ไม่นานมานี้ หลายคนอาจได้เห็นข่าวพยากรณ์อากาศ หรือมีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ ออกมาพูดถึงปรากฏการณ์เอลนีโญระดับ “ซูเปอร์” ว่าไทยจำเป็นต้องรับมือกับผลกระทบของ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่อากาศจะร้อนจัดมากกว่าเคย และไทยจะเผชิญกับสภาวะแห้งแล้งที่รุนแรงและยาวนานกว่าเดิม ซึ่งโดยปกติของปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ก็มักจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น นำพาพายุเขตร้อนมาสู่บางพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ทำให้หลายภูมิภาคต้องเผชิญกับสภาะวะแห้งแล้งผิดปกติ นั่นทำให้กระแสข่าวที่จะเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” ดูรุนแรงมากขึ้นเป็นพิเศษ จนอาจสร้างความกังวลใจให้กับใครหลายคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งการที่ในปีนี้หลายคนรับรู้ได้ว่าอากาศเมืองไทยมันร้อนกว่าปกติ ซึ่งดูจะไม่ใช่เรื่องที่รู้สึกไปเองหรือเกินจริง พอมีสิ่งที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” ผ่านตามาให้เห็น เลยกลายเป็นเหมือนสิ่งที่มาอธิบายได้ว่าความร้อนที่ร้อนกว่าปกตินี้มันมีที่มาที่ไป ทั้งที่ในความเป็นจริง “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ยังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกคาดการณ์ว่า “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” จะเริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงกลางปี 2026 หลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นปรากฏการณ์ลานีญาเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยจะส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิพื้นผิวโลกที่จะร้อนกว่าปกติในทุกพื้นที่ และอุณหภูมิน้ำทะเลก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สัญญาณว่าการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2026 มีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างที่หลายคนเรียกมันว่า super El Niño (ซูเปอร์เอลนีโญ)
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกยืนยันผ่านรายงาน WMO: Likelihood increases of El Niño เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2026 ว่า ไม่มีคำว่า super El Niño (ซูเปอร์เอลนีโญ) ที่สำคัญ ในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนด้วยซ้ำว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะการพยากรณ์มีความคลาดเคลื่อนได้ หรือถ้าเกิดขึ้นจริงจะมีความรุนแรงเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนรูปแบบสภาพอากาศของโลกมากน้อยแค่ไหน นี่เป็นสิ่งที่ต้องคอยดูกันต่อไป โดยทางองค์การอุตินิยมวิทยาโลกจะมีการออกรายงานสถานการณ์การเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญอีกครั้ง ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 นี้
เอลนีโญ (El Niño) คืออะไร
เอลนีโญ (El Niño) เป็นหนึ่งในสถานะของภูมิอากาศตามธรรมชาติที่เรียกว่า ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้เอลนีโญ (El Niño-Southern Oscillation หรือ ENSO) คือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตะวันออกและตอนกลางอุ่นขึ้นผิดปกติ เกิดจากการที่ลมค้าอ่อนกำลังลง ทำให้น้ำอุ่นไหลย้อนกลับจากฝั่งเอเชียไปทางอเมริกาใต้ ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนทั่วโลก เช่น เกิดภัยแล้งรุนแรงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย แต่เกิดฝนตกหนักในอเมริกาใต้
โดยปรากฏการณ์เอลนีโญ เป็นหนึ่งในสถานะของ ENSO หรือความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ซึ่งประกอบด้วย 3 สถานะหลัก
