Home Work & Living Living ไฟไหม้สถานบันเทิง เรารู้อะไรบ้าง…หรือเรา “ไม่เคย” รู้อะไรเลย!

ไฟไหม้สถานบันเทิง เรารู้อะไรบ้าง…หรือเรา “ไม่เคย” รู้อะไรเลย!

ทุกครั้งที่เกิดโศกนาฏกรรมไฟไหม้ “สถานบันเทิง” นอกจากคำถามที่สังคมตั้งคำถามซ้ำ ๆ เกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ ความเสี่ยงจากตัวอาคาร ความประมาทของผู้ประกอบการและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ผู้ประสบเหตุ ฯลฯ อีกสิ่งที่เรามักจะได้ยินตามมาเสมอคือคำว่า “ถอดบทเรียน” ซึ่งดูเหมือนว่าสังคมกำลังเรียนรู้ที่จะไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีก แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน เหตุการณ์ใหม่ก็เกิดขึ้น และสิ่งที่เราเคยพูดถึงมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่าก็กลับมาอีกครั้ง

ซึ่งสิ่งที่น่าตกใจก็คือ ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี เหตุไฟไหม้สถานบันเทิงเกิดขึ้นบ่อยมาก และมีความสูญเสียทุกครั้ง มันเลยทำให้นึกสงสัยว่า “บทเรียนที่เคยถอด” เคยถูกนำมาใช้ประโยชน์บ้างหรือเปล่า เรารู้อะไรบ้างจากเหตุการณ์เหล่านั้น หรือจริง ๆ เราไม่รู้อะไรเลยกันแน่ เพราะถ้าเรียนรู้จริง ทำไมมันถึงยังเกิดเหตุการณ์ในลักษณะคล้าย ๆ กันอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่มันควรจะป้องกันได้ตั้งนานแล้ว

สิ่งที่เราคิดว่า “เรารู้” จากเหตุการณ์ไฟไหม้แต่ละครั้ง

ทุก ๆ ครั้งที่ได้ยินข่าวว่าเกิดเหตุไฟไหม้สถานบันเทิงขึ้น ทั้งในประเทศไทยก็ดีหรือต่างประเทศ เรามักจะคาดเดาสาเหตุเบื้องต้นที่น่าจะเป็นไปได้ได้แทบจะทันที และพอจะเห็นภาพความเสียหายรุนแรงได้อย่างชัดเจนว่ามันเกิดอะไรขึ้นภายในสถานที่นั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะเราต่างคุ้นเคยกับชุดข้อมูลชุดเดิม ๆ เวลาที่มีรายงานข่าวอัคคีภัยจนกลายเป็นภาพจำ ไม่ว่าจะเป็น

สาเหตุของเพลิงไหม้

  • ไฟฟ้าลัดวงจร สาเหตุสุดคลาสสิกที่มักถูกระบุในรายงานเบื้องต้นเกือบทุกครั้ง โดยเฉพาะกับอาคารเก่าที่ระบบไฟไม่รองรับการใช้งานหนัก ๆ
  • การใช้พลุหรือดอกไม้ไฟ เพื่อประกอบการแสดงในพื้นที่ปิด
  • วัสดุตกแต่งภายในที่ติดไฟได้ง่าย เช่น โฟมซับเสียง หรือฉนวนกันความร้อนที่ไม่ได้มาตรฐาน แถมยังสามารถกลายสภาพเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีเมื่อติดไฟแล้ว
  • ความประมาท การขาดความรับผิดชอบของผู้ประกอบการหรือพนักงานที่เพิกเฉยต่อความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุเพลิงไหม้

สาเหตุที่ทำให้เกิดความสูญเสียจำนวนมาก ทั้งที่พอจะป้องกันได้ตั้งแต่ต้น

  • ความประมาทของผู้ประกอบการหรือพนักงาน มักถูกเอ่ยขึ้นพร้อมกับ ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ในประเด็นของความสูญเสียมากกว่าจะเป็นต้นเหตุของการเกิดเพลิงไหม้โดยตรง เพราะปัญหาเหล่านี้มักไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดเพียงจุดเดียว แต่เกิดจากช่องโหว่หลายชั้นที่เรียงตัวเข้าหากัน ตามแนวคิด Swiss Cheese Model ดังนั้น ถ้าลองพิจารณาดูให้ดี จะเห็นปัจจัยร่วมหลายประการที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น
    • ทางหนีไฟที่ใช้งานไม่ได้จริง
    • ประตูฉุกเฉินถูกล็อกหรือมีสิ่งกีดขวาง
    • ไม่มีระบบสัญญาณเตือนแจ้งเหตุเพลิงไหม้
    • ไม่มีระบบสปริงเกอร์ดับเพลิง (หรือมีแต่ไม่ทำงาน/ทำงานไม่ได้)
    • ไม่มีถังดับเพลิงอยู่ในตัวอาคาร
    • พนักงานใช้ถังดับเพลิงไม่เป็น
    • เป็นอาคารที่ใช้งานผิดวัตถุประสงค์
    • เป็นอาคารที่ออกแบบไม่ถูกต้อง
    • เป็นพื้นที่ปิดที่มีทางเข้า-ออกเพียงไม่กี่จุด
    • ทางเดินหรือทางเข้า-ออกนั้นแคบเกินกว่าจะรองรับคนจำนวนมากในภาวะตื่นตระหนก

ใช่! สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราต่าง “รู้” เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น ณ สถานบันเทิงที่ไหนสักที่บนโลกใบนี้ แต่คำถามคือ “รู้…แล้วยังไงต่อล่ะ” เรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้อันตราย เรารู้ว่าปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เกิดโศกนาฏกรรมและความสูญเสียครั้งใหญ่ขึ้นได้ แต่ดูเหมือนว่าความรู้นี้จะไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ วัวหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เราก็ยังล้อมคอกไม่เสร็จเสียที!

