Home Interview Exclusive Talk : Pump Speed Pump Speed : “โนเกีย-สุธาศินี” เป็นพริตตีสดใสอยู่ดี ๆ จนกระทั่งอยากเป็นนักแข่งรถ!

Pump Speed : “โนเกีย-สุธาศินี” เป็นพริตตีสดใสอยู่ดี ๆ จนกระทั่งอยากเป็นนักแข่งรถ!

ช่วง Pump Speed จากรายการ World Of Speed ที่จะพาคุณผู้ชมทุกท่านไปพูดคุยแบบ Exclusive กับแขกรับเชิญผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแข่งเสมอไป เทปนี้เปิดสนามต้อนรับการมาเยือนของสาวสวยสุดเซ็กซี “โนเกีย-สุธาศินี ศิริรักษ์” จากเส้นทางของการเป็นพริตตีเบอร์ท็อปและเน็ตไอดอลที่มีผู้ติดตามหลักล้าน ยืนกางร่มให้นักแข่งอยู่ดี ๆ ก็เริ่มซึมซับและหลงใหลในความเร็ว จนกระทั่งก้าวมาเป็น “นักแข่งรถหน้าใหม่” ด้วยความตั้งใจที่จะพิสูจน์ตัวเองบนโลกมอเตอร์สปอร์ตอย่างเต็มตัว

จาก “พริตตี” สู่ “นักแข่งหน้าใหม่” ของวงการมอเตอร์สปอร์ต

หากถามว่าปัจจุบัน เธออยากให้คนเรียกเธอว่าอะไรดี เธอบอกว่าเรียกอะไร เพราะไม่ว่าจะเป็นพริตตี เน็ตไอดอล หรือนักแข่งรถ เธอมองว่านั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนได้รู้จักเธอ ถึงอย่างนั้นมันก็มีความเชื่อมโยงกันหมด ทว่าจุดที่เธอโฟกัสมากที่สุดในเวลานี้ คือการเป็นนักแข่งรถ! เธอยินดีมาก ๆ ถ้าทุกคนจะเรียกเธอว่า “นักแข่งหน้าใหม่”

การทำงานเป็นพริตตีทำให้เธอได้อยู่ใกล้ชิดกับสนามแข่ง ความคิดแรกที่เธอมีต่อกีฬาแข่งรถ จากมุมมองของหญิงสาวที่สวมส้นสูง และคอยถือร่มให้นักแข่ง คือ “เขาไม่กลัวตายกันเหรอ” อีกทั้งเธอยังรู้สึกนับถือในความอดทนและความพยายามของเหล่านักแข่งมาก ๆ ด้วยเธอรู้ดีว่าชุดนักแข่งที่พวกเขาสวมใส่มันร้อนแค่ไหม แต่นักขับทุกคนก็ยังอดทน ยังสู้ และยังคงขับรถกันได้เร็วมาก ๆ ทั้งที่มันอึดอัดขนาดนั้น อย่างไรก็ดี การที่เธอเริ่มสังเกตนักแข่งในพิตนี่เอง ที่ทำให้เธอ “เริ่มสนใจ” กีฬาชนิดนี้ขึ้นมา

เธอเล่าว่า ตอนที่เธอเป็นพริตตี หน้าที่ปกติคือกางร่มให้กับนักแข่ง เสร็จงานก็มาพักผ่อนตามอัธยาศัย แต่การพักผ่อนของเธอคือการไปยืนดูหน้าจอการแข่งขัน เพื่อคอยตามเชียร์ทีมแข่งที่เธอมากางร่มให้ นั่นทำให้เธอได้เห็นความเร็วและเทคนิคของนักแข่งมาเรื่อย ๆ เธอเริ่มสังเกตการขับรถของพวกเขา เธอไม่รำคาญเสียงรถ เธอเห็นอะไรต่าง ๆ ในสนามมากมาย และเธอก็มักจะรู้สึกสงสัยจนต้องคอยถามทีมงานอยู่ตลอดว่านักแข่งแต่ละคนพลาดตรงไหน เพราะเธออยากเข้าใจกลไกของการแข่งขัน เธอซึมซับทุกสิ่งอย่างจากในสนามแข่งมากขึ้น ๆ รู้ตัวอีกที เธอก็เริ่มคิดว่าการนั่งอยู่หลังพวงมาลัยมัน “น่าสนใจ” จนอยากลองพิสูจน์ตัวเองบ้าง