- ลานีญา (La Niña): คือระยะเย็น เป็นช่วงที่น้ำทะเลเย็นผิดปกติ หากเกิดปรากฏการณ์นี้ ในไทยมักฝนตกชุกและน้ำท่วม
- สภาวะปกติ (Neutral): คือระยะเป็นกลาง ช่วงเปลี่ยนผ่านที่อุณหภูมิน้ำทะเลใกล้เคียงค่าเฉลี่ย
- เอลนีโญ (El Niño): คือระยะอุ่น เป็นช่วงที่น้ำทะเลอุ่นผิดปกติ กระแสลมค้าอ่อนกำลังลง ทำให้น้ำอุ่นไหลย้อนกลับมาทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากเกิดปรากฏการณ์นี้ ในไทยมักฝนตกน้อย แล้ง และอากาศร้อนขึ้น
โดยปกติปรากฏการณ์เหล่านี้มักเกิดขึ้นทุก ๆ 2-7 ปี และสามารถคงอยู่ได้นานตั้งแต่ 12-18 เดือน ที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงปี 2024 ลากยาวมาจนถึงช่วงต้นปี 2026 โลกเกิดปรากฏการณ์ลานีญา หลังจากลานีญาสิ้นสุดลงช่วงต้นปี 2026 ปัจจุบัน สภาวะในมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ในระดับ “สภาวะปกติ” หรือก็คือไม่เกิดทั้งปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ทั้งสองไม่ได้เกิดขึ้นสลับกันเสมอไป แต่นักวิทยาศาสตร์จะใช้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน เป็นตัวชี้วัดว่าปรากฏการณ์เอลนีโญหรือลานีญากำลังเกิดอยู่หรือกำลังจะเกิด โดยในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ผิวน้ำบริเวณดังกล่าวจะอุ่นขึ้น ในทางกลับกัน ช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ลานีญา ผิวน้ำบริเวณดังกล่าวจะเย็นตัวลง ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ในแต่ละครั้งไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันเสมอไป รวมถึงผลลัพธ์ที่ตามมาก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคและช่วงเวลาของปีด้วย
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ไม่ใช้คำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ”
ในช่วงนี้ที่เราอาจเห็นคำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ (super El Niño)” ตามหน้าสื่ออยู่บ่อยครั้ง เพื่อใช้สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ โดยในประเทศไทยนั้น มีนักวิชาการหลายคนชี้ให้เห็นว่าเป็นความรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่จะทำให้อากาศในบ้านเราที่ร้อนมากอยู่แล้ว ร้อนขึ้นกว่าปกติ อีกทั้งยังพ่วงด้วยภัยแล้งที่รุนแรงและยาวนาน อย่างไรก็ตาม องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ไม่มีปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ (super El Niño)”
ในรายงานเรื่อง WMO: Likelihood increases of El Niño (ความเป็นไปได้ของการเกิดเอลนีโญเพิ่มขึ้น) ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ที่นอกจากรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับแนวโน้มที่จะเกิดปรากฎการณ์เอลนีโญในปี 2026 แล้ว ทางองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกยังยืนยันว่า ตามศัพท์ทางเทคนิคหรือมาตรฐานขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ไม่มีปรากฎการณ์ที่เรียกว่า “super El Niño” หรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่เคยได้ยินกันมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากคำว่า super El Niño นั้น ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเกณฑ์การจำแนกระดับความรุนแรงตามมาตรฐานในการดำเนินการขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก
สำหรับเกณฑ์การจำแนกระดับความรุนแรงของปรากฎการณ์เอลนีโญ จะถูกจำแนกได้เป็น 4 ระดับ คือ Weak (อ่อน) Moderate (ปานกลาง) Strong (แรง) และ Very Strong (แรงมาก) การใช้คำว่า ซูเปอร์ จึงไม่มีอยู่ในเกณฑ์จำแนกดังกล่าว อีกทั้งการใช้คำนี้ยังอาจสร้างความวิตกกังวลเกินจริงต่อสถานการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วย
