นอกจากการไม่มีโรคจะเป็นลาภอันประเสริฐแล้ว เชื่อได้เลยว่าหลาย ๆ คนก็น่าจะคิดว่า “การไม่มีหนี้” ก็เป็นลาภอันประเสริฐเช่นเดียวกัน แม้ว่าจริง ๆ แล้วการเป็นหนี้จะมีข้อดีอยู่หลายข้อ การเป็นหนี้ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทุกกรณี การเป็นหนี้ไม่ได้มีผลทางลบต่อชีวิตเสมอไป ทว่าในมุมมองของคนบางกลุ่มที่มีหนี้ที่ต้องจ่ายคืนมากกว่าเงินที่หาได้ ใช้สูตรบริหารเงินกี่สูตรก็ไม่เคยได้ผลเพราะการเป็นหนี้ทำให้รายจ่ายมากกว่ารายรับตั้งแต่ต้น ทำงานตัวเป็นเกลียวแต่ไม่เคยได้ใช้เงินที่หามาอย่างยากลำบากเพื่อสร้างความสุขอย่างสบายอกสบายใจ ทุกบาททุกสตางค์หมดไปกับการชำระหนี้ โดยเฉพาะคนที่เป็น “หนี้นอกระบบ” ก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่าการไม่มีหนี้น่าจะเป็นสถานการณ์ที่ประเสริฐที่สุด
จากย่อหน้าข้างต้น อาจทำให้หลายคนตั้งคำถามมากมายถึงการเป็นหนี้ของคนกลุ่มดังกล่าว ว่าทำไมถึงสร้างหนี้สินให้ตัวเองมากมายขนาดนั้น? บริหารจัดการเงินยังไงทำไมไม่พอใช้? บริหารเงินไม่เป็นเองหรือเปล่า? ทำตัวติดหรูโดยไม่ประมาณตัว ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ใช้เงินเกินตัวใช่ไหม? ติดพนันสิท่า? หรือทำไมไปกู้หนี้นอกระบบล่ะ? ทั้งที่ก็น่าจะรู้ว่าหนี้นอกระบบมันไม่ดียังไง ทำไมไม่มาหากู้ในระบบที่มันช่วยให้จัดการชีวิตง่ายกว่า! แทนที่จะกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของคนเหล่านั้น น่าจะลองปรับความคิดว่า “สถานการณ์” คนเราไม่เหมือนกันน่าจะเข้าท่ากว่า จริงอยู่ว่าคงจะมีคนไม่น้อยที่เป็นหนี้เพราะทำตัวเอง แต่อย่าเหมารวมคนที่ “จำเป็นจริง ๆ” และ “เดือดร้อนจริง ๆ” เข้าไปด้วย
หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2564 รัฐบาลได้ประกาศให้ปี 2565 เป็น “ปีแห่งการแก้หนี้ครัวเรือน” อันเนื่องมาจากปัญหาหนี้สินครัวเรือนของคนไทยนั้นเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนที่ทำให้การดำรงชีวิตของประชาชนเกิดความยากลำบากมากยิ่งขึ้น จึงแสดงความตั้งใจที่จะแก้ไขหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจังและยั่งยืน โดยการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจะประกอบด้วยสองส่วน คือจัดการกับก้อนหนี้ในปัจจุบัน และชะลอการก่อหนี้ใหม่ในอนาคต แต่ความจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะหน้าคือการแก้ไขหนี้ปัจจุบัน เพื่อให้ครัวเรือนที่มีหนี้สินเกินตัวสามารถไปต่อได้ โดยจะมีการดำเนินการครอบคลุม 8 ประเด็น คือ
1. การแก้ปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
2. การกำหนดให้การไกล่เกลี่ยและการปรับโครงสร้างหนี้เป็นวาระของประเทศ ผ่านกลไกธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงินของรัฐ
3. การแก้ปัญหาหนี้เช่าซื้อรถยนต์ และรถจักรยานยนต์
4. การแก้ปัญหาหนี้สินข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการครู และข้าราชการตำรวจ
5. การปรับลดและทบทวนโครงสร้างและเพดานอัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม และการออกมาตรการคุ้มครองสิทธิ์ของลูกหนี้
6. การแก้ปัญหาหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล
7. การแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนรายย่อยและ SMEs
8. การปรับปรุงขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม
ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในปี 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ข้อมูลจากฐานเศรษฐกิจ) พบข้อมูลว่า
- ครัวเรือนที่เป็นหนี้มีสัดส่วนมากขึ้น คิดเป็น 51.5% เพิ่มขึ้นจาก 45.2% ในปี 2562
- รายได้ของครัวเรือนยังมีการขยายตัวต่ำกว่าการขยายตัวของหนี้สิน
- จำนวนหนี้สินเฉลี่ยของครัวเรือนในปี 2564 อยู่ที่ 205,679 บาท เพิ่มขึ้น 25.4% เมื่อเทียบกับหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนที่ 164,005 บาท ในปี 2562
- รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นเพียง 5.1%
- จำนวนเงินฝากต่อบัญชีที่มีมูลค่าต่ำกว่า 100,000 บาทมีแนวโน้มลดลง
- รายได้ครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งผู้เสมือนว่างงานยังมีจำนวนมาก อีกทั้งค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้ครัวเรือนอาจมีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับการชำระหนี้ หลายครอบครัวจึงต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจากแหล่งเงินกู้นอกระบบที่ให้กู้ง่ายกว่าและไม่เช็กประวัติทางการเงินเพื่อมาปิดหนี้เดิม ทำให้ปัญหาหนี้สินรุงรังกว่าที่คิด
ส่วนมาตรการในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของทางภาครัฐ ที่อาจเป็นทางเลือกในการบรรเทาผลกระทบ มีดังนี้
- การปรับโครงสร้างหนี้
- ทางด่วนแก้หนี้
- คลินิกแก้หนี้
- มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงยุติธรรมและกรมบังคับคดีจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้
ทำไมหลายคนจึงถึงเลือกกู้หนี้นอกระบบ ไม่เข้าหาสถาบันการเงิน
ทุกคนน่าจะทราบดีว่าเมื่อเราเดือดร้อนหรือมีความจำเป็นเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ แหล่งการเงินที่คนเราสามารถเดินเข้าไปทำเรื่องกู้หนี้ยืมสินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายก็คือสถาบันการเงินต่าง ๆ ซึ่งก็จะแบ่งเป็นสถาบันการเงินประเภทธนาคารและไม่ใช่ธนาคาร แต่ทำไมหลายต่อหลายคนยังเลือกที่จะไปกู้หนี้ยืมสินจากแหล่งเงินกู้นอกระบบที่ชอบมาแจกใบปลิวหรือติดสติกเกอร์ที่ลอกออกยากตามตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านหรือเสาไฟฟ้ามากกว่า ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าวังวนของการเป็นหนี้นอกระบบนั้นเป็นวงจรอุบาทว์ที่เข้าแล้วออกยากหรือออกไม่ได้ด้วยซ้ำ เงินที่หามาได้ยังทำได้แค่จ่ายดอกเบี้ยไปวัน ๆ เท่านั้น ที่เข้าแล้วออกไม่ได้ก็เพราะว่าต้องหาเงินใช้หนี้วนไป แทบจะลืมตาอ้าปากไม่ได้เลย
