Home Work & Living Living คำถามที่มีต่อ “ระบบการศึกษาไทย” เหตุใดจึงดูไม่น่าเชื่อถือ!

คำถามที่มีต่อ “ระบบการศึกษาไทย” เหตุใดจึงดูไม่น่าเชื่อถือ!

ประเด็นของ “ระบบการศึกษาไทย” ถูกพูดถึงและมีการถกเถียงกันมานานแล้วว่ามันค่อนข้างเก่าและล้มเหลว จะมีเด็กไทยสักกี่คนที่สามารถเรียนอยู่ในระดับต้น ๆ ของห้องเรียน และเข้าใจเนื้อหาเหล่านั้น ถ้าไม่เรียนพิเศษจากข้างนอก จะมีเด็กไทยสักกี่คนที่สามารถใช้ความรู้จากที่โรงเรียนสอน 100 เปอร์เซ็นต์ในการสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐโดยไม่ต้องติวพิเศษ หรือหาหนังสือจากที่อื่นมาอ่านเองเพิ่มเติม ในกรณีที่ไม่มีทุนทรัพย์มากพอที่จะเข้าคอร์สเรียนพิเศษ จะมีเด็กไทยสักกี่คนที่จะสามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้ตลอดรอดฝั่งด้วยความรู้ที่เรียนตามหลักสูตรการศึกษา “ขั้นพื้นฐาน” ของกระทรวงฯ เพียงอย่างเดียว

ทำไม ระบบการศึกษาไทยจึงดู “ไม่น่าเชื่อถือ” ในสายตาของเหล่าผู้ปกครองที่ต้องส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียน ทั้งที่ระบบการศึกษาที่เป็น “ขั้นพื้นฐาน” ควรจะมอบอะไรที่เป็น “พื้นฐาน” ให้เด็กได้ติดตัวกลับมาบ้างโดยเท่าเทียมกัน นอกจากการบ้าน โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องขวนขวายให้ลูกไปเรียนพิเศษ และเด็กไม่ต้องเรียนหนักมากวันละ 8-9 ชั่วโมง แต่แทบไม่ได้อะไรกลับมา!

ปัญหาถูกแก้ด้วยการทุจริตมานานแล้ว

หากเอ่ยถึง “การทุจริต” ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวของใครหลายคนมักจะเป็นเรื่องของการทำผิดที่ต้องเป็นเรื่องราวใหญ่โต การโกงของข้าราชการ นักการเมือง ความไม่ซื่อตรงของเหล่าผู้มีอำนาจในการปกครอง หรือเป็นเรื่องการกระทำผิดของพวกผู้ใหญ่ ซึ่งก็ไม่ผิด นั่นคือความแรกของการทุจริตที่ผู้คนจะนึกถึง มันดูเป็นภาพใหญ่ภาพรวมมากกว่าที่จะเป็นจุดเล็ก ๆ ทำให้การทุจริตที่เกิดขึ้นในจุดเล็ก ๆ มักถูกมองข้ามไปในวินาทีแรกที่ให้นึกถึงเรื่องของการทุจริต

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว การทุจริตมันเริ่มต้นได้จากจุดเล็ก ๆ และผู้ที่ทุจริตก็อาจเป็นแค่ “เด็กประถม” เท่านั้นก็ได้ ในแวดวงของการศึกษา การทุจริตไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ใหญ่เท่านั้น แต่เด็กและเยาวชนก็ทำกัน จนมันกลายเป็นวิธีแก้ปัญหาด้วยการทุจริต อีกทั้งยังเป็นการทุจริตในรูปแบบที่ใครหลายคนรู้สึกยอมรับได้และมองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร บางคนมองว่าเป็นเรื่องขำขันในวัยเรียนด้วยซ้ำไป ถึงอย่างนั้น จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเพื่อเอาตัวรอดของเด็กและเยาวชนในวันนั้น ทำให้ตรรกะในการแยกแยะถูกผิดของผู้ใหญ่ในวันนี้พัง บางคนลดทอนความผิดด้วยความคิดที่ว่า “แค่เรื่องเล็ก ๆ ใครก็ทำกัน” ไม่ตระหนักว่าการทุจริต ต่อให้เรื่องเล็กแค่ไหน มันก็เป็นเรื่องผิดและเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ

