Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ The Scarecrow จากคดีจริงในวันวาน สู่การตามล่าตัวจริงของหุ่นไล่กา!

The Scarecrow จากคดีจริงในวันวาน สู่การตามล่าตัวจริงของหุ่นไล่กา!

ภาพจาก ENA

เท่าที่จำได้ (ซึ่งอาจจะพลาดก็ได้ 555) ตั้งแต่เปิดปีใหม่มา ยังไม่มีซีรีส์เรื่องไหนเลยในคอลัมน์ชะนีติดซีรีส์ที่ทำให้เรารู้สึกว่าพล็อตเรื่องมันถูกจริตโดนใจสุด ๆ ตั้งแต่ก่อนเปิดดู อารมณ์ว่ามันเป็นแนวที่ชอบดูเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว (แนวอาชญากรรม สืบสวนสอบสวนแบบเข้ม ๆ) พ่วงด้วยความดึงดูดของทัพนักแสดง ส่วนใหญ่แล้วจะรีวิวว่าพล็อตน่าสนใจ เรื่องย่อก็ชวนซื้อ แต่ไม่ได้รู้สึกถูกตาต้องใจตั้งแต่แรกเห็นขนาดนั้น มาโดนตกหลังจากที่เปิดดูไปแล้ว 1-2 มากกว่า ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าบางเรื่องไปต่อได้จนจบ แต่บางเรื่องไปต่อได้อีกหน่อยเดียวก็ต้องจอด

ทว่าซีรีส์ในสัปดาห์นี้ บอกเลยว่าซื้อทั้งพล็อต ซื้อทั้งนักแสดงตั้งแต่แรกเห็นโปสเตอร์โปรโมต จำได้ว่าได้เห็นข่าวตอนประกาศสร้างด้วย แต่เหมือนกำลังทำธุระอะไรสักอย่าง อ่านข่าวไม่ทันจบฟีดในเฟซบุ๊กมันก็เลื่อนหนีแล้วก็ไม่ได้เห็นอีก จากโปสเตอร์โปรโมตที่เห็นมันให้ความรู้สึกเหมือนซีรีส์เรื่อง Mouse เมื่อ 5 ปีก่อนไม่มีผิด ซึ่งซีรีส์เรื่อง Mouse เป็นหนึ่งในซีรีส์แนวอาชญากรรม/สืบสวนสอบสวนไม่กี่เรื่องที่เรายกขึ้นหิ้ง สนุกแล้วก็ปั่นหัวคนดูสุด ชนิดที่ต้องนั่งกุมกระปุกพาราเอาไว้แน่น ในเฟซบุ๊กและในทวิตเตอร์เวลานั้น มีโพสต์สปอยล์และชวนพูดคุยกันแบบเรียลไทม์ และในพันทิปก็มีกระทู้ชวนคุยชวนเดาเรื่องเยอะมาก เป็นซีรีส์ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

สำหรับซีรีส์ที่จะมาป้ายยาในวันนี้ สามารถดูซับไทยถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ viu ชื่อเรื่อง The Scarecrow ใครหาชื่อภาษาอังกฤษไม่เจอลองใช้ชื่อภาษาไทย หุ่นลวงเชือด หาดูก็ได้ เป็นซีรีส์แนวอาชญากรรม สืบสวนสอบสวน ลึกลับ ระทึกขวัญ และสร้างขึ้นโดยอ้างอิงคดีจริงที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ “คดีฆาตกรรมต่อเนื่องฮวาซอง” ที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงปี 1986-1991 ทว่าคดีกลับถูกคลี่คลายและจับตัวคนร้ายตัวจริงได้ในปี 2019 หรือก็คือในอีกกว่า 30 ปีให้หลัง เมื่อเทคโนโลยี DNA ก้าวหน้าแล้ว ตลอดระยะเวลาหลายปีของการสืบสวน เกิดความผิดพลาดขึ้นทั้งการจับแพะ และการปล่อยให้มีเหยื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศและถูกฆาตกรรมทั้งที่อยู่ในบ้านพักของตนเอง ทั้งที่ผ่านมาคนร้ายเลือกลงมือตามเส้นทางการเดินทางในชุมชน รวมถึงการที่ไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ตลอดสามทศวรรษ

