ควันหลงการเลือกตั้ง 2569 ที่เพิ่งผ่านไป นอกจากดราม่าเรื่องผลแพ้ชนะว่าใครจะได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล ใครจะนั่งฝ่ายค้าน และเรื่องความโปร่งใสของการนับคะแนนที่ยังไม่จบไม่สิ้น อันนำมาซึ่งความเครียดระดับที่ยาพาราก็เอาไม่อยู่ แถมเพิ่มความคุกรุ่นให้กับสังคมไทยจนถึงจุดที่ใกล้เดือด อีกหนึ่งเรื่องที่เป็นกระแสไม่แพ้กันก็คือ ภาพฝันที่สลายหายไปกลายเป็นฝุ่น PM2.5 ของบรรดาเหล่า “ทาสไดโนเสาร์” ที่อยากจะได้สัตว์ดึกดำบรรพ์ในอดีตกาลมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง จากนโยบาย “พาไดโนเสาร์กลับมา” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่สร้างสีสันให้กับการเมืองไทยและทำให้คนไทยหายเครียด ของ “คุณเต้-มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” เลขาธิการและแคนดิเดตนายกจากพรรคทางเลือกใหม่
ซึ่ง ณ เวลานี้ ดูเหมือนจะเป็นที่แน่ชัดว่าเราคงต้องโบกมือลาเจ้าไดโนเสาร์ เผาคู่มือการเลี้ยงไดโนเสาร์เบื้องต้นทิ้งซะแล้ว เพราะคะแนนการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคทางเลือกใหม่ ไม่เพียงพอที่จะส่ง “พี่เต้” ซึ่งอยู่ในลิสต์รายชื่อสส. บัญชีรายชื่อในอันดับ 3 เข้าสภา จากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พรรคทางเลือกใหม่มีคะแนนเสียงที่ทำให้มีบุคคลในรายชื่อผู้สมัครสส. แบบบัญชีรายชื่อ ได้ที่นั่งในสภาเพียงบุคคลเดียว ได้แก่ คุณราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หาก “พี่เต้” ได้เก้าอี้ในสภา และทำให้ “ไดโนเสาร์” สามารถฟื้นคืนชีพกลับมาในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ได้จริง ๆ มันจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย และภาพที่ออกมาจะหน้าตาประมาณไหน เราลองมาวาดภาพจากจินตนาการกันดูคร่าว ๆ ดีกว่า!
ไดโนเสาร์ จะอยู่รอดยากมากกว่าที่คิด!
แม้ว่าไดโนเสาร์จะฟื้นคืนชีพได้จริง แต่โลกยุคนี้ไม่เหมาะกับไดโนเสาร์เอาเสียเลย เพราะพวกมันจะต้องพบเจอกับปัญหาด้านชีวภาพและสภาพอากาศอย่างแน่นอน และในที่สุด ก็จะทำไดโนเสาร์ขนาดใหญ่จำนวนมากล้มตายเองในเวลาไม่นาน หากไม่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ไดโนเสาร์อาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เนื่องจากเกิดผิดยุคก็คือ
- ปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอ ในยุคเมโซโซอิก ระดับออกซิเจนในอากาศสูงกว่าปัจจุบันมาก ถ้าไดโนเสาร์ตัวใหญ่ ๆ จะต้องพยายามเอาชีวิตรอดในยุคนี้ พวกมันจะหอบเหนื่อยง่ายหรือหายใจลำบากเกินไป
- อุณหภูมิและสภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้ว ขนาดมนุษย์ยังอยู่ยาก ไดโนเสาร์จะน่าสงสารมากกว่าน่ากลัว
- เชื้อโรคและไวรัส ไดโนเสาร์จะไม่มีภูมิคุ้มกันต่อแบคทีเรียหรือไวรัสในปัจจุบัน แค่ไข้หวัดธรรมดาหรือเชื้อโรคจากสัตว์ปีกยุคใหม่ ก็อาจทำให้พวกมันถูกระบุว่า “สูญพันธุ์รอบสอง” ได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์