การทุจริต เป็นวิธีการแก้ปัญหาของเด็กหลายคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือทบทวนก่อนสอบ อ่านมาแล้วนิดหน่อยแต่ทำข้อสอบไม่ได้ หรืออ่านมาไม่ตรงกับที่ข้อสอบออก เมื่อทำข้อสอบตรงหน้าไม่ได้ การแก้ปัญหาก็เหลืออยู่ไม่กี่วิธี คือ จะปล่อยว่างไว้ มั่วด้วยตัวเอง หรือจะชะเง้อลอกเพื่อน ในเวลาต่อมา การลอกข้อสอบไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกต่อไป แต่มีการตกลงกับเพื่อนไว้ล่วงหน้าว่าจะขอลอก บางคนให้ลอกเฉย ๆ บางคนทำเป็นธุรกิจ มีการจ่ายเงินให้กันก็มี จะเห็นได้ว่าแค่ทำข้อสอบไม่ได้ เด็กและเยาวชนหลายคนก็เลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีทุจริต ใช่แล้ว การลอกข้อสอบเพื่อนก็คือการโกงอย่างหนึ่งเช่นกัน หรือแม้แต่ “การเซ็นชื่อเข้าเรียนแทนเพื่อน” ก็เป็นหนึ่งในการกระทำทุจริต

การศึกษาที่เด็กลอก ๆ คำตอบกันมาส่งครูเอาคะแนน ไม่อาจวัดอะไรได้เลย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำการศึกษาดูไม่น่าเชื่อถือ แต่อันที่จริง ไม่ใช่แค่นักเรียนไทยเท่านั้นที่โกงข้อสอบ ไว้ว่าจะนักเรียนที่ไหนบนโลกก็พร้อมที่จะโกงข้อสอบหากมีโอกาส โดยเฉพาะในสังคมที่การศึกษามีการแข่งขันสูง เป็นไปได้ว่าใคร ๆ ก็สามารถยอมหลับหูหลับตา ผ่อนผัน “ความถูกต้อง” ถ้ามันจะช่วยให้ตนเองได้คะแนนดีขึ้น ดังนั้น มีเพียงแค่จิตสำนึกเท่านั้น ที่จะทำให้เด็กหลายคนเลือกที่รับผลในทางตรงกันข้าม หากไม่ทุจริตในการสอบ เลือกที่จะให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามครรลองคลองธรรม

อย่างไรก็ดี ค่านิยมเรื่อง “น้ำใจ” กลับถูกนำมาทำให้บิดเบี้ยวในประเด็นของการทุจริตการสอบ ในหลาย ๆ กรณี คนที่ไม่ยอมให้เพื่อนลอกข้อสอบจะกลายเป็นคนผิดทันที เพราะคนคนนั้นคือคน “แล้งน้ำใจ” ไม่ช่วยเหลือเพื่อนที่กำลังเดือดร้อน ทั้งที่คนผู้นี้แค่มีจุดยืนที่จะไม่พาตัวเองเข้าไปสู่วงจรของการทุจริตก็เท่านั้นเอง เมื่อไม่ช่วยเพื่อนที่ทำข้อสอบไม่ได้ เพื่อนสอบตกทั้งห้อง คนที่สอบผ่านและไม่ให้เพื่อนลอกจะกลายเป็นคนที่เพื่อนทั้งห้องสาปส่ง เพื่อนรุมเกลียด หรืออาจถึงขั้นรุมกลั่นแกล้งเลยก็มี ทำให้บางคนต้องจำใจฝืนละเมิดกฎที่ว่าการลอกข้อสอบนั้นเป็นความผิด ช่วยเหลือเพื่อนเพราะกลัวอยู่ในสังคมนั้นไม่ได้ก็มี