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงคำอธิบายว่า เหตุการณ์ไฟไหม้และความสูญเสียเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมดของโศกนาฏกรรม

สิ่งที่คนมักไม่รู้ เพชฌฆาตที่น่าสะพรึงกว่าเปลวไฟ

ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับเหตุไฟไหม้ คือความเชื่อที่ว่า “ไฟ” คือเพชฌฆาตเพียงหนึ่งเดียว ทว่าความเป็นจริงคือ ในเหตุไฟไหม้สถานบันเทิงจำนวนมากนั้น…

  • ควันพิษคือฆาตกรเงียบ

ผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้จำนวนมากไม่ได้เสียชีวิตจากการถูกไฟคลอก แต่เสียชีวิตจากการสูดดมควันพิษ เมื่อวัสดุต่าง ๆ ภายในอาคารถูกเผาไหม้ ไม่ว่าจะเป็นโฟมซับเสียง พลาสติก พรม ผ้าม่าน หรือวัสดุสังเคราะห์อื่น ๆ อาจเกิดก๊าซพิษหลายชนิดขึ้น เช่น ไฮโดรเจนไซยาไนด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ รวมถึงสารระคายเคืองระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ ก๊าซพิษเหล่านี้สามารถทำให้ผู้ประสบภัยเกิดอาการเวียนศีรษะ สับสน หมดสติ และเสียชีวิตได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที หลายครั้งที่เปลวไฟยังมาไม่ถึงตัวด้วยซ้ำ แต่ควันกลับคร่าชีวิตไปก่อนแล้ว

  • กับดักมรณะของพฤติกรรมการหนีเอาตัวรอด

ภาพที่เราคิดว่าคนเราจะวิ่งหาทางหนีไฟทันทีเมื่อเกิดเหตุ มักไม่ตรงกับความเป็นจริงเสมอไป มีงานศึกษาด้านพฤติกรรมการอพยพที่พบว่าในภาวะวิกฤติ มนุษย์มักมีพฤติกรรม “แห่ตามกัน” และคนส่วนใหญ่ไม่ได้มองหาทางหนีไฟฉุกเฉิน แต่จะวิ่งกลับไปทางเดิมที่ตนใช้เดินเข้ามา ซึ่งก็มักจะเป็นประตูหลักแคบ ๆ เพียงบานเดียว บริเวณนั้นจึงกลายเป็นจุดคอขวดที่คนแห่กันเบียดเสียดออกจนล้มทับกัน ทำให้การอพยพล่าช้ากว่าที่ควร และหลายเหตุการณ์ก็พบว่าผู้คนเสียชีวิตจากการเหยียบกันตาย

ไม่เพียงเท่านั้น ยังพบพฤติกรรมการวิ่งเข้าไปหลบในห้องน้ำในบางคน เพราะเชื่อว่าอย่างน้อยก็มีน้ำใกล้ตัวไว้ช่วยดับไฟ และจะปลอดภัยจากเปลวไฟ แต่ในความเป็นจริง ห้องน้ำไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะห้องน้ำที่อยู่ภายในอาคารและไม่มีทางออกไปยังภายนอก ซึ่งห้องน้ำของสถานบันเทิงส่วนใหญ่ก็มักจะไม่มีหน้าต่างหรือช่องระบายอากาศที่สามารถใช้หลบหนีได้ มันจึงอาจกลายเป็นพื้นที่ปิดตาย เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้และไฟลุกลามอย่างรุนแรง ความร้อนจากเพลิงอาจทำให้ท่อน้ำและน้ำภายในร้อนจัดจนเป็นอันตราย ขณะที่ควันพิษก็แทรกซึมเข้ามาได้ และเมื่อไฟลุกลาม ผู้ที่อยู่ภายในก็อาจจะติดอยู่ในพื้นที่ปิด จะกลับออกมาก็ทำไม่ได้ จะไปต่อก็ไม่มีเส้นทางให้อพยพ และอาจหมดสติก่อนที่จะสามารถออกมาได้

  • เรื่องของโครงสร้างที่ไม่มีใครสนใจ

จริง ๆ มันก็ไม่ใช่ความผิดของนักท่องราตรีหรอกที่จะไม่สืบประวัติสถานที่ที่ตนเองจะเข้าไปเที่ยว จะมีใครสนใจล่ะว่าก่อนจะมาเป็นสถานบันเทิง อาคารนี้เคยเป็นสถานที่อะไรมาก่อน หลายแห่งไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้คนจำนวนมากตั้งแต่แรก บางแห่งเป็นอาคารที่ดัดแปลงจากโกดัง โรงงาน หรืออาคารพาณิชย์เดิม เมื่อเปลี่ยนประเภทการใช้งาน แต่ไม่ได้ปรับปรุงระบบป้องกันอัคคีภัยให้เหมาะสม ความเสี่ยงก็อาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก ยิ่งมีการตกแต่งภายในด้วยวัสดุที่ติดไฟง่าย เพิ่มจำนวนโต๊ะ มีเวทีขนาดใหญ่ที่บดบังทางหนีไฟ หรือมีผู้ใช้บริการเกินความจุของอาคาร ความเสี่ยงนั้นก็ยิ่งทวีคูณ