ภาพจาก FB: Channel ENA D

ส่วนตัวซีรีส์นั้น หยิบยกเรื่องราวดังกล่าวขึ้นมาทำ โดยเล่าเรื่องราวผ่าน “คังแทจู” สายสืบเลือดร้อนจากแผนกอาชญากรรมร้ายแรงที่เพิ่งโดนเด้งมาจากกรุงโซล ให้กลับมาทำงานที่บ้านเกิดในพื้นที่คังซองอย่างไม่เต็มใจ ทันทีที่มาถึงเขาก็ได้พบกับอดีตนักโทษที่เขาเคยจับยัดเข้าคุกด้วยตนเอง พร้อมกับข่าวคดีฆาตกรรมที่อดีตนักโทษรายนี้เป็นผู้ต้องสงสัย แต่เมื่อเขาได้เห็นรายละเอียดในคดี เขามั่นใจมากว่าชายผู้นี้เป็นแพะ แถมยังฟันธงอีกด้วยว่าคดีฆาตกรรม 3 คดีที่ตำรวจคนอื่น ๆ ยังมองไม่เห็นความเชื่อมโยงนั้น แท้จริงแล้วคือคดีฆาตกรรมต่อเนื่องแน่นอน อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะช่วยเหลือชายคนดังกล่าว ทำให้เขาต้องพบเจอกับอัยการเจ้าของคดี ผู้ที่เขาไม่อยากเจอแถมยังเกลียดเข้าไส้อย่าง “ชาชียอง” เพื่อนเก่าที่เคยเป็นฝันร้ายในความทรงจำของเขาจากการถูกกลั่นแกล้ง

หลังจากที่ตามสืบความจริงกันไปพักหนึ่ง พวกเขาดันต้องมาทำงานร่วมกันในฐานะตำรวจกับอัยการ ภายใต้ความสัมพันธ์และบรรยากาศสุดตึงเครียด คนหนึ่งพยายามเข้าหาแบบไม่สนวิธี อีกคนก็รังเกียจจนอยากจะฆ่าทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด แต่ทั้งคู่ดันมีเป้าหมายเดียวกันคือจับฆาตกรต่อเนื่องรายนี้ให้ได้ ซึ่งทั้งคู่ก็ทำงานตามความถนัดของตน “คังแทจู” สายลงพื้นที่ ไม่ยอมประนีประนอมกับความอยุติธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น แถมมองว่าคดีฆาตกรรมต่อเนื่องคังซองคือโอกาสที่จะกู้ชื่อเสียงของตัวเองคืน ส่วน “ชาชียอง” เป็นสายสั่งการ ตัวเขามาจากตระกูลชนชั้นสูงที่เป็นที่นับหน้าถือตา ภายนอกดูดีแต่ความทะเยอทะยานภายในไม่มีที่สิ้นสุด เขาเองก็วางแผนที่จะใช้ชื่อเสียงจากการทำคดีฆาตกรรมต่อเนื่องคังซองเพื่อเข้าสู่แวดวงการเมือง และกลบปมในใจบางอย่างของตัวเอง

ภาพจาก FB: Channel ENA D

เมื่อต้องจับมือกันทำงานอย่างไม่ค่อยเต็มใจ พวกเขาค่อย ๆ ได้เบาะแสของคนร้ายว่าเป็นคนที่มีแบบแผนในการก่อเหตุ เหยื่อคือผู้หญิงที่ต้องเดินทางเพียงลำพังตอนกลางคืน บนเส้นทางที่เป็นทุ่งนาที่ทั้งเงียบ เปลี่ยว และรก โดยคนร้ายจะซ่อนตัวอยู่กลางทุ่งนาด้วยการปลอมตัวเป็นหุ่นไล่กาเพื่อให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมบริเวณนั้น หลังจากเลือกเหยื่อได้แล้ว คนร้ายก็จะรอจังหวะเข้าประชิดตัวเหยื่อ ใช้มือปิดปาก ลากเหยื่อไปที่รก ๆ ก่อนจะใช้เครื่องแต่งกายของเหยื่อแทนเชือกมัดมือมัดเท้า แล้วลงมือล่วงละเมิดทางเพศและสังหารด้วยการรัดคอจนขาดอากาศหายใจ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป คนร้ายก็มีลายเซ็นที่ชัดเจนในการก่อคดี คือจะใช้ถุงน่องของเหยื่อเป็นอุปกรณ์ในการก่อเหตุ