เพราะพวกเจ้าหนี้นอกระบบมักจะคิดดอกเบี้ยโหดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไปหลายเท่าตัว แถมดอกเบี้ยที่เรียกเก็บบางเจ้าเก็บเป็นรายวัน ไหนจะวิธีการทวงหนี้โหด ๆ ที่เห็นได้ตามข่าวบ่อย ๆ หากหาเงินมาปิดเงินต้นและจ่ายดอกไม่ได้ก็จะถูกรุมซ้อม ทำร้ายร่างกาย ใช้ความรุนแรง และด้วยความที่เงินที่หามาได้ในแต่ละวันแค่จ่ายดอกเบี้ยก็หมดแล้ว ลูกหนี้จึงไม่สามารถปิดเงินต้นได้ การที่ลูกหนี้ยังไม่คืนเงินต้น ทำให้ดอกเบี้ยยังคงวิ่งอยู่ทุกวัน นี่คือวงจรอุบาทว์ที่ทำให้ลูกหนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย เป็นคนประเภทหาเช้ากินค่ำไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้เลย
“หนี้นอกระบบ” คือ หนี้ที่เจ้าหนี้หรือผู้ให้กู้ไม่ได้อยู่ในระบบสถาบันการเงิน และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจกู้เงินตามกฎหมาย นั่นหมายความว่า เงื่อนไขหรือข้อตกลงที่เกิดขึ้นเป็นการกู้เงินที่ไม่มีการรับรองจากกฎหมาย อาจจะเป็นการยืมเงินปากเปล่า หรือมีการบันทึกข้อความ สัญญาไว้เป็นหลักฐานก็ได้ โดยเป็นหลักฐานที่มุ่งเน้นไว้จัดการกับลูกหนี้ ไม่ได้เพื่อให้เป็นหลักฐานตามกฎหมาย ตัวอย่างของเงินกู้นอกระบบเราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป พวกเงินด่วนที่มักจะเสียบใบปลิวตามรั้วบ้าน แปะประกาศตามเสาไฟฟ้า การบอกต่อแบบปากต่อปาก การปล่อยกู้ในกลุ่มคนรู้จัก รวมถึงสื่อตามอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ที่ไม่ได้มีการรับรองตามกฎหมาย
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมคนเหล่านี้จึงเลือกที่จะโทรไปตามเบอร์เหล่านั้นมากกว่าเดินเข้าไปทำเรื่องกู้ให้เป็นกิจจะลักษณะกับทางสถาบันการเงิน ถ้าให้ตอบง่าย ๆ แบบกำปั้นทุบดินเลยก็คือ การกู้หนี้นอกระบบนั้นมัน “ง่ายกว่า” การกู้หนี้ในระบบเป็นไหน ๆ ติดต่อก็ง่าย เบอร์โทรหาได้จากเสาไฟฟ้าเกือบทุกต้น ไม่จำเป็นต้องยื่นหลักฐานอะไรมากมาย เพราะต้องไม่ลืมว่าการจะทำเรื่องกู้เงินจากสถาบันการเงินนั้น ต้องยื่นเอกสาร “เกี่ยวกับรายได้” ประกอบด้วย เพื่อให้ทางสถาบันการเงินประเมินว่ามีความสามารถในการหาเงินมาชำระหนี้หรือไม่
อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย หาเช้ากินค่ำทำงานรับจ้างทั่วไปที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือพนักงานประจำ คนกลุ่มนี้ “ไม่มี” เอกสารเกี่ยวกับรายได้ไปยื่นเป็นหลักฐานต่อสถาบันการเงินเพื่อกู้เงินหรอก เมื่อมีปัญหาเรื่องเงินแล้วอยากจะได้แหล่งเงินทุนสักหน่อยเพื่อนำมาหมุน ชาวบ้านทั่วไปก็ไม่ได้คิดอะไรมากกับคำว่า “ดอกเบี้ยวันละ 5%” (ใช่แล้ว! วันละ 5%) นั่นหมายความว่าถ้าเรากู้หนี้นอกระบบมา 100 บาท เราก็จ่ายดอกเบี้ยแค่วันละ 5 บาท ถ้าปิดต้นปิดดอก จ่ายไป 105 บาทก็จบ แต่ปัญหามันอยู่ที่ใครล่ะจะกู้เงินมาทีละร้อยสองร้อย บางเจ้าอาจกำหนดขั้นต่ำ บางเจ้าไม่ได้กำหนด แต่คนที่เงินขาดมือ ไหน ๆ ก็กู้แล้ว เริ่มต้นก็น่าจะเป็นหลักพันแล้วล่ะ
ลองคิดดูเล่น ๆ ว่าหากเรากำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน ต้องการใช้เงิน 10,000 บาทอย่างด่วนที่สุด แต่รายได้และคุณสมบัติทำให้ไม่สามารถเดินเข้าไปทำเรื่องกับทางสถาบันการเงินได้ หรือต่อให้ทำได้ก็ต้องใช้เวลากว่าสถาบันการเงินจะอนุมัติ ซึ่งก็ต้องวัดดวงต่อว่าจะเรื่องจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ถ้าเรากดเบอร์โทรศัพท์กู้เงินด่วนที่เห็นจากเสาไฟฟ้า เราอาจจะได้เงินหมื่นนั้นมาใช้ช้าที่สุดภายใน 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น แลกกับดอกเบี้ยวันละ 500 บาทเองไม่เป็นไร มันก็อาจจะไม่ดูเยอะ หามาจ่ายได้ แต่มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันทีเมื่อเราปิดเงินต้นไม่ได้ และต้องจ่ายดอกเบี้ยไปวันละ 500 บาททุกวัน ๆ นานวันเข้า เราจ่ายดอกไปแพงกว่าเงินต้นตั้งไม่รู้กี่เท่าตัวแล้ว