ไม่เพียงเท่านั้น อาคารหลายแห่งดัดแปลงเป็นสถานบันเทิงโดยไม่ได้รับอนุญาต กล่าวคือจดทะเบียนเป็นร้านอาหารธรรมดา ทว่ามีการใช้งานผิดประเภทให้เป็นผับ บาร์ โดยไม่แจ้งทางการ สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้แสงสีและความบันเทิง

  • สถานบันเทิง กับภาวะที่การรับรู้และการตัดสินใจอาจลดลง

นี่คืออีกปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความรุนแรงของโศกนาฏกรรม เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานบันเทิงเป็นสถานที่ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยอยู่ในภาวะที่ความสามารถในการรับรู้ และตัดสินใจรับมือเหตุฉุกเฉินได้ช้าลง ไม่ว่าจะเป็นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเหนื่อยล้าจากการเที่ยวในช่วงดึก แสงไฟสลัว ๆ เสียงดนตรีอึกทึก หรือบรรยากาศที่ผู้คนกำลังสนุกและไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ว่ากันตามตรงก็คือ จากหลาย ๆ เหตุการณ์ เราแทบจะเห็นภาพเดียวกันในคลิปวิดีโอที่ถูกถ่ายไว้ในที่เกิดเหตุ ที่คนจำนวนมากไม่รู้ตัวทันทีว่ากำลังเกิดเหตุร้ายขึ้นใกล้ตัว ต้องไม่ลืมว่าสถานบันเทิงมีเสียงเพลงดัง มีแสงไฟกะพริบ และมีการใช้เอฟเฟกต์ต่าง ๆ ประกอบการแสดงอยู่แล้ว เมื่อเกิดเสียงดัง แสงสว่างวาบ หรือแม้แต่ควัน คนต้องใช้เวลาในการแยกแยะว่านี่คือส่วนหนึ่งของการแสดง หรือมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นจริง ๆ

ดังนั้น เมื่อสัญญาณอันตรายเกิดขึ้น หลายคนจึงใช้เวลานานกว่าจะรู้ตัว ในขณะที่มีคนเริ่มวิ่งหนี บางคนอาจจะกำลังคิดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงอยู่เลยก็ได้ บางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปแทนที่จะรีบอพยพ และบางคนลังเลที่จะหนีเพราะไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ร้ายแรงขนาดไหน ซึ่งเวลาที่สูญเสียไปเพียงไม่กี่สิบวินาที ก็อาจเป็นช่วงเวลาที่ไฟและควันพิษลุกลามจนทำให้การหลบหนียากขึ้นอย่างมากกว่าเดิม และเมื่อทุกคนรู้ตัว ทุกคนก็พากันหนีไปยังประตูเดิมที่ตนเองเดินเข้ามา ไม่ใช่ทางหนีไฟ

ประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยในรอบ 20 ปี

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต จะพบว่าโศกนาฏกรรมไฟไหม้สถานบันเทิงจากสาเหตุที่เราคุ้นเคยกันดีนั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งถ้าเราลองไล่เรียงเหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิงในประวัติศาสตร์ช่วงราว ๆ 20-30 ปีที่ผ่านมานี้ จะพบว่าแม้รายละเอียดของแต่ละเหตุการณ์จะแตกต่างกัน แต่รูปแบบของปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างกลับใกล้เคียงกันจนน่าตกใจ ลองมาไล่ดูเหตุการณ์กัน

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 เหตุไฟไหม้ The Station Nightclub ที่เมืองเวสต์วอร์วิก รัฐโรดไอแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดขึ้นหลังจากที่วงดนตรีใช้ดอกไม้ไฟบนเวที ประกายไฟกระเด็นไปติดกับโฟมซับเสียงที่ใช้บุผนัง ทำให้ไฟลุกลามทั่วอาคารภายในเวลาไม่กี่นาที เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 100 ราย ไม่เพียงเท่านั้น เหตุการณ์ดังกล่าวยังนำไปสู่การทบทวนมาตรฐานการใช้วัสดุตกแต่ง การใช้เอฟเฟกต์ประกายไฟ และการออกแบบทางหนีไฟในหลายรัฐของสหรัฐฯ

อีก 6 ปีต่อมา ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2552 (31 ธ.ค. 2551 – 1 ม.ค. 2552) ซานติก้าผับ ในกรุงเทพมหานคร กลายเป็นสถานที่เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของไทย เมื่อพลุและเอฟเฟกต์ไฟระหว่างการแสดงในคืนแห่งความสุขทำให้เพดานติดไฟขึ้น ด้วยความที่เป็นค่ำคืนแห่งการสังสรรค์ ทำผู้คนจำนวนมากติดอยู่ภายในอาคาร เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 66 ราย พร้อมกับคำประกาศจากทางการว่าจะเข้มงวดมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบันเทิงมากขึ้น!