ซีรีส์ทำออกมาได้น่าสนใจตรงที่เล่าเรื่องแบบสองช่วงเวลา เปิดตอนและปิดตอนด้วยช่วงเวลาปัจจุบัน (ปี 2019 ในเรื่อง) ที่คนร้ายตัวจริงถูกจับแล้ว เปิดเผยชื่อ แต่ไม่ยอมเปิดเผยให้เห็นว่าหน้าตาเป็นยังไง และชื่อของคนร้ายก็ยังไม่เชื่อมโยงกับตัวละครไหนเลยที่ปรากฏตัวแล้ว ให้พระเอกในวัยชราที่ออกจากตำรวจมาทำงานเป็นโปรไฟล์เลอร์ได้พูดคุยถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น ส่วนตรงกลางเรื่อง ประมาณ 98% ให้เราโฟกัสอยู่ที่ช่วงเวลาในอดีตที่เล่าย้อนกลับไปในปี 1988 บทสรุปของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องคังซอง มีเหยื่อทั้งหมด 9 ราย (จากซีรีส์ที่ออนไปแล้ว 4 อีพี มีเหยื่อถูกฆ่าไปแล้ว 7 ราย) รวมถึงการเล่าเรื่องราวการประสานรอยร้าวของคนสองคนที่มีเรื่องขัดแย้งกัน ความบาดหมางของพวกเขาจะจบลงพร้อมกับการตามล่าความจริงในคดีนี้หรือไม่

ผมไม่ได้จะสืบสวนคดีใหม่ครับ ผมก็แค่อยากเปิดเผยความจริง

ฟังดูเป็นคำพูดที่โคตรจะขมขื่นและเจ็บปวดเลยนะ การที่พระเอกต้องพูดประโยคนี้ต่อหน้าคนเลวที่เขาเคยอุทิศทั้งชีวิตเพื่อตามจับมาลงโทษให้ได้ ฆาตกรต่อเนื่อง 9 ศพที่ก่อคดีสะเทือนขวัญในพื้นที่คังซอง บัดนี้เดนมนุษย์ผู้นี้อยู่ในชุดนักโทษ นั่งลอยหน้าลอยตาอยู่เบื้องหน้าเขา แถมยังพูดจาเย้ยหยันเบา ๆ ว่ามาทำไมเอาตอนนี้ ยังไงก็ลงโทษอะไรไม่ได้ เพราะคดีหมดอายุความไปแล้ว ที่สำคัญก็คือเมื่อ 30 ปีก่อน เขาคือคนที่อยากจับคนตรงหน้ามากกว่าใครเพื่อน แต่เขาดันไม่ใช่คนที่ลากคนผู้นี้เข้าคุก การได้เจอหน้าคนที่ตัวเองหมายหัวมาครึ่งค่อนชีวิต มันเหมือนเป็นการตอกย้ำถึงความล้มเหลวในวันวานของเขาด้วย ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังใจชื้นอยู่บ้าง ที่ต่อให้ไม่ได้เป็นคนจับกุมด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายฆาตกรก็ยังต้องได้รับโทษ

ภาพจาก FB: Channel ENA D

วันหนึ่งในปี 2019 อดีตรุ่นน้องตำรวจหญิงในวันวาน เดินเข้ามาหาพระเอกในคลาสเรียน เธอมาเพื่อบอกข่าวดีที่น่าอดสูกับเขาในฐานะที่เขาเป็นรุ่นพี่ที่ “อยากจับคนร้ายให้ได้มากกว่าใคร” ว่าตำรวจสามารถจับคนร้ายตัวจริงในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องคังซองได้แล้ว พระเอกที่อยู่ในวัยชรา และดูเหมือนจะปล่อยวางจากเรื่องนี้ไปแล้ว กลับใจเต้นแรงและมือสั่น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้ยินเรื่องนี้อีกครั้งมันกระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นสายสืบเมื่อ 30 ปีที่แล้วขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่คดีความไม่คืบหน้า หนำซ้ำยังจับแพะ ทั้งยังสร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านที่ต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวงเพราะตำรวจจับคนร้ายไม่ได้ เขาจึงจำต้องยอมแพ้วางมือจากคดีนี้ไป และกว่าจะจับคนร้ายตัวจริงได้ก็ใช้เวลากว่าสามทศวรรษ มันคือความดีใจที่น่าอดสูจริง ๆ