เพราะถ้าหากกลับมาพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ชี้ว่าจนถึงช่วงต้นเดือนเมษายน 2026 โลกยังอยู่ในสภาวะเป็นกลาง (ENSO-Neutral) หลังจากที่ปรากฎการณ์ลานีญาอ่อนกำลังลงไปอย่างชัดเจน ก่อนที่จะสิ้นสุดลงเมื่อช่วงต้นปี ซึ่งยืนยันอีกครั้งว่าสภาวะ ENSO ในมหาสมุทรแปซิฟิกขณะนี้ อยู่ในระดับ “เป็นกลาง” หรือก็คือไม่เกิดทั้งปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา
แต่จากการคาดการณ์ พบว่ามีความเป็นไปได้ที่สภาวะเอลนีโญจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2026 โดยระบุว่า “อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะสูงกว่าปกติเกือบทั้งหมด” ในช่วงสามเดือนข้างหน้า และรูปแบบปริมาณน้ำฝนก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ทั้งนี้ยังพบความเป็นไปได้ที่เอลนีโญในครั้งนี้จะอยู่ยาวตลอดทั้งปีอีกด้วย ซึ่งทางองค์การอุตินิยมวิทยาโลกคาดการณ์ว่ามีโอกาส 50% ที่จะเกิดปรากฎการณ์เอลนีโญระดับ “แรง (strong)” และมีโอกาสราว 25% ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญระดับ “แรงมาก (very strong)” จะเห็นว่าตามศัพท์เทคนิค จะไม่ใช้คำว่า “ซูเปอร์ (super)”
สอดคล้องกับรายงานจาก National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ฉบับเดือนเมษายน 2026 ยืนยันว่าระบบเตือนภัย ENSO ได้ปรับสู่สถานะ “เฝ้าระวังเอลนีโญ” โดยคาดการณ์ว่าช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2026 มีโอกาสเกิดเอลนีโญ 61% และช่วงปลายปี ในเดือนตุลาคม-ธันวาคม โอกาสที่จะเกิดเอลนีโญ พุ่งสูงถึง 93% ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์สภาพภูมิอากาศแห่งสหรัฐอเมริกา (US Climate Prediction Center) ก็ระบุว่ามีโอกาส 61% ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวขึ้นในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม และจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงช่วงสิ้นปี 2026 เป็นอย่างน้อย โดยศูนย์พยากรณ์ฯ ยังระบุเพิ่มเติมว่ามีโอกาสราว 1 ใน 4 ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญระดับ “แรงมาก”
ส่วนรายงานการเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญ-ลานีญา ของกรมอุตุนิยมวิทยาไทย ในเดือนมีนาคม 2569 ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือพบว่า มีแนวโน้มที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม ด้วยความน่าจะเป็น 62% และสภาวะนี้จะอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2569
นิตยสาร TIME ระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญระดับแรงมากไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย มีเพียง 5 ครั้งเท่านั้นนับตั้งแต่ปี 1950 โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงปี 2015-2016 ส่วนในปี 2026 นี้ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหรือไม่ ด้วยการพยากรณ์ในช่วงนี้มีข้อจำกัด แต่พบแนวโน้มความเป็นไปได้ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งข้อมูลจากศูนย์บริการข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโคเปอร์นิคัส (C3S) ระบุว่าอุณหภูมิของผิวน้ำมหาสมุทรแปซิฟิกในเดือนมีนาคม ใกล้ทุบสถิติร้อนที่สุด โดยอุณหภูมิมหาสมุทรร้อนที่สุดเคยเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2025 ในระหว่างที่สภาวะเอลนีโญส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้น นี่จึงดูเหมือนว่ามีความเป็นไปได้ที่เรากำลังจะเข้าสู่ช่วงเอลนีโญอีกครั้ง