- อาหาร พืชอาหารในอดีตจำนวนมากสูญพันธุ์ไปแล้ว แถมพืชยุคปัจจุบันก็เปลี่ยนไปมาก (มีพืชดอกเยอะขึ้น) ซึ่งอาจเป็นพิษต่อระบบย่อยอาหารของพวกไดโนเสาร์กินพืช ส่วนพวกไดโนเสาร์กินเนื้อก็ต้องปรับตัวกับการล่าสัตว์ พวกมันคงต้องหันมากินสัตว์เศรษฐกิจอย่างวัว ควาย หรือหมูแทน
- โลกเต็มไปด้วยมนุษย์และสิ่งก่อสร้าง แค่นึกภาพไดโนเสาร์คอยาว ๆ เดินข้ามถนนในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ก็น้ำตาไหลแล้ว เพราะพวกมันจะต้องพบเจอกับทางด่วน รางรถไฟฟ้า ตึกสูงมากมาย และที่แย่ที่สุดก็คือสายไฟรุงรัง ที่น่าจะขึ้นบัญชีดำเป็นศัตรูตัวฉกาจของไดโนเสาร์คอยาวเลยก็ว่าได้ พวกมันอาจจะโดนสายไฟพันคอตาย หรือถูกไฟช็อตจนกลายเป็นสาเหตุให้ไฟดับทั่วเมือง และอย่าลืมว่าถ้าพวกมันเดินกันเพ่นพ่านทั้งเมือง วิกฤติจราจรในกรุงเทพฯ จะเป็นอัมพาตยิ่งกว่าเดิม ขับรถหลบเท้าของพวกมันไม่พอ สิ่งก่อสร้างทั้งหลายก็อาจพังเสียหายจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมของเหล่ามนุษย์ไปเลย นี่แหละ! มันจึงไม่เหมาะจะเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านเท่าไร!
ระบบนิเวศพังทันที
สมมติว่ามีไดโนเสาร์บางสายพันธุ์ที่ปรับตัวกับโลกในศตวรรษที่ 21 และมีชีวิตรอดมาได้ ก็เท่ากับระบบนิเวศจะพังทันที เพราะมันไม่ใช่แค่โลกนี้มีสัตว์เพิ่ม แต่ในเวลานี้ ไดโนเสาร์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตนอกระบบของโลกไปแล้ว และถ้าพวกมันกลับมา
- พวกมันคือนักล่าขนาดใหญ่ที่ไม่มีใครต้าน เสือหรือสิงโตเทียบไม่ได้เลยกับ T-Rex, Theropod หรือ Spinosaurus พวกมันไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ พวกมันจะกลายเป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ทำให้ห่วงโซอาหารพังจนการสูญพันธุ์กลายเป็นลูกโซ่ และมีความเป็นไปได้สูงว่าพวกมันอาจทำให้สัตว์ป่าท้องถิ่นสูญพันธุ์ เพราะสัตว์ในปัจจุบันไม่มีวิวัฒนาการที่จะรับมือกับผู้ล่าระดับนี้ รวมถึงพืชพรรณต่าง ๆ ก็อาจถูกกินหรือโดนเหยียบย่ำจนเสียหายเกินสมดุล
- การอพยพของมนุษย์ ก็ต้องยอมรับว่าถ้าเราต้องอยู่กับไดโนเสาร์จริง ๆ ยังไงเราก็คงต้องอพยพหนีมัน! พื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยในเขตร้อนอาจถูกคุกคามโดยไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ที่ต้องการอาหารปริมาณมหาศาลต่อวัน กรุงเทพฯ ที่มีตรอกซอกซอยเล็ก ๆ เยอะ พวกไดโนเสาร์ตัวใหญ่อาจเข้าไม่ได้ แต่พวกกลุ่ม Velociraptor ซึ่งเป็นตัวเล็กแต่ฉลาด อาจจะยึดซอยต่าง ๆ เป็นแหล่งกบดานและดักซุ่มโจมตี ซึ่งการจัดการสัตว์ที่ว่องไวขนาดนี้ในพื้นที่แออัดเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเจ้าหน้าที่ และในเชิงวิศวกรรม ถนนในเมืองไทยหลายจุดอาจรับน้ำหนักไดโนเสาร์ระดับ 30-50 ตันไม่ไหว ทำให้เกิดถนนทรุดได้ตลอดเวลาที่พวกมันก้าวเดิน หนีตายกันต่อไปนะพวกเรา!