ด้วยความที่ซีรีส์เรื่องนี้ based on มาจากเรื่องจริง จากคดีฆาตกรรมต่อเนื่องฮวาซอง ซึ่งถือเป็นคดีฆาตกรรมที่สะเทือนขวัญที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้ เกิดขึ้นระหว่างช่วงปี 1986-1991 เอาจริงนะ ตัวนักแสดง “พัคแฮซู” ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของสายสืบที่เคยสิ้นหวังกับการตามล่าตัวฆาตกรรายนี้ไปแล้วได้โคตรดี ยิ่งปฏิกิริยาท่าทางตอนไปนั่งเผชิญหน้าอยู่ด้วยกันนี่ยิ่งชวนขนลุก สีหน้าเขามันออกเลยว่าพยายามข่มความรู้สึกเจ็บปวดขนาดไหน ที่ไม่สามารถจับตัวคนร้ายตัวจริงได้ก่อนที่คดีจะหมดอายุความ และเวลานี้ต้องมานั่งประจัญหน้ากันในฐานะโปรไฟล์เลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากร กับตัวฆาตกร ที่ยังคงดูไม่ยี่หระอะไรกับสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ได้รู้สึกผิดอะไร ซ้ำยังพูดจาท้าทายอดีตตำรวจที่ตามจับตัวเองแต่คว้าน้ำเหลว ยิ่งดูยิ่งหดหู่

ภาพจาก FB: Channel ENA D

และนี่ได้มีโอกาสไปอ่านเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากคดีจริงมา เห็นว่าสายสืบที่สืบคดีนี้ไม่กล้าที่จะใช้ชีวิตเป็นปกติด้วยซ้ำ เพราะไม่กล้าจะมีความสุขให้ชาวบ้านเห็น กลัวชาวบ้านจะตั้งคำถามว่า “กล้ามีความสุขได้ยังไง” ก็ยิ่งรู้สึกปวดหนึบในใจอย่างบอกไม่ถูก ในซีรีส์ พระเอกแสดงความรู้สึกเหล่านั้นผ่านสีหน้าออกมาหมดเลย ทั้งที่ท่าทางยังคงสุภาพและสุขุม ท้งมาดไอ้หนุ่มหมาบ้าหัวร้อนสมัยนั้นไปหมด เขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ว่าเขาไม่ได้จะสืบสวนคดีใหม่ แต่เขามาเพื่อเปิดเผยความจริงที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อน ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้นหรือชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นั่นมีสิทธิที่จะได้รู้ความจริงทั้งหมดหลังจากที่คดีนี้ปิดไม่ลงมานาน เพราะมันเป็นคดีที่เปลี่ยนแปลงอะไรไปหลายอย่าง แต่เดนมนุษย์นั่นกลับตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า “ยังไงก็ไม่ใช่ผมครับ” ชัดเจนว่าหมอนี่ไม่เคยมองว่าสิ่งที่ตัวเองทำใันผิดด้วยซ้ำ

ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว ฆาตกรคนนี้รู้จักพระเอกมากน้อยแค่ไหน เพราะดูเหมือนว่าเขากำลังพยายามปั่นหัวพระเอกอยู่ และเอาจริง ๆ ที่พระเอกยอมเข้าไปหาในเรือนจำ ไม่ใช่แค่อยากรู้ว่าฆาตกรนี่มันเป็นใคร หรือเพราะตัวฆาตกรเป็นฝ่ายเรียกร้องอยากเจอ แต่เพราะเขากำลังช่วยเหลือทางตำรวจอยู่ เนื่องจาก DNA ของคนร้ายมันตรงกับแค่ 3 คดีเท่านั้น คดีที่เหลือจึงจำเป็นต้องพึ่งพาคำสารภาพเท่านั้น ตัวเขารู้ดีว่าการเค้นคำสารภาพไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าคดีจะหมดอายุความไปแล้ว เขาเลยต้องมีทริกในการเข้าหาคนร้าย แต่นั่นก็เป็นความตั้งใจจากใจของเขา ที่จะคืนความจริงให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้