เช่นเดียวกันกับในรายงาน WMO: Likelihood increases of El Niño ให้ข้อมูลเชิงเทคนิคว่า ณ ต้นเดือนเมษายน 2026 สภาพอากาศ ENSO อยู่ในระยะเป็นกลาง ตามรายงานของศูนย์ตรวจสอบสภาพภูมิอากาศระดับโลกบางแห่ง (BOM, JMA, NOAA) หลังจากสิ้นสุดปรากฏการณ์ลานีญาของปี 2025-2026 การสังเกตการณ์อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเส้นศูนย์สูตรอยู่ในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ย ขณะเดียวกัน ปริมาณความร้อนสะสมใต้ผิวน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แบบจำลองพยากรณ์ส่วนใหญ่ ทั้งแบบพลวัตและแบบสถิติ ชี้ว่าสภาวะ ENSO เป็นกลางจะยังคงดำเนินต่อไปในช่วงฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ และมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงฤดูร้อนถึงฤดูใบไม้ร่วง โดยบางแบบจำลองคาดว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลอาจถึงเกณฑ์ของเอลนีโญได้เร็วตั้งแต่ช่วงพฤษภาคม-กรกฎาคม 2026 และอาจอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี
คู่มือเอาตัวรอดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ่กำลังแรงถึงแรงมาก
เนื่องจากผลกระทบจากเอลนีโญ มักเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับผิวน้ำที่อุ่นขึ้นผิดปกติในมหาสมุทนแปซิฟิก ประเทศทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับสภาวะฝนน้อยไปจนถึงแห้งแล้งกว่าปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดอัคคีภัย โดยเฉพาะไฟป่า ในขณะที่ประเทศทางฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น เปรู และเอกวาดอร์ อาจเผชิญสภาพอากาศที่มีฝนตกชุกมากกว่าปกติ มีพายุรุนแรง ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดอุทกภัย ส่วนพื้นที่แอฟริกาตอนใต้ก็จะเผชิญกับความร้อนและภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น
แต่ไม่ว่าจะในพื้นที่ไหนหรือเกิดผลแบบใด ก็จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและเรื่องของปริมาณน้ำ ในพื้นที่ที่แห้งแล้งกว่าปกติ ก็ไม่สามารถเพาะปลูกทำการเกษตรได้ ส่วนในพื้นที่ที่ฝนตกชุกมากกว่าปกติ น้ำท่วมเฉียบพลันก็ทำลายพื้นที่และผลผลิตทางการเกษตรเช่นกัน ทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น รวมถึงนำไปสู่การขาดแคลนน้ำสะอาด ที่สามารถนำมากินมาใช้ในชีวิตประจำวัน
ตามมาด้วยผลกระทบเรื่องคลื่นความร้อน ที่อาจร้อนขนาดทำลายสถิติ อย่างในประเทศไทยช่วงเดือนเมษายน 2026 เคยมีรายงานว่าบางพื้นที่อาจมีดัชนีความร้อน (อุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกจริง) สูงถึง 60 องศาเซลเซียส! และในประเด็นนี้ The Guardian เคยรายงานว่ามีนักวิทยาศาสตร์แสดงความกังวล ว่าหากเอลนีโญเกิดขึ้นจริงในช่วงกลางปี 2026 ลากยาวไปจนถึงปี 2027 อาจทำให้ในปี 2027 อาจเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งความร้อนระดับนี้อาจเกินกว่าขีดจำกัดที่ร่างกายมนุษย์จะรับได้ ดังนั้น ในฐานะคนธรรมดาที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนรุนแรง ก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวหรือหาวิธีเอาตัวรอด เพื่อให้ปลอดภัยและประหยัดค่าใช้จ่าย โดยอาจทำตามคำแนะนำเหล่านี้
การดูแลสุขภาพเบื้องต้นเพื่อรับมือกับความร้อน
- หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่แดดแรงจัด ๆ เวลา 10.00-16.00 น. เพราะเสี่ยงต่อภาวะ Heatstroke ซึ่งอันตรายถึงชีวิต ทั้งนี้ควรสังเกตอาการผิดปกติของตนเองด้วยว่าเข้าข่ายหรือไม่ เช่น มึน ปวดหัว ใจสั่น รู้สึกสับสน และตัวร้อนจัด
- จิบน้ำบ่อย ๆ ไม่ต้องรอให้รู้สึกกระหาย การจิบน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องตลอดทั้งวัน จะช่วยระบายความร้อนในร่างกายได้
- เติมเกลือแร่เมื่อเหงื่อออกมาก (ไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องดื่มหวานเสมอไป)