- ปัญหาสิ่งปฏิกูล ก็ไดโนเสาร์มันตัวใหญ่ เวลาขับถ่ายก็มากมายมหาศาลตาม ไดโนเสาร์กินพืชตัวหนึ่งถ่ายออกมาทีละหลายสิบกิโลกรัม ลองจินตนาการถึงกองมูลขนาดเท่ารถอีโก้คาร์กลางเมืองดูสิ! ระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ ที่ทำงานหนักอยู่แล้วจากนานากิจกรรมของมนุษย์อาจจะถึงขั้นวิกฤติ! และถ้าเราเลี้ยงกันเป็นสัตว์เลี้ยงล่ะก็ อื้อหือ! ไม่อยากจะคิด
มนุษย์ VS ไดโนเสาร์ ไม่มีฝ่ายใดอยู่รอดได้ถ้าอีกฝ่ายยังอยู่
แม้ว่ามนุษย์จะเป็นคนที่นำพาเอาไดโนเสาร์กลับมา แต่ในโลกความเป็นจริงก็คือ ทั้งคู่อยู่ร่วมกันไม่ได้ เพราะไม่ใช่แค่ไดโนเสาร์ทำให้ชีวิตมนุษย์มีความเสี่ยงสูงมาก แต่มนุษย์ในยุคปัจจุบันก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายที่สุดเหมือนกัน ลองนึกภาพว่ามีไดโนเสาร์กินเนื้อมาเยือนหน้าประตูบ้าน
- ไม่ปลอดภัย พื้นที่บริเวณนั้นไม่ปลอดภัย
- สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ โครงสร้างพื้นฐานไม่ถูกออกแบบมาให้รับแรงกระทำระดับนั้น เราอาจจะไม่ตายเพราะไดโนเสาร์ แต่ตายเพราะไดโนเสาร์ชนตึกแล้วตึกถล่มใส่คน!
- การควบคุมต้องใช้อาวุธ อาวุธธรรมดาทั่วไปของพลเรือนไม่เพียงพอที่จะใช้จำกัดการรุกรานของไดโนเสาร์ ต้องใช้ทหาร อาวุธหนัก และการกักกันพื้นที่ ผลลัพธ์ก็คือ เราต้องเอาทหารเข้ามาจัดการสัตว์ป่า ซึ่งโลกเราคงไม่เคยให้ทหารทำอะไรในระดับนี้มาก่อน
ในขณะเดียวกัน หากมนุษย์อยู่ใกล้พวกมันมากเกินไป
- ต้องมีการควบคุม กองทัพและเทคโนโลยีอาวุธปัจจุบันสามารถจัดการสัตว์ขนาดใหญ่ได้ไม่ยาก (กระสุนปืนใหญ่หรือโดรนติดอาวุธ รุนแรงกว่าเขี้ยวเล็บมากนะ)
- การแปรรูปเป็นสินค้า คงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่มนุษย์ชุบชีวิตพวกมันขึ้นมา แต่ก็จับเอาพวกมันไปขังในสวนสัตว์ บ้างกลายเป็นเมนูอาหารเปิบพิสดาร หรือถูกล่าเพื่อเอาโครงกระดูกไปขายในตลาดมืด
การปรับตัวของคนไทย
คนไทยมีทักษะการปรับตัวสูงมาก
- ในยุค Social Media เราจะพบเจอคนจำนวนมากที่ยอมเสี่ยงตายเข้าไปเซลฟี่กับเหล่าไดโนเสาร์ หรือไลฟ์สดชีวิตของพวกมัน จนเกิดแฮชแท็กไวรัลทุกชั่วโมง
- คนไทยกับหวยคือของคู่กัน คนอีกจำนวนหนึ่งก็จะยอมเสี่ยงตายเอาแป้งไปทาตัวไดโนเสาร์เพื่อหาเลข เสี่ยงน้อยหน่อยก็คือตีเลขเด็ดจากรอยเท้าและจำนวนหนามบนหลังของพวกมัน
- อาหารสตรีตฟู้ด คนไทยกินได้ทุกอย่างไม่เกินจริง! ถ้าตัวไหนตายลง เราอาจจะได้เห็นเมนูเนื้อไดโนเสาร์ย่างจิ้มแจ่ว หรือลูกชิ้นไดโนเสาร์ มาวางขายตามตลาดนัดในเวลาอันรวดเร็ว จากนั้นก็บอกต่อ ๆ กันว่าอร่อยนะ ไปลอง!
เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน
เมื่อสิ่งมีชีวิตอย่างไดโนเสาร์กลับมาเดินเผ่นผ่านบนโลก ผลกระทบจะกระจายเป็นวงกว้าง เพราะไดโนเสาร์จะกลายเป็นต้นทุนสาธารณะขนาดมหึมา พูดง่าย ๆ ก็คือ มันคืแภัยคุกคาม! ไม่ว่าจะเป็น
- เกษตรกรรม-ปศุสัตว์ จะเสียหายหนัก ไม่ถูกมันกินหมดก็ถูกมันเหยียบย่ำทำลายหมด
- การประกันภัยล่ม เพราะการมีไดโนเสาร์คือความเสี่ยงที่ประเมินไม่ได้ เราอาจตายเพราะไดโนเสาร์ได้ทุกลมหายใจ
- การท่องเที่ยว-การคมนาคมหยุดชะงัก อยากไปทัวร์ดูไดโนเสาร์นะ แต่…
- งบประมาณรัฐจะถูกดูดไปจัดการกับ “การควบคุมภัยชีวภาพ” ให้กับเหล่ามนุษย์ โลกนี้ต้องมีระบบป้องกันภัยจากไดโนเสาร์!
กฎหมาย สิทธิสัตว์ และจริยธรรม
ทันทีที่ไดโนเสาร์กลังมามีชีวิต จะเกิดกฎหมายใหม่ทั้งโลกเกี่ยวกับ “สิ่งมีชีวิตที่มนุษย์สร้างขึ้น” และโลกจะเกิดการถกเถียงกันครั้งใหญ่ว่า
- มันมีสิทธิ์มีชีวิตไหม?
- ใครจะรับผิดชอบถ้ามันทำให้คนตายหรือข้าวของเสียหาย?
- การฆ่ามันทิ้งถือเป็นการทำลายสิ่งมีชีวิตหายากหรือไม่?
- เรามีสิทธิ์สร้างมันขึ้นมาแล้วปล่อยให้พวกมันทรมานในโลกที่ไม่เหมาะกับมันหรือเปล่า?
- ไดโนเสาร์จะถือเป็น “สัตว์คุ้มครอง” หรือ “ภัยคุกคาม” ที่ต้องกำจัด?
-
แล้วใครจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทางพันธุกรรม ถ้าพวกมันถูกสร้างขึ้นมาใหม่?
และเมื่อคำถามเหล่านี้ไม่อาจหาคำตอบที่ยุติการถกเถียงได้ เราอาจต้องพบกับความจริงที่เจ็บปวดที่สุดในการนำมันกลับมาบนโลกที่ไม่ใช่ของมันอีกต่อไป กับทางเลือก…
- ต้องกักขังในพื้นที่ควบคุมเฉพาะ (คล้ายเขตอนุรักษ์ปิด) เพื่อไม่ให้มันคุกคามสิ่งมีชีวิตอื่น แต่…อะไรจะต้านทานมันได้ล่ะ?
- นำมันกลับมาเฉพาะเพื่อศึกษาทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น! เพราะมันไม่ควรเป็นสัตว์เลี้ยงสวมปลอกคอจูงเดินเล่นสวนเบญฯ
- เราอาจต้อง “ยุติการดำรงอยู่” ของบางสายพันธุ์เพราะมันอันตรายเกินไป ทั้งที่มนุษย์เป็นคนนำมันกลับมาเองแท้ ๆ!
การคืนชีพไดโนเสาร์ให้กลับมามีชีวิตในศตวรรษที่ 21 มันก็คงเป็นภาพที่ผสมผสานกันระหว่าง “ความตื่นตาตื่นใจ” กับ “ความโกลาหลขั้นสุด” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทยที่มนุษย์ยังใช้ชีวิตกันลำบาก ไลฟ์สไตล์เราคงจะพบเจอกับความวุ่นวายระดับมหากาพย์ที่ผสมโรงกับวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ภาพของไดโนเสาร์ที่อาจจะยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตราย แต่ในยุคที่มนุษย์ครองโลกด้วยเทคโนโลยี และเชื้อโรคที่วิวัฒนาการมาไกลขนาดที่มนุษย์ก็เอาตัวกันไม่รอด มนุษย์อาจจะน่ากลัวกว่าไดโนเสาร์หลายเท่า และพวกมันน่าจะเป็นฝ่ายที่ “น่าสงสาร” มากกว่า “น่ากลัว”





