งั้นคุณก็โชคดีนะครับ เพราะเหยื่อรายอื่น…ไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาน่ะครับ แบบที่คุณพัคแอซุกรอด

นี่อาจจะเป็นคำพูดที่สะเทือนใจคนเป็น “เหยื่อ” ที่สุด แถมคนพูดยังเป็นตำรวจอีกต่างหาก แต่ในขณะเดียวกันคนพูดก็จำเป็นต้องพูด เพราะนี่คือการ “ขอร้อง” ให้ผู้ฟังยอมให้ความร่วมมือในการสืบคดี ในเมื่อเวลานี้ตำรวจมืดแปดด้านไปหมด ไม่รู้จะจับต้นชนปลายคดีที่เกิดขึ้นยังไง วิธีเดียวที่พอจะทำได้ในเวลานี้และน่าจะเป็นประโยชน์ที่สุดก็คือ การสอบถามจากเหยื่อที่รอดชีวิต ทว่าในตอนแรกเหยื่อรายนี้ไม่ยอมให้ความร่วมมือ ไม่พูดไม่เล่าอะไรที่เกิดขึ้นในคืนนั้นเลย เธอไม่ทำแม้กระทั่งแจ้งความด้วยซ้ำ จึงทำให้ตำรวจทำงานยากมาก ถึงอย่างนั้นพอเฉลยเหตุผลที่เธอไม่ต้องการให้เรื่องร้าย ๆ ที่เธอเจอในคืนนั้นเป็นคดีความขึ้นมา ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้นะว่าทำไมเธอเลือกใช้วิธีนี้ปกป้องตัวเอง

ภาพจาก FB: Channel ENA D

การที่พระเอกพูดขึ้นมาว่าเธอคือ “คนโชคดี” ทำให้เธอปรี๊ดแตก เพราะสำหรับเธอแล้ว คนโชคดีประเภทไหนกันที่ต้องมาเจอเรื่องราวเลวร้ายแบบนี้ เธออยู่คนเดียวตอนกลางคืนไม่ได้ เธอหวาดกลัวผู้ชายแปลกหน้าทุกคนที่เข้าใกล้เธอ ฝันร้ายในคืนนั้นทำให้เธอแพนิคและกลายเป็น PTSD แต่ตำรวจยังบอกว่าเธอโชคดี อย่างไรก็ตาม พระเอกยังคงพูดต่อไปว่าความโชคดีของเธอ คือการที่เธอไม่ได้ถูกพรากลมหายใจไปเหมือนกับเหยื่อคนอื่น ๆ นั่นเอง วินาทีนั้น เราจะเห็นอาการแตกสลายในสายตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมร้ายแรงทันที เธอตระหนักแล้วว่าเธอโชคดี “กว่า” คนอื่น ๆ แค่ไหน

ว่ากันตามตรง มันก็เป็นมวลความรู้สึกที่หนักอึ้งเหมือนกันนะ สำหรับคนที่แบกรับความทรงจำในฐานะ “ผู้รอดชีวิต” การที่ใครสักคนรอดชีวิตมาได้ในขณะที่คนอื่นไม่มีโอกาสนั้น มักจะมีความซับซ้อนในความรู้สึกเสมอ ประการแรก การที่เธอรอดชีวิต มันพ่วงสถานะของเธอเข้าไป จากเหยื่อเป็น “พยานปากเอก” เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ ความจริงหรืออะไรก็ตามจากปากของเธอเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในคืนนั้น กลายเป็นสิ่งเดียวที่สามารถคืนความยุติธรรมให้กับเหยื่อรายอื่น และอาจช่วยปกป้องใครอีกหลายคนที่อาจกลายเป็นเหยื่อในอนาคตได้ ประการต่อมา เท่ากับว่าเธอเองต้องแบกรับภาระในฐานะ “ผู้รอดชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นการจมอยู่กับความรู้สึกผิด หรือแม้กระทั่งการที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดกลัว บางทีการเอาชีวิตรอดมาได้ อาจไม่ได้ทำเธอรู้สึกดีใจหรือมีความสุขมากอย่างที่เราคิดก็ได้