ส่วนจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอเปลี่ยนบทบาทจากคนกางร่ม เข้ามาเป็นคนที่อยู่ในร่ม และกลายมาเป็นคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย มีอยู่ด้วยกันสองช่วง ช่วงแรกเป็นผลมาจากการที่เธอได้คุยกับทีมงานในพิตบ่อย ๆ จึงได้รู้ว่าทางทีมแข่งกำลังมองหานักแข่งหญิง ส่วนช่วงที่สอง ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ทำให้เธอคิดที่จะก้าวลงสู่สนามอย่างจริงจัง คือการไปงานรับรางวัลนักแข่งที่ได้แชมป์ประจำปีของ Toyota แล้วเธอได้เห็นนักแข่งหญิงเรียงหน้ากันขึ้นไปรับรางวัลบนโพเดียม บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงปรบมือที่แสดงความยินดีอย่างกึกก้อง ความรู้สึกของเธอในวินาทีนั้นก็คือ “ไม่อยากอยู่ข้างล่างแล้ว อยากไปยืนตรงนั้น” ซึ่งถ้าเธอได้มีโอกาสขึ้นไปยืนอยู่จุดนั้นบ้าง มันจะต้องน่าภูมิใจมากแน่ ๆ เพราะมันคือจุดสูงสุดของการเป็นนักแข่ง เธอเลยตัดสินใจที่จะลองดูสักครั้ง

เธอเริ่มต้นลงแข่งในรุ่น Toyota Yaris Ativ Lady ซึ่งเธอยอมรับว่าใช้เวลาซ้อมจริงน้อยมากเพราะมีเวลาน้อย เธอจึงเน้นการซ้อมผ่านเครื่อง Sim Racing ที่บ้านด้วยตัวเองเพื่อจำไลน์สนาม และสนามแรกที่เธอซ้อมก็คือ สนาม Street Circuit ที่บางแสน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความน่ากลัวและความแคบ มีรถหลายคันที่ประสบอุบัติเหตุ เธอเริ่มกลัวขึ้นมานิด ๆ แต่แก้ปัญหาด้วยการทำการบ้านให้หนักเป็นพิเศษแทน

ประสบการณ์ 1 ปีบนสนามแข่ง และการตอบรับที่เปลี่ยนไป

เธอบอกเล่าถึงความรู้สึกในการลงสนามแข่งครั้งแรกว่ามันแตกต่างจากตอนเป็นพริตตีถือร่มอย่างสิ้นเชิง การไปนั่งหลังพวงมาลัยมันทั้งร้อนและอึดอัด จากการที่ต้องสวมใส่เสื้อผ้าหลายชั้นและไหนจะพวกอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยทั้งหลาย เธอรู้สึกว่ามันค่อนข้างเป็นอุปสรรคต่อการทำสมาธิ แต่เมื่อเริ่มสตาร์ตรถ มวลความตื่นเต้นก็ถาโถมเข้าหา อะดรีนาลีนที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เธอลืมความลำบากไปทั้งหมด และสามารถจดจ่ออยู่กับสนามและการแข่งขันตรงหน้าเท่านั้น

ส่วนการเปลี่ยนแปลงในแง่มุมอื่น อีกเรื่องก็คือการเปลี่ยนจากคนที่คอยกางร่มให้คนอื่น มาเป็นคนที่มีคนคอยกางร่มให้ เธอพูดติดตลกว่าถ้าเธอไม่ขอพริตตีจากสปอนเซอร์หรือจากทีมแข่ง เธอก็จะหาพริตตีเอง โดยสนามแรกที่เธอลงแข่ง เธอเป็นคนเลือก “พริตตีบอย” หรือก็คือชายหนุ่มหุ่นดีมาเป็นคนกางร่มให้เพื่อสร้างความแตกต่าง และครั้งต่อ ๆ มา ก็จะมีเพื่อน ๆ ในวงการพริตตีมากางให้ หรือการที่เมื่อก่อนตอนที่เธอเป็นพริตตี ก็เคยมีนักแข่งหนุ่ม ๆ มาขายขนมจีบให้บ้าง แต่เธอก็ปฏิเสธไปเนื่องจากยังไม่พร้อมจะคุยกับใคร ครั้นพอมาเป็นนักแข่ง บรรดาหนุ่ม ๆ ที่ตามจีบก็น้อยลงไปเยอะ มีแต่ตัวเธอเองที่มักจะไปแซวเหล่าพริตตีบอย

