เคยเจอกันไหม การที่เราเป็นคนใจดี ไม่ค่อยปฏิเสธใคร ไม่ค่อยแสดงความไม่พอใจเวลาที่โดนล้ำเส้น หรือไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยโวยวายอะไร กลับกลายเป็นช่องโหว่ให้คนอื่น ๆ เข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์จากเราอย่างไม่เกรงใจ จนเราเริ่มรู้สึกว่า “การเป็นคนใจดี มันอยู่ยากเกินไปหรือเปล่า” เพราะความใจดี ถูกตีความว่าจะทำอะไรกับเราก็ได้ เราไม่มีปากไม่มีเสียงลุกขึ้นมาสู้หรอก ในทางตรงกันข้าม เมื่อเรากล้าที่จะปฏิเสธ กล้าที่จะแสดงความไม่พอใจเมื่อถูกเอาเปรียบ หรือกล้าที่จะพูด กล้าที่จะโวยวายเมื่อโดนละเมิดสิทธิ เราดันกลายเป็นคนใจร้าย ดูแรง ดูไม่น่ารักขึ้นมาเสียอย่างนั้น มันเกิดอะไรขึ้นจากความใจดีของเรา
ทำไม ความใจดี (ที่ไม่มีขอบเขต) ถึงทำให้เราอยู่ยากและโดนคนเห็นแก่ตัวเอาเปรียบได้ง่าย
ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ จากกรณีที่เห็นกันจนชินตา “การจอดรถหน้าบ้านคนอื่น” จุดเริ่มต้นของครั้งแรก อาจมาจากขออนุญาตเพื่อจอดแบบประเดี๋ยวประด๋าว หรือด้วยเหตุสุดวิสัยอะไรก็ตามแต่ หลายคนยอมผ่อนปรนให้ เพราะ (ตอนนั้น) แค่เดี๋ยวเดียวจริง ๆ และไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย มันเลยไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่…เมื่อมีครั้งแรก ย่อมมีครั้งที่สอง และมีครั้งต่อ ๆ ไป จากที่เคยมาขออนุญาตดี ๆ ดันกลายเป็นว่า การอนุญาตในครั้งแรก (ที่ให้ทำได้แค่ครั้งเดียว) จะถูกคนประเภทหนึ่งตีความว่า “ทำได้ตลอดไป” ซึ่งเราก็มักจะเห็นว่ามันจะมีครั้งต่อไปจริง ๆ แถมบ่อยขึ้น นานขึ้น และไม่ขออนุญาตอีกแล้ว ยิ่งถ้าเราเงียบ เขาจะทำเป็นปกติแบบไม่มีความเกรงใจ แต่ถ้าเมื่อไรที่เราไม่ยอม เราปฏิเสธ กลายเป็นปัญหาทันที อาจกลายเป็นคนแล้งน้ำใจ หรือแม้แต่เป็นคนผิดคำพูดที่ “เคยอนุญาต” ในตอนแรกเลยก็ได้
1. จาก “น้ำใจ” นานวันเข้าจะกลายเป็น “หน้าที่”
ในทางจิตวิทยา สังคมมักจะมีพฤติกรรมที่เรียนรู้ว่า ถ้าเรายอมทำอะไรบางอย่างให้ด้วยความเต็มใจ หรือจริง ๆ บางครั้งอาจจะไม่ได้เต็มใจขนาดนั้นหรอก เพียงแต่อะไรที่พอจะปล่อยผ่านได้ก็ปล่อย ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง และพอครั้งที่สาม คนที่รับมาตลอดจะเริ่มมองว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่เรา “ต้องทำ” ไม่ใช่ “น้ำใจ” อีกต่อไป การไม่ปฏิเสธในครั้งแรก มักถูกตีความเป็นสิทธิถาวร บ่อยครั้งเข้า หากวันหนึ่งเราปฏิเสธขึ้นมา เราจะกลายเป็น “คนผิด” “คนใจร้าย” หรือ “คนไม่น่ารัก” ในสายตาเขาในทันที ทั้งที่ในความเป็นจริง เราแค่ต้องการกลับไปอยู่จุดเดิมของเรา