“หนี้ในระบบ” กับข้อจำกัดที่คนระดับหาเช้ากินค่ำเข้าไม่ถึง
นอกจากการหันหน้าไปหาแหล่งเงินทุนนอกระบบจะทำได้ง่ายและเร็วกว่ามาก ๆ สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือ คนระดับหาเช้ากินค่ำเข้าไม่ถึงกระบวนการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เนื่องจากการกู้เงินในสถาบันการเงินมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่ามาก มีการระบุคุณสมบัติเงื่อนไขต่าง ๆ ต้องมีรายได้ขั้นต่ำเท่านั้นเท่านี้ต่อเดือน ต้องมีเอกสารรับรองรายได้ หรือต้องมีคนค้ำประกัน ซึ่งหากรายได้ไม่ผ่านเกณฑ์ตามที่สถาบันการเงินกำหนดก็เท่ากับหมดสิทธิ์ และคนกลุ่มนี้ไม่ได้มีรายได้เป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่มีสลิปเงินเดือนหรือเอกสารทางการเงินอะไรที่จะเอาไปยื่นยืนยันกับทางสถาบันการเงินได้ อีกทั้งคนกลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่มี “เครดิต” ใด ๆ กับทางสถาบันการเงินอีกด้วย
ในรายที่เป็นพนักงานประจำ มีเอกสารยื่น เกณฑ์รายได้ผ่าน แต่เมื่อทำเรื่องยื่นกู้แล้วก็ต้องรอเวลาเช็กประวัติ รออนุมัติวงเงิน ซึ่งก็อาจจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ได้ และไม่แน่ว่าถ้าทำเรื่องกู้ผ่านแต่วงเงินที่ได้รับจะเพียงพอต่อเงินที่ต้องการใช้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ในขณะที่การกู้นอกระบบมันง่ายชนิดที่ว่านึกอยากจะกู้วันไหนก็กู้ได้ อยากใช้เงินวันไหนก็แค่กดโทรหา ประเดี๋ยวเดียวก็มีเงินก้อนมาใช้แล้ว หรือในเมื่อเป็นหนี้ในระบบจนเต็มวงเงินแล้วก็ยังไม่พอต่อรายจ่าย หนี้นอกระบบจึงเป็นทางออก
อีกประเด็นที่น่าสนใจก็ตรงที่ การกู้เงินในระบบ เป็นการกู้เงินที่ “อยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย” นั่นหมายความว่าหากเราไม่มีเงินจะจ่ายหนี้คืนให้กับสถาบันการเงิน ทำเรื่องไกล่เกลี่ย ผัดผ่อนก็แล้วก็ยังไม่มี สถาบันการเงินสามารถส่งเรื่องที่เราผิดสัญญาการจ่ายหนี้เข้าสู่การดำเนินคดีทางกฎหมายได้ พอพูดถึงการทำผิดกฎหมาย ขาข้างหนึ่งก็ก้าวเข้าไปอยู่ในคุกแล้ว หากไม่จ่ายหนี้ให้สถาบันการเงิน ก็ต้องอาจต้องเข้าไปนอนในตะราง ทว่าการกู้หนี้นอกระบบเราจะไม่โดนการดำเนินคดีทางกฎหมาย เพราะเจ้าหนี้นอกระบบก็ไม่กล้าใช้กฎหมายเล่นงานเรา ที่เปิดให้กู้อยู่ก็ผิดกฎหมาย แต่เราจะต้องเผชิญหน้ากับการทวงหนี้โหดแทน ซึ่งมันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เหมือนกัน
มาตรการรัฐที่ไม่เด็ดขาด