อย่างไรก็ตาม ไลฟ์สไตล์ทั่วไปของเธอไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก เธอยังคงจัดเต็มกับการแต่งหน้าเหมือนเดิม ในส่วนของลำตัวอาจจะไม่ต้องดูแลอะไรมาก เพราะต้องใส่ชุดนักแข่งปิดมิดชิด แต่ในส่วนของใบหน้าเธอปล่อยหน้าสดไม่ได้เด็ดขาด ต้องสวยเป๊ะเท่านั้น! ตาต้องบล็อก สีปากต้องแน่น ต่อให้เธอจะนั่งอยู่ในรถ สวมชุดแข่งกันไฟและใส่หมวกกันน็อกที่มองไม่เห็นใบหน้า ทว่าสื่อมวลชนยังคงจับจ้องอยู่ตลอดเวลา และเมื่อไรที่เธอลงจากรถ สื่อจะเดินเข้าหา กล้องจะจับภาพทันที หน้าเธอจึงต้องดูดีตลอดเวลาแม้ว่าจะเหงื่อท่วมตัวก็ตาม

นอกจากนี้ เธอยังตอบคำถามในประเด็นของการตอบรับในโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนไปจากการที่ภาพลักษณ์ของเธอเปลี่ยน จากการสวมใส่ชุดเซ็กซี่มาเป็นชุดแข่งที่ปิดมิดชิด เธอเองก็เคยกังวลว่าเรตติงตนเองจะตก เนื่องจากความมิดชิดที่ว่านั้นไม่ได้ปิดแค่ตัว แต่ปิดไปถึงหัว บางคนก็จำเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องใช้ดูหมายเลขหน้ารถเอาถึงจะรู้ว่าเป็นเธอ ในเวลานี้ เธอยอมรับว่ายอดไลก์ในชุดนักแข่งอาจจะสู้ชุดว่ายน้ำหรือชุดพริตตีไม่ได้ ตามธรรมชาติของโซเชียลมีเดีย แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ “คอมเมนต์ที่มีคุณภาพ” มีคนเข้ามาคอยให้กำลังใจ และยกให้เธอเป็นแรงบันดาลใจของรักรถแข่ง

ประสบการณ์สุดหวาดเสียวในการแข่งรถ และเป้าหมายเล็ก ๆ ในการเป็นนักแข่ง

อย่างที่ทราบว่าเธอมีประสบการณ์ในสนามแข่งมากว่า 1 ปีแล้ว จนถึงปัจจุบัน เธอก็ยังคงรู้สึกหวาดเสียวทุกครั้งที่ลงแข่ง แต่ถ้าถามว่าช่วงไหนที่ทำให้เธอหวาดเสียวอย่างถึงที่สุด เธอยกให้จังหวะ Rolling Start มันคือการสตาร์ตขณะที่รถกำลังวิ่งอยู่ สำหรับเธอ นี่คือจุดวัดใจที่เธอเดาใจรถคันข้าง ๆ แถมยังมีกฎกติกาคุมอยู่ อีกจุดคือช่วงเข้าโค้งแรกที่ทุกคนจะต้องแย่งกันเข้าโค้ง นี่คือจุดชี้เป็นชี้ตาย! ด้วยเธอต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาทีว่าจะผ่อนหรือจะเติมคันเร่ง

สำหรับเป้าหมายในการเป็นนักแข่งของเธอนั้น ณ เวลานี้เธอตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ เพียงขอแค่ให้ได้ “ขึ้นโพเดียม” แรกในชีวิตให้ได้ก่อน เพื่อเป็นรางวัลให้กับความพยายาม ส่วนจะอันดับเท่าไรก็ได้เธอไม่เกี่ยง

และท้ายที่สุด เธอยังฝากถึงผู้หญิงที่อยากลองเข้าสู่วงการแข่งรถว่า “ความกลัวมีไว้พุ่งชน” หลายคนอาจจะบอกว่าการแข่งรถมันอันตราย ไม่เหมาะสำหรับผู้หญิง แต่เธอกลับมองว่ามอเตอร์สปอร์ตเป็นกีฬาที่สนุกมาก ที่สำคัญ การขับรถก็ยังต้องใช้สติและความเข้าใจที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ ซึ่งผู้หญิงเราก็มีจุดแข็งที่เป็นต่อในเรื่องนี้ไม่แพ้ผู้ชายแน่นอน!

มันอาจเป็นเส้นทางที่แตกต่างและต้องปรับเปลี่ยนอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะการต้องสลัดชุดพริตตีและรองเท้าส้นสูงมาสวมชุดนักแข่ง แต่ถ้าเธอมีความหวังที่จะก้าวขึ้นโพเดียมให้ได้สักอันดับในฐานะนักแข่ง ก็เชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดของ “โนเกีย-สุธาศินี ศิริรักษ์” ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม และไม่ได้ยากเกินความสามารถของเธอ!