เด็กและเยาวชนที่เติบโตขึ้นมาจากการที่มองว่าการลอกข้อสอบเพื่อนเป็นเรื่องที่ “ไม่เป็นไร นิดหน่อยเอง ใคร ๆ ก็ทำ” ก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ยี่หระต่อการทุจริตอื่น ๆ ได้เช่นกัน เช่นเดียวกับประเด็นของการ “ซื้องานวิจัย” เพื่อใส่ชื่อตัวเองว่าเป็นคนทำวิจัย ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในขั้นตอนการวิจัยสักนิดนอกจาก “ซื้อลำดับใส่ชื่อตัวเองในงานวิจัยผี” จากนั้นก็เคลมว่าเป็นผลงานทางวิชาการของตัวเอง คนที่ทำเช่นนี้เป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิจัย ที่นำเอางานวิจัยนี้ไปใช้ประโยชน์เพื่อตัวเองได้หลากหลาย ไม่ว่าจะใส่ในประวัติเพื่ออัปเกรดตัวเอง ใช้ขอตำแหน่งทางวิชาการ หรือเอาไปขอทุนจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อถอนทุนคืน โดยอ้างว่าเบิกทุนที่จ่ายไประหว่าทำวิจัย

เหตุใด คนที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยถึงกล้าทำเรื่องทุจริตต่อหน้าที่การงานตนเองได้ขนาดนี้ นอกจากจะไม่มีความละอายใจ คิดแต่เพียงประโยชน์ที่ตนเองจะกอบโกยได้ ยังไม่คิดถึงวันข้างหน้าด้วยซ้ำว่าความอาจแตกขึ้นมาในสักวัน ใช้วิธีทุจริตในการแก้ปัญหาของการอยากได้ตำแหน่งทางวิชาการเร็ว ๆ แต่ขี้เกียจทำเองโดยไม่ต้องเสียเวลาไปวิจัยเอง ในขณะเดียวกัน ตำแหน่งทางวิชาการที่ได้มาด้วยวิธีอันมิชอบยิ่งทำให้คนเหล่านี้ไม่เกรงกลัวหรือละอายใจใด ๆ อีกแล้ว ไร้จริยธรรมทางวิชาชีพ ถ้าหากเรื่องไม่แดงและไม่มีการตรวจสอบ ปลายทางมันจะไม่ได้สิ้นสุดแค่ตำแหน่งศาสตราจารย์ แต่ยังนำไปใช้ไต่เด้าขึ้นตำแหน่งที่สูงกว่านี้ได้ เพื่อประโยชน์และอำนาจการบริหาร

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับแวดวงวิชาการกันล่ะ? ในเมื่อตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” กลายเป็นตำแหน่งที่แค่จ่ายเงินก็มีได้ ความน่าเชื่อถือของคนที่ชื่อขึ้นต้นด้วยตำแหน่งทางวิชาการถูกสั่นคลอน จนกระทบไปถึงคนที่เพียรพยายามเองในการไคว่ขว้าทำงานวิจัยอย่างลำบากเพื่อขอตำแหน่งนี้มาครองด้วยซ้ำไป ผู้ปกครองที่จะส่งบุตรหลานเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าอาจารย์ที่จะสอนบุตรหลานตนเองนั้นเป็นพวก “ผู้ทรงคุณวุฒิจอมปลอม” หรือเปล่า และที่สำคัญ คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “อาจารย์” เป็นผู้สั่งสอนวิชาความรู้ยังประพฤติตัวเช่นนี้ จะยังเหลือเกียรติและความเป็น “แม่พิมพ์/พ่อพิมพ์ของชาติ” แบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนที่เข้าไปศึกษาหาความรู้อยู่อีกหรือ!