ภาพจาก FB: Channel ENA D

แต่…การที่เธอตัดสินใจพูดสิ่งที่ตัวเองรู้ในคืนนั้นออกมา นั่นคือการที่เธอกล้าหาญมากพอที่จะปลดล็อกตัวเองออกมาจากพันธนาการนั้น หลังจากที่เธอเคยแสดงความกล้าหาญมาแล้วครั้งหนึ่งในวันที่พาตัวเองรอดกลับมาได้ วันนี้เธอได้แสดงความกล้าหาญอีกครั้งเพื่อคนอื่น ๆ สิ่งสำคัญ คือการที่เธอยอมเปลี่ยนบทบาทจากเหยื่อที่รอดชีวิตมาเป็นพยานปากเอกนั่นแหละ บ่อยครั้ง คนที่รอดชีวิตจากเรื่องแบบนี้มาได้มักจะตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นเรา?” หรือ “ทำไมเราถึงช่วยคนอื่นไม่ได้? เพียงแค่บอกในสิ่งที่รู้” เธอจะคิดวนลูปอย่างค้างคาอยู่กับความคิดที่ว่าเธอรอดแต่คนอื่นไม่รอด ทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดของเธอ เหมือนถูกขังอยู่ในห้องมืดที่ตัวเธอเองไม่กล้าที่จะเปิดประตูทางออก เพราะไม่รู้ว่าเปิดแล้วจะเจออะไร แต่เมื่อเธอให้การที่เป็นประโยชน์กับตำรวจไปแล้ว มันจะช่วยปลดล็อกตรงนี้

ในเมื่อเธอตระหนักแล้วว่าความจริงจากปากของเธอมันไม่ใช่แค่การปลดปล่อยตัวเองจากความรู้สึกผิด แต่ยังเป็นการช่วย “ปลดปล่อยดวงวิญญาณ” ของเหยื่อรายอื่น ๆ ให้หลุดพ้นจากความเงียบงัน และอาจปลดปล่อยทั้งคนที่ยังเพียรพยายามจะจับคนทำผิดมาลงโทษ และไม่ส่งต่อความเจ็บปวดให้คนอื่น ๆ ที่อาจกลายมาเป็นผู้โชคร้ายเหมือนตัวเธอเองด้วย เหมือนว่าความกลัวไม่สิ่งที่ควบคุมเธออีกต่อไป เพราะเธองัดเอาความจริงขึ้นมาเป็นอาวุธต่อสู้กับความกลัว สิ่งที่เธอตัดสินใจพูดออกมา มันอาจช่วยชีวิตคนที่ตายไปแล้วไม่ได้ ทว่าการตายของเหยื่อเหล่านั้นจะไม่สูญเปล่าอีกต่อไป เพราะมันมีความหมาย และได้รับความยุติธรรมในที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว การที่ “คังแทจู” พยายามที่จะเปิดเผยความจริงของคดีเมื่อสามทศวรรษก่อนให้ได้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้รู้สึกกระเหี้ยนกระหือรืออะไรในตัวคนร้ายอีกแล้วนั้น เพราะแท้จริงมันคือหนทางเดียวที่จะปลดล็อกหัวใจของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ให้ออกจากพื้นที่ของความไม่รู้และความค้างคา เหล่าตำรวจ ติดค้างอยู่ในวังวนของความล้มเหลวที่จับตัวฆาตกรไม่ได้ ญาติของเหยื่อ ติดค้างอยู่กับความอยุติธรรมและความสูญเสียที่ไร้ซึ่งความยุติธรรม และชาวบ้านคนอื่น ๆ ในพื้นที่ ต่างก็ติดค้างอยู่กับความหวาดกลัว ที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะตกเป็นเหยื่อเมื่อไร การปิดจบเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่จับฆาตกรได้ แต่คือการแก้ไขความบิ้วเบี้ยวในตอนนั้นให้กระจ่างต่างหาก 👣