ในปี พ.ศ. 2558 เหตุไฟไหม้ใน Colectiv Club ที่กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากดอกไม้ไฟที่ใช้ในการแสดง มีสะเก็ดไฟกระเด็นขึ้นไปโดนวัสดุซับเสียงเช่นเดียวกัน เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตรวม 64 ราย และเหตุการณ์ก็รุนแรงถึงขั้นนำไปสู่การประท้วงทั่วประเทศ การเปิดโปงปัญหาการคอร์รัปชันในระบบสาธารณสุขของโรมาเนีย และการลาออกของ Victor Ponta นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น

จากนั้นในปี พ.ศ. 2565 เหตุสลดเกิดขึ้นในประเทศไทยอีกครั้งหลังจากผ่านเพียงสิบกว่าปี เมื่อ Mountain B Pub จังหวัดชลบุรี เกิดเพลิงไหม้ที่ลุกลามอย่างรวดเร็วภายในอาคาร มีผู้เสียชีวิต 26 ราย จากการสอบสวนพบปัญหาหลายด้าน ทั้งวัสดุตกแต่งที่ติดไฟง่าย การดัดแปลงอาคาร และข้อบกพร่องด้านความปลอดภัย

อีกเพียงไม่กี่ปีต่อมา วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568 Pulse Club ในเมืองโคซานี ประเทศมาซิโดเนียเหนือ ก็เกิดเหตุในลักษณะใกล้เคียงกัน เมื่อเอฟเฟกต์พลุบนเวทีระหว่างการแสดงดนตรีจุดติดเพดานที่บุด้วยวัสดุติดไฟง่าย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 59 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก และเกิดการตั้งคำถามถึงการกำกับดูแลอาคารและการบังคับใช้กฎหมายอีกครั้ง

หรือแม้แต่ในประเทศที่มีภาพลักษณ์ด้านมาตรฐานความปลอดภัยสูงอย่างสวิตเซอร์แลนด์ ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันได้ เหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมานี้เอง (31 ธ.ค. 2568 – 1 ม.ค. 2569) ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ (อีกแล้ว) เกิดเหตุเพลิงไหม้ Le Constellation Bar ภายในสกีรีสอร์ตครองส์-มอนทานา เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วภายในอาคาร ขณะที่การสอบสวนมุ่งไปที่การใช้ประกายไฟสำหรับการเฉลิมฉลองร่วมกับวัสดุตกแต่งที่ติดไฟได้ง่าย มีผู้เสียชีวิต 41 ราย โดยผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยที่สุดมีอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายประเทศในยุโรปเริ่มกลับมาทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยของสถานบันเทิงอีกครั้ง

ผ่านมาเพียงครึ่งปี ล่าสุด…อีกครั้ง…ที่โศกนาฏกรรมไฟไหม้ร้ายแรงกลับมาเกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เหตุเพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ช่วงกลางดึกคืนวันที่ 12-13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 33 ราย และบาดเจ็บ 71 คน (อัปเดต ณ เวลา 10.00 น. วันที่ 16 กรกฎาคม 2569) เหตุการณ์นี้ทำให้สังคมไทยหันกลับมาตั้งคำถามเดิมอีกครั้ง ทั้งเรื่องต้นเพลิง ระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ การอพยพ และมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบันเทิง

แม้รายละเอียดของแต่ละเหตุการณ์จะแตกต่างกัน แต่เมื่อนำข้อมูลมาวางเรียงต่อกัน สิ่งที่ปรากฏให้เห็นกลับเหมือนกันอย่างน่าตกใจ วัสดุติดไฟง่าย ทางหนีไฟที่มีปัญหา อาคารดัดแปลง ระบบป้องกันอัคคีภัยที่ไม่สมบูรณ์ ผู้คนหนีออกทางเดิม และการบังคับใช้กฎหมายที่ยังมีช่องโหว่ ล้วนเป็นบทเรียนที่ถูกพูดถึงมานานหลายสิบปี จนหลายคนอาจเชื่อได้ว่า ไม่มีทางที่เหตุการณ์ในลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก บนพื้นฐานของปัจจัยเดียวกัน

บทเรียนที่เคยถอดแล้ว…แต่ 20 ปีผ่านไป เราก็ยัง “ถอดบทเรียน” กันเหมือนเดิม

หลังเกิดโศกนาฏกรรมทุกครั้ง เราก็จะเห็นภาพเดิม ๆ เกิดขึ้นเสมอ อย่างการตั้งคณะกรรมการสอบสวน การสั่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานบันเทิงทั่วประเทศแบบปูพรม การเชือดไก่ให้ลิงดูอย่างหารสั่งปิดสถานประกอบการที่ไม่ได้มาตรฐานหรือผิดกฎหมาย การประกาศกร้าวว่าเราจะทบทวนกฎหมายและยกระดับมาตรการความปลอดภัย หรือภาพของเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายหน่วยงานออกมาให้คำมั่นว่าจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

ภาพที่เห็น…ดูเหมือนทุกอย่างกำลังเดินหน้าใช่ไหมล่ะ? แต่เมื่อเวลาผ่านไป มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น?