2. การล้ำเส้น มันสามารถขยายขอบเขตได้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ
แปลกแต่จริง! มนุษย์บางประเภทขับเคลื่อนชีวิตด้วยการลองของ เป็นพวกที่ชอบท้าทายระบบ เขาจะเริ่มต้นจากการล้ำเส้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อน ซึ่งบางครั้งมันเล็กน้อยมาก ๆ จนบางทีก็ไม่ใช่ว่ายอม เพียงแต่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังโดนล้ำเส้น ทว่าเขาจะตีความว่าจากการเงียบว่าเรายอม และทึกทักเอาเองว่าเรา “อนุญาต” ให้เขาทำแบบนั้นได้ หรือการเป็นคนใจดีแบบไม่มีขอบเขต ก็จะถูกตีความว่าเราจยอมเรื่อย ๆ เช่นกัน แล้วกลายเป็นช่องให้เขาใช้ประโยชน์จากความใจดีของเราโดยอัตโนมัติ นั่นทำให้ครั้งต่อ ๆ ไปเขาจะขยับเส้นเข้ามาลึกขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่มีความเกรงใจ ไม่ให้เกียรติ จนกระทั่งเราไม่เหลือพื้นที่ส่วนตัว
3. การใจดีกับคนเห็นแก่ตัว เป็นสิ่งที่ให้ไปแล้ว ไม่ได้แม้แต่ความเกรงใจกลับคืน
คนที่ทำความดี มีน้ำใจกับผู้อื่น ส่วนใหญ่ไม่ได้อยากได้อะไรตอบแทน แต่ก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าจะมีคนที่ฉกฉวยผลประโยชน์จากความใจดีของเราชนิดที่ไม่มีความเกรงใจให้กันได้มากขนาดนี้ ในโลกแห่งความเป็นจริง คนที่ใจดีและขี้เกรงใจ มักจะคาดหวังว่าคนอื่นจะเกรงใจเรากลับ จริง ๆ คือคาดหวังว่า “ความเกรงใจ” จะเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์ด้วยซ้ำ เพราะกับคนทั่วไป การได้รับน้ำใจจากคนใจดี จะรู้สึกเกรงใจ ในบางครั้งรู้สึกอยากตอบแทน แต่นี่ไม่ใช่กับคนเห็นแก่ตัว คนพวกนี้ไม่เกรงใจคนอื่น ซ้ำยังกระหยิ่มยิ้มย่องบนความใจดีของคนอื่นด้วย คนเห็นแก่ตัวที่ได้รับน้ำใจจากคนใจดี จะรู้สึกว่าตัวเองต้องได้อีก และจะขยายเพดานการร้องขอเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย การเป็นคนใจดีกับคนประเภทนี้จึงไม่ค่อยมีประโยชน์ เขาจะมองว่าเราโอเคกับสิ่งที่เป็นอยู่ จนบางครั้งอาจถูกกดดันให้ต้องยอมไปตลอด
4. มาตรฐานคนดีที่เราถูกสอนมา บางทีมันสุดโต่งเกินไป จนโดนเอาเปรียบได้ง่าย ๆ