ทุ่มเทกับการ “สร้างผลงาน” เพราะมันไปได้ไกลกว่า

ข้อมูลจากเพจ “วันนั้นเมื่อฉันสอน” มีการเปิดเผยด้านมืดของการศึกษาไทย ที่แม้แต่คนในระบบยังมองว่า “การสอน (หนังสือ) ไม่นับเป็นผลงาน” เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เหล่าครูอาจารย์จะต้องหันไปให้ความสำคัญกับ “การสร้างผลงาน” ให้ตัวเอง หากต้องการความก้าวหน้าในอาชีพการงาน หรือเพื่อไม่ให้ “เบื้องบน” คอยตามจิกสารพัดงานเอกสาร ครู-อาจารย์ไม่ได้มีหน้าที่แค่สอนหนังสือนักเรียน แต่ต้องทำงานอื่นไปด้วย คำถามคือ แล้วนักเรียนหรือผู้เรียนล่ะ ถูกเอาไปวางไว้ตรงส่วนไหนของระบบการศึกษาที่ครูไม่ค่อยว่างสอน เพราะต้องสร้างผลงานอย่างอื่น!

แน่นอนว่าคนทำงานทุกคนมีเป้าหมายที่จะเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน รวมถึงสื่อสารงานวิจัยที่ค้นพบในสายงานของตน สำหรับคนที่ทำงานในระบบการศึกษา ในแวดวงวิชาการ ความก้าวหน้าขั้นสูง ๆ ย่อมเป็นการมีตำแหน่งทางวิชาการนำหน้าชื่อ ซึ่งการกลายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ สามารถช่วยให้ไต่เต้าขึ้นไปยังตำแหน่งที่สูงกว่านี้ได้อีก ยกตัวอย่าง ข้าราชการครู ผลงานที่ตัวเองสร้างขึ้นล้วนส่งผลต่อการเลื่อนวิทยฐานะตาม “ระบบแท่ง” หรือที่เรามักจะเคยได้ยินพวกกันว่าเป็นข้าราชการซีไหน แต่ละขั้นจะบ่งบอก “ประเภท” ว่าเป็นระดับไหน ระดับปฏิบัติการย่อมแตกต่างกับระดับทรงคุณวุฒิอย่างไม่ต้องสงสัย

นี่คือปัจจัยสำคัญที่ครูผู้สอนอาจจะต้องเจียดเวลาการสอนนักเรียนเพื่อมาสร้างผลงานให้กับตัวเอง กับบางคนแม้ว่าอาจจะไม่ได้ทะเยอทะยานอย่างก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด แต่ก็มักจะถูกเรียกออกจากห้องเรียนให้ไปทำ “หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย” หลายคนน่าจะจำภาพที่ครูวิชาต่าง ๆ ทิ้งห้องเรียนและเด็กในห้องไปในขณะที่สอน ครูมักจะบอกทิ้งท้ายก่อนออกจากห้องว่าอย่าเสียงดัง และให้หัวหน้าห้องจดชื่อคนคุย เด็กทุกคนในห้องจะเข้าใจตรงกันว่า ครูไปประชุม!

เพราะการเลื่อนขั้นมีผลต่อเงินเดือน รวมถึงเรื่องของเกียรติและการนับหน้าถือตาที่จะมองข้ามไม่ได้ ข้าราชการครูทุกคนล้วนต้องการเติบโตในสายงาน อีกทั้งการกดดันจากสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งที่ต้องแข่งกัน ไม่ใช่แค่การวัดจากคะแนนสอบของเด็ก แต่ยังวัดจากผลงานของครูด้วย แบบที่อาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยจะทราบดีว่าจำนวนผลงานที่ถูกตีพิมพ์ของบุคลากรด้านการศึกษาในมหาวิทยาลัย มีผลต่อการจัดลำดับมหาวิทยาลัยว่าอยู่ในลำดับที่เท่าไรของประเทศและลำดับที่เท่าไรของโลก นี่จึงอาจเป็นอีกแรงกดดันที่ทำให้พวกครู-อาจารย์ต้องขยัน “สร้างผลงาน” มากกว่า “สอนหนังสือ”