หากย้อนกลับไป หลังเหตุการณ์ The Station Nightclub ในปีพ.ศ. 2546 สหรัฐอเมริกาได้ปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้วัสดุหน่วงไฟ การใช้เอฟเฟกต์ประกายไฟ และมาตรฐานทางหนีไฟอย่างจริงจัง หลังเหตุ ซานติก้าผับ ประเทศไทย ก็มีการตรวจสอบสถานบันเทิงทั่วประเทศอย่างเข้มข้น พร้อมกับมีการพูดถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หลังเหตุ Mountain B Pub ในปีพ.ศ. 2565 ก็มีการตรวจเข้มอีกระลอก มีการสั่งปิดสถานประกอบการจำนวนมากที่ไม่ผ่านมาตรฐาน และมีการประกาศว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเข้มงวดที่จุดติดขึ้นหลังโศกนาฏกรรมก็ค่อย ๆ ลดลง ข่าวทยอยหายไปจากหน้าสื่อตามวงจรความสดใหม่ การตรวจสอบที่เคยเข้มข้นกลับมาหย่อนยาน บ้างก็มีการจัดเตรียมสถานที่ให้ดูถูกต้อง ดูดี ดูปลอดภัยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการตรวจสอบ หรือแม้แต่อาจจะมีการติดสินบนเจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจสอบ ทำให้มองไม่เห็นความเสี่ยงที่ควรจะเห็น จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ แล้ววัฏจักรทั้งหมดก็เริ่มต้นซ้ำอีกครั้ง แบบที่เกิดขึ้นกับ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เพราะหลังจากผ่านมาแล้วกว่า 20 ปี นับจากเหตุไฟไหม้ The Station Nightclub คำเตือนที่โลกเคยพูดกันในวันนั้น ก็แทบไม่ต่างอะไรจากคำเตือนที่เรายังคงพูดกันอยู่ในทุกวันนี้ ซึ่งเรื่องน่าเศร้าแต่ดันเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องเตรียมใจยอมรับก็คือ อุบัติเหตุแบบนี้มันอาจไม่มีครั้งสุดท้าย

เพราะฉะนั้น การที่เราได้ยินประโยคเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ต้องถอดบทเรียน” หลังจากเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น มันอาจทำให้คนฟังคิดตามว่า ยังมีบทเรียนให้ถอดอีกงั้นหรือ ในเมื่อความเป็นจริงที่เราเห็น บทเรียนเหล่านั้นถูกสรุปเป็นสารพัดชุดความรู้ตั้งนานแล้ว และถอดมาหลายครั้งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในลักษณะเดียวกันที่แทบจะคัดลอก-วาง ดังนั้น สิ่งที่ยังขาดอาจไม่ใช่บทเรียน แต่คือ การทำให้บทเรียนนั้นกลายเป็นมาตรฐานที่ถูกนำไปปฏิบัติทุกวัน ไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราวหลังมีเหตุสูญเสีย หรือเปล่า เพื่อไม่ให้คำว่า “ถอดบทเรียน” เป็นเพียงพิธีกรรมหลังโศกนาฏกรรมที่มีไปอย่างนั้น มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

เรารู้บทเรียน แต่เราเคยนำมันไปใช้จริงหรือไม่

อย่างที่เราทราบ หลังเกิดโศกนาฏกรรมทุกครั้ง จะมีการสรุปบทเรียนคล้ายกันเสมอ

  • ไม่ควรใช้พลุหรือเอฟเฟกต์ประกายไฟภายในอาคาร
  • ห้ามใช้วัสดุตกแต่งที่ติดไฟง่าย
  • อาคารต้องมีระบบแจ้งเหตุและระบบดับเพลิงที่ใช้งานได้
  • ต้องมีทางหนีไฟเพียงพอ เปิดใช้งานได้จริงทุกสถานการณ์ และไม่มีสิ่งกีดขวาง
  • ต้องควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการไม่ให้เกินความจุ
  • พนักงานต้องได้รับการฝึกซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน
  • หน่วยงานรัฐต้องตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ซึ่งเมื่ออ่านลิสต์เหล่านี้ หลายคนอาจจะเห็นตรงกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จาก 7 โศกนาฎกรรมข้างต้นนั้น “ไม่มีเรื่องใหม่เลย” เรารู้ว่าไฟไหม้ในสถานบันเทิงมักเกิดจากอะไร เรารู้ว่าวัสดุติดไฟง่ายไม่ควรอยู่ในอาคาร เรารู้ว่าการใช้พลุภายในอาคารเป็นความเสี่ยง เรารู้ว่าควันพิษอันตราย เรารู้ว่าทางออกฉุกเฉินจะต้องใช้ได้จริงยามเกิดเหตุฉุกเฉิน และเรารู้ว่าการตรวจสอบต้องเกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่หลังมีผู้เสียชีวิต

ดังนั้น ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่เราต้องรู้อะไรบ้างหรือเรายังไม่รู้อะไรบ้าง เรารู้แทบจะทั้งหมดแล้ว แต่บางทีเราอาจไม่เคยเรียนรู้จริง ๆ และไม่ได้เอาสิ่งที่รู้มาลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่ใช่การที่สามารถพูดซ้ำ ๆ ว่าเหตุการณ์เกิดจากอะไร แต่มันคือการ ทำให้เหตุการณ์แบบเดิมไม่เกิดขึ้นอีก นั่นจึงเป็นที่มาของถามที่ว่า บทเรียนที่เราถอด ๆ กัน มันเคยถูกนำมาใช้จริงบ้างหรือเปล่า!

