหลัก แม้จะมีองค์กรที่ควบคุมการทำงาน และจรรยาบรรณที่ต้องยึดถือ แต่เราก็จะเห็นว่าบ่อยครั้งที่สื่อเปิดเผยข้อมูลผู้ก่อเหตุมากเกินความจำเป็น จนดูเหมือน “กำลังให้พื้นที่กับผู้ก่อเหตุมากกว่าเหยื่อ” อย่างการนำเสนอประวัติหรือคำพูดของผู้ก่อเหตุที่อาจทำให้เขากลายเป็น “ตัวละคร” ที่ได้รับความสนใจเกินควร บางครั้งนำเสนอในเชิงฟอกขาวจนอาจนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบ เผยแพร่ภาพหรือคลิปที่อาจกระทบผู้ประสบเหตุหรือครอบครัว การรายงานข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน เน้นอัปเดตไปเรื่อย ๆ ผิดค่อยแก้ การรายงานแบบเรียลไทม์ที่อาจเปิดเผยตำแหน่งของผู้ที่กำลังหลบซ่อนหรือกระทบการทำงานของเจ้าหน้าที่ เป็นต้น

ส่วนโซเชียลมีเดีย ในยุคที่ทุกคนมีมือถืออยู่ในมือและใคร ๆ ก็ตั้งตัวเป็นสื่อได้ นี่ก็ถูกพูดถึงไม่น้อยไปกว่าสื่อหลัก ที่สำคัญมันยังเป็นพื้นที่ที่สื่อหลักใช้เผยแพร่ข้อมูลเท็จที่ยังไม่ผ่านการกรองอีกต่างหาก บางทีก็อาจเจอพวกอินฟลูเอนเซอร์หาแสงที่พยายามจะรีบเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ถูกมองเห็น ได้รับการติดตามเยอะ ๆ อย่างการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ พยายามเอาตัวเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์เพราะต้องการเกาะติด การไลฟ์สด การแชร์ภาพผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บโดยไม่คำนึงถึงครอบครัว การเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง หรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งที่ไม่รู้เรื่องเต็ม ๆ ไม่ได้อยู่หน้างาน จนบางครั้งอาจพบการสร้างข่าวลือหรือทฤษฎีต่าง ๆ ก่อนข้อเท็จจริง หรือแม้แต่การจับแพะชนแกะ นำเนื้อหาเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุไปทำซ้ำจนกลายเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับฆาตกร มันคือการสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างยาวนานจากรอยเท้าดิจิทัล แม้เหตุการณ์หน้างานจะจบลงไปนานแล้ว

  • ประเด็นหลังเหตุการณ์ ผู้เสียหาย กฎหมาย และบทเรียน

สิ่งที่มักจะหายไปจากหน้าสื่อและความสนใจของคนเร็วมาก (หรือแทบไม่มีการพูดถึงเลย) คือเหยื่อที่ได้รับผลกระทบทั้งร่างกายและจิตใจในเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งหนึ่งที่เราต้องมองให้เห็นแม้สื่อไม่นำเสนอคือ ในวันที่ข่าวจบลง ผู้คนเริ่มลืม ไม่ได้หมายความว่าผลกระทบของเหตุการณ์จบลง บางครั้งสื่อควรต้องเป็นกระบอกเสียงให้สังคมเห็นว่าผู้บาดเจ็บได้รับการรักษาอย่างไร ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับการเยียวยาและชดเชยอย่างไร พยานหรือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้รับการดูแลหรือไม่ ผู้รอดชีวิตที่มีบาดแผลทางใจได้รับการช่วยเหลือระยะยาวหรือไม่ และการช่วยเหลือเป็นเพียงช่วงแรก หรือมีระบบติดตามต่อเนื่อง เพราะคงไม่มีใครที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ลืมได้ลง (แต่ไม่ใช่การไปจี้ถามว่ารู้สึกอย่างไรกับการสูญเสีย)

ต่อมาเรื่องของกฎหมาย นี่ควรเป็นหนึ่งในคำถามใหญ่ที่สุด แต่มันกลับจางหายไปหลังจากที่ผู้คนหันไปสนใจเรื่องอื่น หลังเหตุการณ์สด ๆ ร้อน ๆ เรามักเห็นคำว่า “จะทบทวนมาตรการ” “จะเพิ่มความเข้มงวด” หรือ “จะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก” แต่ก็นั่นแหละ มันเคยเปลี่ยนแปลงอะไรจริง ๆ หรือไม่ ก็อาจเห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ นี่แหละว่ามีอะไรเปลี่ยนไปหรือเปล่า

เพราะถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายและกฎหมายจริง ๆ สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือภาพที่เรารู้สึกได้ว่ามันมีอะไรเปลี่ยนไป ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลับมีเหตุการณ์ที่ทำให้ตกใจถี่ยิบแบบนี้ ชาวบ้านทั่วไปก็จะเข้าใจจากสถานการณ์ว่าไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง นอกจากคำพูดปากเปล่าว่าจะเปลี่ยน และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจจะมีให้เห็นไม่กี่ครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิม! จนนำไปสู่ภาพของบทเรียนหนาเตอะ แต่แทบไม่เห็นว่ามีอะไรดีขึ้น

สุดท้าย เรื่องของบทเรียน หากนับจากเหตุการณ์ที่เราย้อนรอยกันมาในบทความนี้ ก็เท่ากับว่าเราได้เห็นการถอดบทเรียนมาแล้วอย่างน้อย ๆ 10 ครั้งแล้ว หรืออย่างน้อยก็ 9 ครั้งก่อนเกิดเหตุการณ์ครั้งล่าสุด สิ่งนี้ชวนตั้งคำถามเหลือเกินว่า “ปัญหาที่พบในครั้งก่อน เคยถูกแก้บ้างหรือยัง?” เพราะถ้าเคยแก้ ก็ดูจะไม่ค่อยเห็นผลเท่าไรนัก ถ้ายังไม่แก้ ทำไมถึงยังไม่แก้ รออะไร หรือถ้ามีมาตรการอยู่แล้ว ทำไมมันไม่สามารถป้องกันเหตุครั้งนี้ได้ล่ะ จึงดูเหมือนกับว่าเราเริ่มต้นจากศูนย์ทุกครั้งทั้งที่มีบทเรียนเป็นตั้งจากหลาย ๆ ฝ่ายที่พยายามช่วยบูรณาการ ทว่าหน่วยงานที่มีบทบาทสูงสุดที่จะนำบทเรียนไปแก้ปัญหาจริง อาจจะขยับเขยื้อนช้าไปหน่อยจนตามไม่ทันเหตุการณ์ ที่อาจจะเกิดขึ้นในสักวันหนึ่งครั้งหน้า แค่อีกเมื่อไรไม่มีใครรู้

เรากำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุกันหรือเปล่า นี่คือคำถามสุดท้ายในบทความนี้ เพราะหลังจากเกิดเหตุ สิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตาคือการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ เพิ่มการตรวจค้น เพิ่มการรักษาความปลอดภัย หรือออกมาตรการเฉพาะหน้า แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จำเป็นมาก แต่…มันเพียงพอที่จะทำให้คนในสังคมเลิกหวาดระแวงหรือยัง ว่าชุมชนที่ฉันอาศัยอยู่ ห้างสรรพสินค้าที่ฉันไปเดินเล่น หรือโรงเรียนที่ฉันส่งลูกไปเรียน จะมีใครถือปืนออกมาวิ่งไล่ยิงคนอื่นอีกเมื่อไร หรือมากพอที่คนจะเลิกถามคำถามว่า “อีกแล้วเหรอ?” หรือไม่ เพราะการป้องกันเหตุกราดยิงหรือเหตุยิงหมู่ไม่ได้มีแค่การทำให้สถานที่ปลอดภัยขึ้นหลังจากเกิดเหตุ แต่ต้องมองตั้งแต่การเข้าถึงอาวุธ การจัดการความเสี่ยง การเห็นสัญญาณเตือน ไปจนถึงการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ช่วงก่อนที่ข่าวจะถูกกลบด้วยประเด็นอื่นที่มาใหม่ในทุกวัน

หากเราแก้เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ทุกครั้งที่เกิดเหตุ เราอาจทำได้เพียง ตามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งปิดจบความคิดในหัวว่า “ถ้าเกิดเหตุขึ้นอีก เราจะต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้ง?”

ในเมื่อเราต่างก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าเหตุครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นหรือไม่ และไม่มีใครควรต้องใช้ชีวิตด้วยการหวาดระแวงว่าตัวเองจะเป็นผู้โชคร้ายคนนั้น ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้คือ ไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วกลายเป็นเพียงข่าวที่ผ่านไป อย่างน้อยที่สุด ถ้าเราในฐานะประชาชนยังจำได้ว่าเคยเกิดอะไรขึ้น ยังตั้งคำถามว่าทำไมมันถึงเกิดซ้ำ ๆ และยังถามต่อว่า แล้วหลังจากนั้นมีอะไรเปลี่ยนไปจริงบ้าง เราก็ยังมีโอกาสที่จะทำให้ “บทเรียน” ไม่จบลงพร้อมกับกระแสข่าว เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การที่เราไม่รู้ว่าเหตุครั้งต่อไปจะเกิดเมื่อไร ใครจะรับเคราะห์ ทว่าอาจเป็นการที่เรารู้ว่ามันมีโอกาสเกิดขึ้นอีก แต่ก็ยังยอมให้ทุกอย่างมันวนกลับไปเหมือนเดิมต่างหาก