ย้อนกลับไปที่ประเด็นของ “การซื้องานวิจัย” เพื่อที่จะนำเอางานวิจัยดังกล่าวไปเป็น “ผลงาน” เพื่ออัปเกรดประวัติตัวเองจากครู-อาจารย์ธรรมดา เป็นคนที่มีตำแหน่งทางวิชาการนำหน้าชื่อ จะพบว่ามีความเกี่ยวข้องกัน หากผู้สอนพยายามที่จะสร้างผลงานเพื่อยื่นขอความก้าวหน้าจนละเลยหน้าที่หลักในการสอน แล้วผู้เรียนล่ะถูกทิ้งไว้ตรงไหน ผู้เรียนที่ถูกผู้สอนยกเลิกชั้นเป็นประจำก็เท่ากับขาดโอกาสที่จะได้รับความรู้จากผู้สอน ในอีกแง่มุม ผู้สอนที่ใช้เงินซื้อตำแหน่งทางวิชาการให้ดูน่าเชื่อถือ สุดท้ายแล้วจะมีความรู้แค่ไหนมอบให้กับผู้เรียน นี่จึงกลายเป็นความไม่น่าเชื่อถือในระบบการศึกษา ที่ผู้ปกครองคงต้องมองใหม่ว่าจะส่งบุตรหลานเรียนกับครูที่ “สอนเก่ง” หรือ “ทำงานอื่นเก่ง”

เรียน ป.โท เพื่อชุบตัวมีอยู่จริง

ประเทศไทยผลิตบัณฑิตในระดับปริญญาตรีที่เกินกว่าความต้องการของตลาดแรงงานมานานแล้ว นอกจากนี้บัณฑิตที่จบออกมาส่วนหนึ่งกลับไม่มีทักษะแบบที่ตลาดแรงงานต้องการ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีบัณฑิตจบใหม่ว่างงานอย่างต่อเนื่องทุกปี ต้องเป็นคนที่จบตรงสายงานและมีทักษะที่ตลาดต้องการถึงจะมีงานทำอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ในโลกการทำงานจริง ๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ชื่อสถาบัน” ที่จบ มีผลต่อการได้งานจริง ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบภายใน สิ่งที่ผู้เรียนได้ศึกษาในช่วงเรียน รวมถึงครูบาอาจารย์ที่เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับผู้เรียนในสถาบันแต่ละชื่อ จากมุมคนนอกให้ความรู้สึกต้างกัน ทำให้ผู้จ้างงานสามารถกรองคนได้ส่วนหนึ่งจริง ๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้น บัณฑิตจบใหม่บางคนที่ยังไม่มีงานทำ หรือยังไม่พร้อมที่จะออกสู่โลกการทำงาน บางส่วนใช้ “การเรียนต่อ” เป็นข้ออ้างในการขยายเวลาที่ต้องทำมาหากินออกไปก่อน การเรียนต่อปริญญาโทในภาคปกติ จึงเป็นอีกเทรนด์ที่บัณฑิตปริญญาตรีหลายคนทีเดียวใช้เป็นวิธีในการหลีกหนีการเข้าสู่โลกการทำงาน บางคนอาจมีความคิดที่ไม่แน่ใจว่าความสามารถของตนเองจะไปทำงานที่ไหนได้ การมีวุฒิป.โท ในมืออาจทำให้อะไร ๆ ง่ายขึ้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่เรียนต่อปริญญาโทส่วนหนึ่งมีความคิดที่ว่า “จบป.โท ขี้หมูขี้หมาก็เป็นอาจารย์ได้” จริง ๆ

ในกลุ่มคนที่เข้าศึกษาต่อปริญญาโทในสถาบันชื่อดัง มีคนจำนวนหนึ่งที่จบปริญญาตรีมาจากสถาบันการศึกษาที่ครองอันดับต่ำ หรือที่เราเข้าใจกันว่าการจัดอันดับของสถาบันการศึกษาที่กลายมาเป็นมาตรวัดคุณภาพของบัณฑิตที่จบมานั่นเอง หลายคนทีเดียวที่มองว่า “ชื่อสถาบัน” ที่ตนเองจบมา มีความเสี่ยงที่จะหางานทำยากลำบากเกินไป จึงขอเวลาต่ออีก 2 ปีเพื่อ “ชุบตัว” อัปเกรดตัวเองให้เป็นคนใหม่ที่ถึงแม้ว่าจะจบปริญญาตรีจากสถาบันไม่ดัง ลำดับใน ranking อยู่ที่ท้าย ๆ แต่ฉันก็มีวุฒิปริญญาโทจากสถาบันดัง ดูเหมือนว่าโอกาสในการมีงานทำจะมากขึ้น