- ใช้พัดลมช่วยระบายความร้อน ร่วมกับอาบน้ำ/ผ้าเย็น ตามที่สะดวก
- สังเกตสีของปัสสาวะ หากมีสีเข้ม แสดงว่าร่างกายเริ่มขาดน้ำ ให้รีบดื่มน้ำทันที
การจัดการที่พักอาศัย
- ปิดม่านกันความร้อน ในช่วงกลางวันที่แดดส่องเข้าบ้าน ควรปิดม่านหนา ๆ เพื่อกันรังสีความร้อน ไม่ให้ส่องเข้ามาสะสมภายในอาคาร
- ระบายอากาศตอนกลางคืน ด้วยการเปิดหน้าต่างในช่วงดึกหรือเช้ามืด เพื่อให้อากาศที่เย็นกว่าถ่ายเทเข้ามาแทนที่อากาศร้อน
- สำรวจและปิดแหล่งกำเนิดความร้อนภายในบ้าน
การประหยัดทรัพยากรและลดค่าใช้จ่าย
- วางแผนการใช้น้ำ เพราะเอลนีโญมักจะมาคู่กับภัยแล้งที่ลากยาวหลายเดือน ตามเมืองใหญ่ที่เข้าถึงน้ำประปาได้ง่ายและสะดวกอาจจะไม่มีปัญหา แต่ตามชนบทจะมีปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ ทั้งน้ำประปาขาดแคลนหรือเค็มขึ้น การสำรองน้ำไว้ใช้ล่วงหน้าหรือนำน้ำล้างผักไปรดต้นไม้จะช่วยได้มาก และควรมีการสำรองน้ำดื่มฉุกเฉินไว้ด้วย
- เทคนิคในการเปิดแอร์ เปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 26-27 องศาเซลเซียส แล้วเปิดพัดลมช่วย จะช่วยให้รู้สึกเย็นเหมือนกับเปิดแอร์ 24 องศาเซลเซียสได้ แต่ประหยัดค่าไฟได้มากกว่า และล้างแผ่นกรองอากาศบ่อย ๆ เพราะแอร์จะทำงานหนักมากในช่วงนี้
- หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟพร้อมกัน
การเตรียมพร้อมด้านอาหาร
- รับมือกับราคาผลผลิตและอาหาร เนื่องจากอากาศที่ร้อนและแล้งจัด จะทำให้พืชผลทางการเกษตรมีราคาสูงขึ้น หรือของสดเสียไวขึ้น ควรวางแผนการซื้อของสดในปริมาณที่พอดี และเก็บรักษาให้ถูกวิธี
- มีของแห้งพื้นฐานติดบ้านไว้
- กระจายแหล่งซื้ออาหาร ไม่ควรพึ่งพาที่เดียว
ติดตามประกาศ/คำเตือนของท้องถิ่น
ในอดีต ปรากฏการณ์เอลนีโญเคยส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยทำให้อากาศร้อนขึ้น ฝนตกน้อยกว่าปกติ แห้งแล้งหนักและยาวนาน แต่ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังแรงหรือแรงมาก จะส่งผลกระทบที่ยิ่งกว่า ฝนทิ้งช่วงนานขึ้น ภัยแล้ง และสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง คือพายุ เพราะเมื่อแห้งแล้งจัด พายุเพียงลูกเดียวอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ในทันที เนื่องจากพื้นดินที่แห้งและแข็งไม่สามารถดูดซับน้ำเอาไว้ได้ทัน จึงควรติดตามประกาศหรือคำเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ในเรื่องของ
- คลื่นความร้อน
- ภัยแล้ง
- คุณภาพอากาศ
- พายุฤดูร้อน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรทราบก็คือควรรับมือด้วยความตระหนักแต่ไม่ตระหนก ให้การเตรียมพร้อมคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากการพยากรณ์ในระยะยาวอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นในปี 2017 ที่การพยากรณ์อากาศในระยะแรกบ่งชี้ว่ามีแนวโน้มจะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ทว่าในเวลาต่อมา สภาวะต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป และก่อให้เกิดปรากฏการณ์ลานีญาขึ้นแทน ที่สำคัญ การพยากรณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม เป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทายกว่าปกติ ด้วยปัจจัยในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านของฤดูใบไม้ผลิในซีกโลกเหนือ (Boreal spring transition) และการเปลี่ยนผ่านของฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกใต้ (Austral autumn transition) แต่การพยากรณ์จะดีขึ้นหลังจากเดือนเมษายนเป็นต้นไป จึงต้องรอรายงานฉบับต่อไปจากทางองค์การอุตินิยมวิทยาโลก ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 นี้






