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจถึงสาเหตุของโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตคนบริสุทธิ์ไปนับไม่ถ้วน และวิธีการป้องกันแล้ว ปัจจัยที่ทำให้โศกนาฏกรรมยังคงเกิดขึ้นซ้ำซากจนดูเหมือนว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด และคงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะยังวนเวียนอยู่กับบทเรียนเดิม ๆ ที่ไม่เคยจะถูกแก้ คำตอบอาจซ่อนอยู่ตรงนี้…

  • ช่องว่างระหว่างกฎหมายและการบังคับใช้ เรามีกฎหมายที่ค่อนข้างเข้มงวด ทว่าตรงกันข้ามกับการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ข้อเท็จจริงเป็นแบบที่เราเห็นเลย ที่การตรวจสอบแบบเข้มงวดมักเกิดขึ้น “เฉพาะหลังเกิดเหตุ” มากกว่าการป้องกันเชิงรุกอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ เมื่อเวลาผ่านไป มีข่าวดังข่าวใหม่เกิดขึ้นมา เรื่องนี้ก็จะค่อย ๆ เงียบหายไป ทุกอย่างจะกลับมาดำเนินการอย่างเข้มข้นอีกครั้ง เมื่อเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหม่
  • ความปลอดภัยที่ถูกมองเป็นต้นทุนที่ไม่สร้างรายได้ นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ค่อนข้างน่ากังวล เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าสถานที่ต่าง ๆ ที่เราไปนั้น มีความพยายามลงทุนจะสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้บริการมากน้อยแค่ไหน เมื่อผู้ประกอบการบางรายยังคงมองว่ามาตรฐานความปลอดภัยที่ควรต้องมีในสถานประกอบการของตน คือ “ค่าใช้จ่ายที่ไม่สร้างกำไร” ที่ต้องพยายามลดต้นทุนให้เหลือน้อยที่สุด แทนที่จะมองว่ามันคือ “การลงทุน” เพื่อรักษาชีวิตของผู้ใช้บริการและธุรกิจของตนเอง หรือมองในเชิงธุรกิจ จะมองว่ามันเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแทนก็ได้ เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดความมั่นใจว่าถ้าไปใช้บริการที่นี่แล้ว จะยังมีโอกาสได้กลับบ้าน และไม่ใช่แค่สถานบันเทิงเท่านั้น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงงาน หรือแม้แต่หน่วยงานราชการก็เหมือนกัน ยกตัวอย่าง กรณีห้างนิวเวิลด์บางลำพู โรงแรมรอยัลพลาซ่า โรงงานเคเดอร์ หรือแม้แต่ตึก สตง. ทุกที่ล้วนเสี่ยงภัยต่อผู้เข้าไปใช้บริการได้หมด หากผู้ประกอบการละเลยความปลอดภัย
  • สถานการณ์ที่ผู้ใช้บริการต้องช่วยเหลือตัวเอง แน่นอนว่าเราไม่อาจโทษคนเที่ยวได้เต็มปาก เพราะไม่ควรมีใครต้องไปจบชีวิตเพียงเพราะไปเที่ยว แต่ถ้ามองในมุมของการจัดการความเสี่ยงในโลกความเป็นจริง เราอาจต้องมีทักษะบางอย่างเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ตัวเองด้วย ทักษะที่ควรมีติดตัวเพื่อประโยชน์ในการเอาตัวรอด ข้อเท็จจริงที่อาจฟังดูใจร้ายแต่มันเป็นเรื่องจริงก็คือ เราต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ ทุกที่ ทุกเวลา ทว่ามันกลับเป็นเรื่องปกติที่คนเรามักเดินเข้าสถานบันเทิงด้วยความเพลิดเพลินใจโดยที่ไม่เคยสังเกตว่าทางหนีไฟอยู่ตรงไหน มีอุปกรณ์ดับเพลิงตั้งอยู่ใกล้ตัวหรือไม่ แล้วเราใช้เป็นหรือเปล่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน บางคนอาจจะใช้ถังดับเพลิงไม่เป็น เพราะมักจะโดดซ้อมหนีไฟทุกครั้งที่มีการจัดอบรม ทั้งที่นั่นเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอดที่ควรมีติดตัวไว้ มันสำคัญต่อการเอาชีวิตรอด เมื่อเราต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยให้เราได้

“การไปเที่ยว” ไม่ใช่ความผิดที่ถึงขั้นต้องรับโทษประหาร

สิ่งที่ค่อนข้างน่าตกใจเวลาที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้กับสถานที่แบบสถานบันเทิง คือ “การกล่าวโทษเหยื่อ” สิ่งที่เรามักจะเห็นกันชินตาก็คือ คำพูดในทำนองว่า “ไปสถานที่แบบนั้นเอง ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงสิ” ทั้งที่ถ้าว่ากันตามจริง สถานบันเทิงไม่ใช่สถานที่ผิดกฎหมาย หากสถานบันเทิงแห่งนั้นทำเรื่องขออนุญาตเปิดอย่างถูกต้อง เปิด-ปิดตามเวลา และมีการปฏิบัติตามข้อกำหนดของสถานบันเทิงตามที่กฎหมายกำหนด มันจึงเป็นเพียงสถานที่แห่งหนึ่งที่คนที่อายุเกินเกณฑ์สามารถเข้าไปใช้บริการ เที่ยว กิน ดื่ม สังสรรค์ พักผ่อน ฟังคอนเสิร์ตได้ตามปกติ หากไม่ได้ทำเรื่องผิดกฎหมายและไม่ได้ทำใครเดือดร้อน