เมื่อการชุบตัวมีอยู่จริง และคนที่ขึ้นจากบ่อชุบบางคนก็มีทัศนคติที่ว่า “จบป.โท ขี้หมูขี้หมาก็เป็นอาจารย์ได้” ตรงนี้นี่เองที่หากคนที่ก้าวเข้ามาเป็นอาจารย์ได้แบบฟลุก ๆ ด้วยวิธีการซื้องานวิจัยเพื่ออัปเกรดตัวเองและพยายามซื้อต่อไปเรื่อย ๆ เพื่ออัปตำแหน่งให้สูงขึ้นไปอีก เวลาสอนจริง ผู้เรียนที่เก่ง ๆ ในระดับมหาวิทยาลัยอาจจะสัมผัสได้ว่าอาจารย์ของตัวเองดูกลวงเกินไป จนอาจจะทำให้ผู้เรียนบางคนรู้สึกไม่ค่อยเชื่อมั่นสักเท่าไร ดังนั้น คุณภาพและมาตรฐานของอาจารย์ที่ได้ตำแหน่งนำหน้าชื่อด้วยการใช้เงินซื้อ มีตราบาปประทับไปแล้วว่าดูไม่น่าเชื่อถือ ไม่รู้ว่าเก่งจริงหรือจอมปลอม และมีผลต่อบัณฑิตที่จบจากอาจารย์เหล่านี้จะมีปัญหาด้านทักษะในการทำงานด้วย

มาตรฐานครู/อาจารย์ที่ทำเอาผู้ปกครองกุมขมับ

ประเด็นดราม่าเรื่อครูตรวจการบ้านผิดหรือสอนสิ่งผิด ๆ ให้กับเด็กมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในโซเชียลมีเดีย ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้ แต่การตรวจการบ้านผิดไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ เพราะผลกระทบที่ตามมาจากการที่ครูสอนผิดหรือเฉลยผิด คือเรื่องของความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะถ้าผิดบ่อย ๆ ใครจะอยากให้ลูกหลานตัวเองเรียนกับครูที่สอนผิดเก่งแบบนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการสอนผิดหรือเฉลยผิด คือเด็กจะจำสิ่งที่ผิด ๆ ไปใช้ เพราะ “ครูเฉลยแบบนี้” ทั้งที่ก่อนหน้าเด็กอาจจะทำถูกแล้วเพราะพ่อแม่สอนการบ้านมา อีกสิ่งที่สำคัญคือ มันกระทบจิตใจของเด็กด้วย การบ้านบางชิ้นเด็กรู้สึกว่าตัวเองทำได้และมั่นใจในคำตอบมาก แต่สุดท้ายครูกลับตรวจให้ผิด เสียทั้งคะแนนและความรู้สึก เด็กบางคนกล้าหาญที่จะแย้งครูหรือให้ครูอธิบายว่าทำไมพวกเขาถึงผิด แต่ถ้าไปเจอครูประเภทที่อีโก้สูงเสียดฟ้าก็จะไม่ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของตัวเอง ยืนกรานว่าตัวเองถูกเพราะกลัวเสียหน้า และดันทุรังสอนแบบผิด ๆ ดีไม่ดีเด็กจะโดนย้อนกลับมาด้วยว่าทำไมเป็นเด็กถึงไม่เชื่อฟังเงียบ ๆ ไป เด็กไม่ควรตั้งคำถาม มันดูก้าวร้าวและดูไม่มีมารยาทต่อผู้ใหญ่!