เป็นเรื่องจริงที่หลายคนเติบโตมากับชุดความคิดประมาณว่า อย่าสร้างปัญหา อย่าเถียง น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก ต้องรู้จักเกรงใจ ต้องมีน้ำใจ ฯลฯ แต่การเป็นคนน่ารักแบบนี้ พวกคนเห็นแก่ตัวที่ไม่ได้ถูกสอนมาแบบเดียวกันจะไม่ได้มองความใจดีแบบนี้เป็นคุณธรรม แต่มองเป็นทรัพยากรฟรีที่ฉกฉวยได้ง่าย หรือบางทีอาจตีความว่าเป็นความอ่อนแอ เป็นคนยอมคน ไม่สู้คน ก็จะถูกตัดสินทันทีว่า “สามารถทำอะไรก็ได้กับคนแบบนี้” ซึ่งปกติแล้ว คนเห็นแก่ตัวจะเลือกเอาเปรียบเป้าหมายที่ได้ผลลัพธ์ง่าย และการเป็นคนที่ดูใจดี ยิ้ม ยอม เงียบ ไม่หืออือ นี่แหละคือเป้าหมายที่ง่ายที่สุด ในทางกลับกัน การทำตัวให้ดูดุดันขึ้น ดูร้ายขึ้น ดูไม่น่ารักขึ้น เพื่อปกป้องสิทธิพื้นฐานของตัวเอง ก็อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าเราไม่ใช่เป้าหมายที่ง่ายได้เหมือนกัน
5. มนุษย์ตัดสินสัญญาณทางสังคมได้เร็วมาก
อย่างที่บอกไปข้างต้น ว่าการแสดงออกบางอย่างที่เราใช้ในการเข้าสังคมมักเป็นสัญญาณที่ถูกอ่านออกได้ง่ายที่สุด ในทางจิตวิทยาสังคม คนในสังคมประเมินกันจากพฤติกรรมภายนอก ว่าดูเป็นคนหัวอ่อนไหม สู้คนไหม ยอมคนไหม กล้าแย้งไหม กล้าปฏิเสธไหม หรือมีขอบเขตมีเส้นแบ่งไหม นั่นทำให้ในหลาย ๆ ครั้ง คนที่มีลักษณะท่าทางดูใจดี กลายเป็นสัญญาณที่คนเห็นแก่ตัวมองว่าคนนี้ดูกดง่าย ต่อรองง่าย ดูทำอะไรกับเขาก็ได้โดยที่เขาไม่ปกป้องขอบเขตของตัวเอง เพราะโดยธรรมชาติ คนเราจะรู้ขอบเขตของกันและกันจากปฏิกิริยาการแสดงออก ฉะนั้น ความใจดีที่ไม่พูดอะไรเลย หรือไม่แสดงให้เห็นความไม่พอใจเลย อาจถูกตีความจากคนเห็นแก่ตัวว่าไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน เหมือนสัญญาณที่เราบอกกับคนอื่นกลาย ๆ ว่า “ทำแบบนี้กับเราได้” เพราะคนประเภทนั้นจะตีความเข้าข้างตัวเองว่าเรายินยอม
แล้วเราควรทำอย่างไรให้คนอื่น “เห็นขอบเขต” ของเรา
ฟังดูเป็นเรื่องตลกร้าย ที่บางทีเราอาจจะต้องแสดงท่าทีให้ดูเป็น “คนใจร้าย” หรือ “ดูไม่น่ารัก” มากขึ้น ในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยคนจ้องจะเอามากกว่าให้ แต่ก็ต้องบอกว่าการเป็นคน “ร้ายขึ้น” หรือ “ไม่น่ารักขึ้น” นี้ ไม่ใช่การระเบิดอารมณ์ใส่ใคร การไปทำร้ายหรือระรานคนอื่น และไม่ใช่การทำตัวเป็นคนไม่ดีด้วยตัวของเราเอง ทว่ามันคือการปรับโหมดการใช้ชีวิตให้ “ใจดีอย่างมีขอบเขต” “เลือกที่จะใจดี” และ “กำหนดราคาของน้ำใจ” ว่ามันไม่ใช่ของฟรีที่จะมาหยิบฉวยเอาได้ง่าย ๆ การเป็นคนใจร้ายหรือคนไม่น่ารักในทีนี้ จึงหมายถึง “ภาพลักษณ์ใหม่” ที่พวกคนเห็นแก่ตัวจะใช้นิยามเราในเวอรชันที่ไม่ใจดีพร่ำเพรื่อ รู้จักตั้งขอบเขต กล้าปฏิเสธ และไม่ยอมคนง่าย ๆ ต่างหาก