เพราะฉะนั้น หากมองกันตามข้อเท็จจริงโดยปราศจากอคติ จะพบว่าการไปสถานบันเทิง อาจจะไม่ได้ต่างอะไรกับการไปห้างสรรพสินค้า ไปโรงภาพยนตร์ ไปสวนสนุก ไปสำนักงานเขต หรือแม้กระทั่งไปวัดเลยด้วยซ้ำ เพราะทุกสถานที่มีบริบทที่เฉพาะเจาะจงตามวัตถุประสงค์ของคนไป คนเรามีสิทธิเลือกว่าจะไปที่ไหน และผู้ใช้บริการควรได้รับความปลอดภัยขั้นพื้นฐานจากสถานที่นั้น การเลือกสถานที่ไปที่แตกต่างกันไม่ได้ทำให้ชีวิตของคนคนหนึ่งมีคุณค่ามากกว่าหรือน้อยกว่าอีกคน การไปเที่ยวจึงไม่ควรเป็นการพนันด้วยชีวิต และที่สำคัญการไปเที่ยวกลางคืนจะดีหรือไม่ดีในสายตาใครก็ตาม ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะไปตีตราใครว่าเขาสมควรต้องตายเพียงเพราะไปเที่ยว

ดังนั้น สิ่งที่เราควรสนใจเมื่อเกิดเหตุโศกนาฏกรรมเช่นนี้ คือ “ความปลอดภัยตามกฎหมายของสถานที่นี้อยู่ตรงไหน?” ไม่ใช่การตัดสินเชิงศีลธรรมว่าคนไปเที่ยวสถานบันเทิงเป็นคนดีหรือไม่ดี หรือมองอย่างตัดสินว่าสถานที่ดังกล่าวเป็น “สถานที่อโคจร” ที่ผู้ที่เลือกไปย่อมต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเอาเอง บางคนถึงขั้นมองว่าเหตุการณ์เช่นนี้เป็นผลจากการเลือกใช้ชีวิตของผู้เสียชีวิตเองด้วยซ้ำ ถ้าอยู่บ้านเฉย ๆ ก็คงไม่เป็นไร และต่อให้มันจะ “อโคจร” จริง ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เข้าไปใช้บริการควรถูกลงโทษด้วยความตาย

สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืมคือ ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์หลายคนไม่ได้เป็นผู้ใช้บริการ แต่เป็นเพียงคนทำงานคนหนึ่งที่ประกอบอาชีพสุจริต เป็นนักร้อง นักดนตรี เด็กเสิร์ฟ พ่อครัว/แม่ครัว พนักงานทำความสะอาด พนักงานรักษาความปลอดภัย หรือกรณีคนไปเที่ยวเองก็ดี การจะไปบอกให้คนที่ออกเที่ยวตอนกลางคืนต้องรับความเสี่ยงเอาเองกับสถานที่ที่ (ควร) อยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดก็คงไม่ใช่ ชีวิตคนเรามีอิสระที่จะเที่ยวที่ไหนก็ได้ตราบใดที่ไม่ได้ไปละเมิดสิทธิใคร และต้องได้รับความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาให้ลึกลงไป แนวคิดเช่นนี้อาจกำลังพาเราหลงทางจากประเด็นที่สำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าคนคนหนึ่งจะออกไปฉลองวันเกิด นัดพบเพื่อน ฟังคอนเสิร์ต หรือดื่มสังสรรค์ในสถานบันเทิง การตัดสินใจไปใช้บริการสถานที่แห่งหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องถูกลงโทษด้วยความตาย จริงอยู่ที่การไปสถานบันเทิงอาจมีความเสี่ยงบางอย่างมากกว่าการอยู่บ้าน แต่ความเสี่ยงนั้นควรเป็นความเสี่ยงจากการใช้ชีวิต เช่น การเมาสุรา การทะเลาะวิวาท หรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่ความเสี่ยงที่จะติดอยู่ในอาคารที่ไม่มีทางหนีไฟ ใช้วัสดุติดไฟง่าย หรือไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐาน

เพราะเมื่อสถานที่แห่งนั้นเปิดให้บริการอย่างถูกต้อง บางแห่งมีเก็บค่าเข้าพื้นที่ มีการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม มีการเปิดรับผู้ใช้บริการเข้าไปภายในอาคาร สิ่งที่ผู้ใช้บริการควรได้รับเป็นอันดับแรก คือ ความปลอดภัยขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย ที่เจ้าของสถานที่ต้องจัดเตรียมไว้สำหรับใครก็ตามที่เขาไปในพื้นที่ มันไม่ใช่สิทธิพิเศษของนักเที่ยว ไม่มีใครควรต้องสังเวยชีวิต เพียงเพราะออกไปใช้เวลาพักผ่อนในยามค่ำคืน