ในอีกมุมหนึ่ง หากเด็กไม่โต้แย้ง และถูกกดด้วยอำนาจที่ว่าถ้าผู้ใหญ่บอกสอนอะไรแปลว่าถูกเสมอ อย่าตั้งคำถามกับสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด นั่นเท่ากับว่าเด็กก็จะได้ความรู้ผิด ๆ และจำไปใช้แบบผิด ๆ ในอนาคตทั้งอันใกล้และอันไกล เด็กจะจำแบบนี้ไปสอบ ซึ่งมันเป็นคำตอบที่ผิดและทำให้เด็กเสียคะแนน แม้จะแค่คะแนนเดียว แต่มันก็มีผลต่อการเรียนต่อของเด็กได้เลย และในชีวิตประจำวัน หากเด็กไม่ถูกแก้ไขความเข้าใจให้ถูกต้อง ก็จะเชื่อแบบผิด ๆ แบบนี้ไปเรื่อย ๆ กว่าจะได้ข้อมูลที่ถูก บางคนโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็มี

ตัดภาพไปที่ผู้ปกครอง ผู้ปกครองหลายคนมีการศึกษาดีและสามารถสอนลูกบุตรหลานทำการบ้านได้ หลังจากที่สอนไปแล้วบุตรหลานกลับบ้านมาบอกว่าครูเฉลยว่าที่พ่อแม่สอนนั้นผิด สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้ปกครองจะรู้สึกหมดความเชื่อมั่นที่จะส่งลูกไปเรียนกับครูคนนี้ที่โรงเรียนนี้ ที่เกิดขึ้นกับบุตรหลานตัวเองอาจจะแค่ครั้งหรือสองครั้ง แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับที่ออกข่าวอยู่บ่อยครั้ง ผู้ปกครองหลายคนอาจจะรู้สึกไม่อยากให้บุตรหลานเรียนอยู่ในระบบการศึกษาไทยอีกต่อไปแล้ว ระบบการศึกษาที่ผลิตครูที่สอนเด็กผิด ๆ ในขณะที่พวกเขาเองยังสามารถสอนบุตรหลานได้ดีกว่าวิชาชีพครู!

ครูสามารถผิดพลาดได้ เพราะใคร ๆ ก็ผิดพลาดได้ แต่คนเป็นครูต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าการเป็นครูนั้นแบกความรับผิดชอบสูง และตนเองแบกอนาคตของเด็ก ๆ จำนวนมากไว้บนบ่า ความผิดพลาดของครูมันไม่ใช่แค่ขอโทษแล้วทุกอย่างจบ แต่มันส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจว่าจะสอนให้ลูกของคนอื่นมีความรู้ได้หรือไม่ หากสิ่งที่ครูสอนผิด ๆ ถูก ๆ เด็กยังไม่มั่นใจเลยว่าจะเชื่อได้ไหม แบบนี้ก็แย่ ครูผู้ซึ่งเป็น “พ่อพิมพ์/แม่พิมพ์” ต้องเป็นพิมพ์ที่ดีและถูกต้องให้กับเด็กและเยาวชน

เรียนกันมาตั้งหลายปี แต่ไม่เห็นจะใช้ได้จริง

ภาษาอังกฤษ คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาไทยจำนวนไม่น้อยเรียนภาษาอังกฤษตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ชั้นป.1 และเรียนยาวจนถึงจบม.6 แต่ผลที่วัดได้จากการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ และข้อสอบที่ใช้สำหรับสอบเข้ามหาวิทยาลัย กลับพบว่ามีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่คะแนนผ่านเกณฑ์ เด็กไทยจำนวนมากเรียนภาษาอังกฤษมาหลายปี แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถใช้ได้จริง ไม่ว่าจะทักษะไหนก็ตาม ฟังไม่ออก อ่านไม่ออก พูดไม่ได้ เขียนยิ่งไม่ได้เข้าไปใหญ่ หรือจริง ๆ อาจไม่ต้องยกตัวอย่างภาษาอังกฤษ ขนาดภาษาไทยที่เป็นภาษาแม่ เรียนตั้งแต่เริ่มพูดได้ จนทุกวันนี้ผู้ใหญ่บางคนก็ยังใช้ภาษาไทยผิด ๆ ถูก ๆ สื่อสารไม่รู้เรื่องและผิดพลาด