เมื่อเราตั้งขอบเขตการมีน้ำใจ คนที่เคยได้อะไรง่าย ๆ จากความใจดีของเรา เขาจะเสียสิทธิเดิม ดังนั้น เขาจะมองเรา “แย่ลง” จากการที่เขาไม่ได้ในสิ่งที่เขาเคยได้ และไม่ยอมให้เขาได้ประโยชน์จากความใจดีของเราเหมือนเดิม คนกลุ่มนี้จึงนิยาม “ขอบเขตของเรา” ว่าเป็นปัญหา และตัดสินเราว่าใจร้าย ไม่น่ารัก หรือบางทีอาจมองว่าเราเป็นคนไม่ดีในสายตาเขาเลยก็ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องรู้สึกแย่อะไร ในโลกของความเป็นจริง เราไม่ต้องพยายามจะเป็นที่รักของคนทุกคน โดยเฉพาะกับคนเห็นแก่ตัว คนที่จ้องจะเอาเปรียบคนอื่นตลอดเวลา หรือคนที่ชอบฉกฉวยผลประโยชน์จากความใจดีของคนอื่น หากคนประเภทนี้ตัดสินว่าเราเป็นคนไม่ดี นั่นคือการที่เราเมตตากับตัวเองมากขึ้น เพราะความใจดีที่ไม่มีขอบเขต คือการทำร้ายตัวเองรูปแบบหนึ่ง ฉะนั้น โลกอาจไม่ได้บังคับให้เราเป็นคนใจร้ายหรือไม่น่ารัก แต่กำลังบังคับให้เรา “โตขึ้น” จากการเรียนรู้ว่า การยอมหรืออดทนไปเรื่อย ๆ โดยไม่ระบายออก ท้ายที่สุดแล้วมันมีราคาที่ต้องจ่าย หลัก ๆ ก็คือเรื่องของสุขภาพจิต รวมถึงการที่ต้องเสียสละสิทธิหรือผลประโยชน์บางอย่างไปแบบที่ไม่เต็มใจและไม่จำเป็นต้องเสีย การลุกขึ้นมามีปากมีเสียงบ้างในจังหวะที่เหมาะสม จึงเป็นการรักษาใจและตัวตนของเราไม่ให้พังไปเสียก่อน
ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเป็น “คนใจดี” เป็น “คนก้าวร้าว” เสมอไป เพียงแต่ต้องฝึกการเป็น “คนที่รักษาสิทธิและขอบเขตของตนเอง” เพื่อไม่ให้โดนละเมิดหรือล้ำเส้น และดูเป็นคนที่ “น่าเกรงใจ” พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ อยู่เป็นและอยู่รอดในสังคมนี้ การปากมีเสียงหรือการไม่ยอมคน ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนแรง แต่มันคือการประกาศให้คนอื่นรู้ว่า “น้ำใจของฉันมีค่า ไม่ใช่ของฟรีที่ใครจะมาหยิบฉวยไปตอนไหนก็ได้” โดยอาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรม ดังนี้