มันจึงถึงเวลาที่เราควรตั้งคำถาม ว่าการไปเที่ยวสถานบันเทิง สถานที่ที่ใครหลายคนมองว่า “อโคจร” นั้น ความสนุกชั่วข้ามคืนสมควรต้องแลกด้วยชีวิตเชียวหรือ? ความผิดของเหยื่อคือการไปเที่ยวงั้นหรือ? หรือจริง ๆ แล้วมันคือการที่สถานที่นั้นไม่มีทางหนีไฟที่ใช้งานได้จริง มีการกั้นประตูเพื่อป้องกันลูกค้าชักดาบ มีการใช้วัสดุติดไฟง่ายแต่ก็ยังจะมีการจุดไฟในพื้นที่ปิด มีระบบป้องกันอัคคีภัยไม่ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบการละเลยการตรวจสอบระบบไฟในอาคาร หรือเป็นพื้นที่ที่ถูกละเลยจากทางการที่มีหน้าที่ตรวจสอบสถานที่แบบสถานบันเทิงให้เข้มงวดตามที่กฎหมายกำหนด หรือแม้แต่ช่องโหว่ของกฎหมาย ที่ทำให้พวกเจ้าของกิจการหัวหมอใช้หลบเลี่ยงความเสี่ยงในพื้นที่ของตัวเอง จนกลายเป็นการตัดสินโทษประหารชีวิตให้ลูกค้าธรรมดา ๆ โดยไม่รู้ตัว

ถ้าเจ้าของพื้นที่ไม่ช่วย เราก็อาจต้องช่วยเหลือตัวเองให้รอดชีวิต

ในฐานะผู้ใช้บริการ แม้เราจะไม่สามารถควบคุมมาตรฐานของอาคารได้ทั้งหมด แต่เราสามารถลดความเสี่ยงของตนเองได้ หลายอย่างอาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่สร้างความแตกต่างระหว่างการรอดชีวิตกับการตกเป็นเหยื่อของโศกนาฏกรรม และสิ่งเหล่านี้คือทักษะที่ต้องมีติดตัวไว้บ้าง เมื่อเราอาจต้องเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีใครช่วยเหลือเรา เราต้องช่วยเหลือตัวเองได้

  • สัญชาตญาณคือสิ่งสำคัญ ก้าวแรกที่เข้าไปในสถานบันเทิง ให้มองหาป้ายทางออกฉุกเฉินก่อนเสมอ ลองสังเกตว่ามีทางออกมากกว่าหนึ่งทางหรือไม่ ทางเดินมีสิ่งกีดขวางหรือเปล่า และถ้าหากเป็นไปได้ อาจจะลองตรวจสอบดูว่าทางออกฉุกเฉินนั้น สามารถใช้งานได้จริงหรือไม่
  • ตรวจสอบสภาพแวดล้อม ถ้าเห็นว่าคนแน่นเกินไป เห็นวัสดุติดไฟง่ายในจุดเสี่ยง หรือเห็นความเสี่ยงอื่น ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย จงกล้าที่จะเดินออกมา อย่าเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงทั้งที่รู้สึกแต่ต้นแล้วว่าไม่ปลอดภัย
  • เมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น ให้ลองสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้น หากรู้สึกไม่ชอบมาพากล ให้อพยพทันทีโดยไม่ย้อนกลับไปเก็บทรัพย์สิน เหตุไฟไหม้เกิดขึ้นรวดเร็วมากหากย้อนกลับไปอาจหนีออกมาไม่ทัน และหากร่างกายติดไฟ ให้หยุดนิ่ง ลงไปนอน และนอนกลิ้งไปมากับพื้น โดยใช้มือปิดหน้าเอาไว้ อย่าวิ่งเด็ดขาด หากบนร่างกายมีเครื่องประดับ ให้รีบถอดเครื่องประดับออกให้หมด ของเหล่านั้นเก็บความร้อนดีมาก และสามารถทำลายผิวหนังเราได้มากกว่าที่คิด ส่วนเสื้อผ้า หากไม่ได้ติดไฟอยู่ ก็ไม่ควรรีบกระชากหรือถอดออก เพราะเสื้อผ้าอาจติดอยู่กับผิวหนังที่ถูกไฟไหม้ การดึงออกอย่างรวดเร็วอาจทำให้เนื้อเยื่อและผิวหนังถูกดึงออกมาด้วย
  • ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของคนอื่น เป็นเรื่องของทุกคนที่อยู่ในอาคารนั้น

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ความปลอดภัยไม่ควรเป็นภาระของผู้ใช้บริการเพียงฝ่ายเดียว แต่ในขณะเดียวกัน การที่เรามีความรู้และทักษะในการเอาตัวรอด ก็อาจเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของตัวเราเอง ให้เรากลับออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ใช่ว่าควรต้องมีทักษะเอาตัวรอดเพื่อชดเชยความล้มเหลวของระบบ หรือเพราะผู้ประกอบการมีสิทธิละเลยความปลอดภัย

ผู้คนไม่ควรต้องเดินเข้าไปในสถานบันเทิงด้วยความคิดว่า “ถ้าเกิดไฟไหม้ ฉันจะหนีออกทางไหน” เพราะการออกไปกินข้าว ฟังคอนเสิร์ต ฉลองวันเกิด หรือใช้เวลาพักผ่อนกับเพื่อน ไม่ควรเป็นการพนันด้วยชีวิต ความปลอดภัยควรเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกคนได้รับ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องลุ้นชะตากรรมเอาเอง