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมบัณฑิตที่จบมาจำนวนมากใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ทั้งที่กระทรวงฯ กำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่มีอยู่ในตารางเรียนของเด็กนักเรียนมานานมาก ๆ แล้ว การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยก็ต้องเรียนภาษาอังกฤษ การทำงานส่งอาจารย์บ่อยครั้งต้องหาอ้างอิงจากเว็บไซต์ต่างประเทศด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็ใช้งานจริงเวลาทำงานไม่ได้อยู่ดี การที่เด็กไทยส่วนมากที่เรียนภาษาอังกฤษตามหลักสูตรของกระทรวงฯ มาเป็นเวลาต่อเนื่องเกิน 10 ปีแล้วยังใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เจอชาวต่างชาติต้องหนี แบบนี้คือการศึกษาล้มเหลวแล้วหรือเปล่า?

ผลการจัดอันดับทักษะความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ (EF English Proficiency Index) ปี 2022 ซึ่งเก็บข้อมูลและจัดอันดับจากผลทดสอบทักษะความสามารถของผู้ร่วมทำแบบทดสอบกว่า 2.1 ล้านคน จาก 111 ประเทศ/ดินแดน ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก พบว่าประเทศไทยอยู่ในระดับท้าย ๆ คืออันดับที่ 97 ซึ่งแทบจะรั้งท้ายที่สุดในอาเซียนด้วย โดยตามหลังเมียนมาและกัมพูชา เหนือกว่าแค่ลาวเท่านั้น ซึ่งลาวอยู่ในอันดับที่ 111 ทำให้ไทยได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีทักษะความสามารถภาษาอังกฤษต่ำมาก

ใช้เวลาเรียนมายาวนานขนาดนี้แต่ไม่เห็นจะใช้ได้จริง ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าการศึกษาไทยดูไม่น่าเชื่อถือสักเท่าไร ทำให้ผู้ปกครองหลายคนรู้สึกเป็นห่วงอนาคตของบุตรหลานที่ต้องเติบโตในยุคที่ทั่วโลกใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการติดต่อสื่อสาร อาจจะไม่ใช่ทุกที่ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง แต่ภาษาอื่น ๆ เหล่านั้นเด็กไทยก็ไม่ได้อยู่ดี เด็กไทยใช้ได้แค่ภาษาไทย ในขณะที่ไม่มีที่ไหนใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ก็ทำให้เราติดอยู่ในมุมแคบ ๆ ที่ไม่สามารถออกไปเจอโลกกว้างได้ โลกยุคนี้เราไม่อาจสื่อสารแค่กับคนไทยด้วยกันเท่านั้น เด็กหลายคนต้องขวนขวายหาความรู้จากนอกระบบเอง และมีอีกจำนวนมากที่ไม่คิดจะเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพิ่มเติม

แม้ว่าหลายคนจะพยายามพัฒนาตนเองจากการเรียนเสริม หรือมีหลายคนที่บอกว่าภาษามันไปเรียนเอาข้างนอกโรงเรียนได้ อยากให้ลองคิดดี ๆ สักนิด ว่าถ้าระบบการศึกษาเราดี เด็กทุกคนควรจะมีพื้นฐานภาษาอังกฤษในระดับที่อย่างน้อยที่สุดคือพอถู ๆ ไถ ๆ กลับมาบ้างจากการเรียนในห้องเรียน ไม่ใช่นอกจากท่อง A-Z แล้วก็ใช้อะไรไม่ได้อีกเลย หากการไปโรงเรียนแล้วไม่ได้ความรู้อะไรที่ใช้ได้จริงกลับมา แล้วเราจะมีโรงเรียนไปทำไม ในโรงเรียนจะมีสอนวิชาภาษาอังกฤษไปทำไม!