- ลดการยอม หรือใช้วิธียอมแบบมีเงื่อนไข เลิกเป็นคนที่ยอมคนอื่นโดยอัตโนมัติ โดยให้เริ่มเลือกว่าจะยอมอะไร/ไม่ยอมอะไร ต้องมีจุดที่พูดว่า “ไม่” ให้ตัวเองบ้าง ถ้าต้นทุนมันสูงเกินไป การปฏิเสธไม่ใช่ความผิด แต่เป็นการปกป้องและเคารพตัวเอง ซึ่งสามารถทำอย่างสุภาพได้ เมื่อเรากล้าที่จะแสดงออกว่าไม่พอใจหากโดนรุกล้ำ คนอื่นจะเริ่มรับรู้ได้ว่าเรามีขอบเขต จนไม่กล้าที่จะล้ำเส้นอย่างพร่ำเพรื่อโดยไม่ไตร่ตรอง ส่วนการยอมแบบมีเงื่อนไข จะช่วยแสดงให้เห็นขอบเขตที่เราไหว ว่าครั้งนี้พอจะยอมได้ แต่ครั้งหน้าไม่เอาแบบนี้นะ จะเห็นว่าไม่ได้หยาบคายอะไรเลย แต่ก็ไม่เปิดช่องว่าถ้ามีครั้งต่อไปแล้วเราจะยอม
- เปลี่ยนจากการเงียบ เป็นการถามกลับ เมื่อเจอสิ่งที่ไม่ยุติธรรม ให้ลองถามถึงเหตุผลหรือเกณฑ์ที่ใช้ แทนการลงมือทำหรือตอบรับในทันที สิ่งนี้จะทำให้คนอื่นรับรู้ว่าเราเข้าถึงได้ยากกว่าเดิม เพราะเรามีจุดยืนและเส้นที่ขีดไว้ชัดเจนว่า “เลือกได้” ไม่ใช่คนที่จะยอมทำทุกอย่างทันที
- ใช้ความนิ่งเป็นอาวุธ ในบางครั้ง การไม่ยิ้มพร่ำเพรื่อ หรือการมองนิ่ง ๆ เมื่อเจอคำขอที่ไม่เป็นธรรม ก็ให้ผลลัพธ์ที่ทรงพลังกว่าการโต้เถียงด้วยคำด่าเสียอีก
- ใช้ภาษาที่นุ่มนวล แต่สารที่ส่งต้องจริงจัง เราสามารถค้านได้โดยไม่ต้องใช้อารมณ์ แต่ใช้ข้อเท็จจริงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมาพูดแทน และบางครั้งไม่จำเป็นต้องอธิบายยาว การอธิบายยาว อาจถูกตีความว่าเรากำลัง “ขออนุญาตปฏิเสธ” ซึ่งจะเปิดช่องให้คนอื่นโน้มน้าวหรือต่อรองกับเราต่อได้ ถ้าจะปฏิเสธ ให้ปฏิเสธสั้น ๆ อย่างหนักแน่นแล้วจบทันที
- ใช้ความเคารพตัวเองเป็นที่ตั้ง ในการเลือกที่จะทำสิ่งดี ๆ ให้ผู้อื่น ช่วยเมื่ออยากช่วย และหยุดเมื่อเริ่มถูกรุกล้ำ หรือพิจารณาแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังใช้ประโยชน์จากเรา การไม่ยอมคนไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่คือการรักษาขอบเขตไม่ให้ใครมาแสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของเรา
- เลือกสถานการณ์ เราไม่จำเป็นต้องสู้ทุกเรื่อง แต่เรื่องไหนที่กระทบกับคุณค่าในตัวเราหรือเป็นการละเมิดสิทธิของเรา เราต้องไม่ยอม
การปฏิเสธ การไม่ยอม หรือการลุกขึ้นมามีปากมีเสียง จึงไม่ได้หมายถึงการชวนทะเลาะ ไม่ใช่การเป็นคนไม่ดี และไม่ใช่การเลิกเป็นคนใจดี แต่หมายถึงการประกาศตัวตนและคุณค่า ให้คนอื่นเห็นว่าเรามีขอบเขตที่ไม่ยอมให้ใครรุกล้ำข้ามมาได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะคนที่จ้องจะแสวงหาผลประโยชน์จากความใจดีของคนอื่น มันจะช่วยให้เราอยู่ในสังคมเอาแต่ได้ได้ง่ายขึ้น และมักจะพ่วงมาด้วยการได้ความเกรงใจและความเคารพที่มากขึ้นด้วย






























