Home Inspiration My Dear มีเดีย ดูคนไม่ยากแค่ดูคนที่เขาคบหาด้วยก็พอ

ดูคนไม่ยากแค่ดูคนที่เขาคบหาด้วยก็พอ

ภาพจาก Pixabay

คุณผู้อ่านเชื่อเรื่อง “คนประเภทเดียวกันย่อมมีแรงดึงดูดเข้าหากัน” ไหมคะ ถ้าคุณยังหาคำตอบไม่ได้ลองสังเกตุคนรอบตัวคุณที่กำลังคบหากันอยู่ทั้งในฐานะมิตรหรือในฐานะคนรู้ใจก็ได้ค่ะว่าเธอหรือเขาเหล่านั้นมีนิสัยส่วนไหนที่คล้ายกับตัวเราบ้าง เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเรามักสบายใจที่ได้พูดคุย ได้ใช้ชีวิต หรือแลกเปลี่ยนทัศนคติ ร่วมกับคนที่มีรสนิยม มีจริตที่ไม่แตกต่างจากตัวเรานัก ซึ่งบางครั้งเองเราก็อาจไม่รู้ตัว หรือถึงรู้ตัวก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ เพราะรสนิยม หรือ จริตบางอย่างนั้น อาจสร้างความเดือดร้อนให้คนที่ไม่ได้เป็นคนประเภทเดียวกับคุณ และก็เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่เห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในสังคมนี้

ที่ชวนคุยเรื่อง “คนประเภทเดียวกันย่อมมีแรงดึงดูดเข้าหากัน” อาจจะเป็นด้วยเพราะช่วงวัยของผู้เขียนเองที่เห็นอะไรต่อมิอะไรบนโลกนี้มาพอสมควรถ้าเปรียบเป็นนาฬิกา ช่วงชีวิตของผู้เขียนก็คล้อยเข้าสู่ช่วงบ่ายต้นๆ แล้ว เวลาได้พบเจอคนใหม่ๆ ก็ให้รู้สึกว่า “มนุษย์นั้นมีจริตต่างกันไม่กี่อย่าง”

แล้วก็ให้นึกถึง ประโยคหนึ่งจากหนังสือ “แม่เล่าให้ฟัง” พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ทรงเขียนถึงภาษิตภาษาฝรั่งเศสเอาไว้ว่า “Dis-moi qui tu hantes, je te dirai qui tu es” (บอกสิว่า เธอสนิทสนมสมาคมกับใคร แล้วจะบอกให้ว่าเธอเป็นคนอย่างไร)

เป็นประโยคที่อ่านแล้วเหมือนตาเราจะสว่างทันทีเมื่อหันไปมองคนรอบข้าง และหันกลับมามองตัวเรา ประโยคนี้ไม่ได้เพียงแค่เตือนตัวเราว่ากำลังคบหากับคนแบบไหน แต่ยังเป็นภาษิตสอนใจด้วยว่า ในสังคมที่มีความแตกต่างกันนั้นหากมองกันอย่างเข้าใจเราก็จะเห็นว่าแต่ละคนต่างมีที่มาไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ต่างกันคือจิตใจที่อยู่ภายใน

หากเราคิดจะคบหา รวมเรียน รวมงาน หรือ รวมหอกับใครแล้ว ลองสังเกตุสักนิดว่า คนรอบข้างที่เข้าคบหาอยู่นั้น เป็นคนเช่นไรเพียงเท่านั้นเราก็จะรู้แล้วว่า คนๆนั้นจะเข้ากับนิสัย หรือจริตของเราได้หรือไม่  หากรู้สึกว่าไม่ได้ ก็ขอให้เดินออกมาแบบเข้าใจ อย่าได้ไปมีปัญหาอะไรกับคนเหล่านั้นเลย เพราะไม่ว่าคุณจะหาคำอธิบายมากมายเพียงไหน ก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะเข้าใจ เนื่องจากสิ่งที่อยู่ภายในของคนเหล่านั้นต่างจากสิ่งที่คุณเป็น

ที่ชวนคุณผู้อ่านคุยเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโลกในทุกวันนี้ ผู้คนต่างอยู่กันแบบใส่หน้ากากเข้าหากัน จนบางครั้งก็ลืมที่จะถอดหน้ากากเหล่านั้น จนทำให้เราแทบแยกไม่ออกว่าคนไหนเป็นคนที่เราจะพอคบหาได้ บางคนนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกันวันรุ่งขึ้นยังสามารถแทงกันข้างหลังได้ ลองใช้วิธีของผู้เขียนที่นำเอาภาษิตด้านบนมาสังเกตุคนกันค่ะ แล้วคุณจะมองโลกอย่างเข้าใจมากยิ่งขึ้น เพราะทุกอย่าง “มันเป็นเช่นนั้นเอง”  

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