มีเรื่องใต้ดินหลายเรื่องทีเดียวที่ภาครัฐยังไม่อาจจัดการขั้นเด็ดขาดให้หมดไปได้ ทั้งเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย และการเฝ้าระวังสอดส่องก็ทำได้ไม่ทั่วถึง ที่สำคัญที่สุดก็คือ นโยบายที่จะช่วยให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้ง่ายขึ้น รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้พวกเขา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปหากู้หนี้ยืมสิน ถ้าหากแก้ปัญหาในส่วนนี้ไม่ได้ แหล่งเงินกู้นอกระบบก็จะไม่มีทางหมดไป เนื่องจากยังมีคนกลุ่มนี้ที่ใช้บริการอยู่ สำหรับคนที่เดือดร้อนทางการเงินและมีตัวเลือกไม่มาก การกู้เงินนอกระบบเป็นหนทางที่ช่วยเหลือพวกเขาได้ดีที่สุดแล้ว
มันไม่ใช่เรื่องยากเลย หากจะมีเจ้าหนี้นอกระบบที่คิดจะมาหากินจากการเปิดกู้ใต้ดินให้กับชาวบ้านจริง ๆ มันมีสารพัดวิธีที่หลบเลี่ยงไม่ให้กฎหมายจัดการได้ การบอกต่อแหล่งกู้เงินกันปากเปล่าในหมู่คนที่รู้จักกันก็สามารถทำได้เงียบ ๆ หรือขนาดมีเบอร์โทรศัพท์เงินด่วนติดหราอยู่ที่เสาไฟฟ้าซึ่งสมบัติของทางราชการ หน่วยงานรัฐก็ไม่ได้คิดที่จะตามปราบปรามอย่างจริงจัง และวิธีที่เลวร้ายที่สุดก็อาจจะมีการติดสินบนให้เจ้าหน้าที่ที่รู้เห็นเป็นใจ ให้เมินเฉยหรือละเลยไป ทำเป็นไม่รู้ ไม่เห็น ไม่มี ไม่รายงานแหล่งเงินกู้นอกระบบผิดกฎหมาย มันก็จบแล้ว
ข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ระบุว่า มาตรการที่ภาครัฐนำมาใช้จัดการกับเจ้าหนี้นอกระบบอยู่ในปัจจุบัน มีทั้งไม้นวม ไม้แข็ง เริ่มจากไม้นวม คือ การเรียกเจ้าหนี้นอกระบบที่ถูกร้องเรียนมาเจรจา กรณีที่ฟ้องลูกหนี้เป็นจำนวนเงินสูง ๆ เจ้าหนี้ต้องรู้อยู่แก่ใจว่าจริง ๆ แล้วลูกหนี้กู้เงินไปเท่าไร จะยอมตัดลดหนี้ให้ลูกหนี้หรือไม่ โดยชี้แจงข้อกฎหมาย
ประมวลรัษฎากร ม. 91/2(5) ที่ได้บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น ให้กู้ยืมเงิน มีรายได้จากดอกเบี้ย ต้องปฏิบัติดังนี้
1. ขอจดทะเบียนธุรกิจเฉพาะ ถ้าไม่จดทะเบียนถือว่าผิด
2. ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 3 บวกกับภาษีบำรุงท้องถิ่นอีก ร้อยละ 0.3 รวมเป็น ร้อยละ 3.3
3. กรมสรรพากรจะตรวจสอบย้อนหลัง 10 ปี หากเจ้าหนี้ไม่เคยยื่นแบบเสียภาษีว่าเคยมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ เจ้าหนี้ก็จะมีความผิดที่แจ้งฐานภาษีเงินได้ผิดไปจากความเป็นจริง ต้องเรียกชำระเงินเพิ่มอีกหนึ่งเท่า ค่าปรับอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าปรับต้องย้อนหลังไป 10 ปี (120 เดือน)
การใช้มาตรการทางภาษีเช่นนี้ ก็ยากที่เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบจะปฏิเสธได้ว่าไม่เคยมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ เพราะมีหลักฐานชัดเจน ซึ่งก็คือคำร้องที่เจ้าหนี้ใช้ฟ้องบังคับคดีเอากับลูกหนี้นั่นเอง จึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าไม่เคยมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ เมื่อเจอแบบนี้เจ้าหนี้เงินกู้หลายรายจึงต้องยอมเจรจาตัดลดหนี้ให้กับลูกหนี้ จุดนี้นี่เองที่ทำให้เจ้าหนี้นอกระบบส่วนใหญ่ใช้วิธีทวงหนี้โหดกับลูกหนี้แทนที่จะฟ้องเอากับลูกหนี้ เพราะรู้ดีว่าตนเองก็ผิดด้วยเต็ม ๆ ซึ่งถ้าลูกหนี้ไม่ร้องเรียนหรือแจ้งความตอนที่ถูกทวงหนี้โหด ก็ไม่มีใครรู้ใครเห็นว่ามีแหล่งเงินกู้ผิดกฎหมายให้บริการอยู่
นอกจากมาตรการทางภาษีแล้ว ก็ยังมีกฎหมายเกี่ยวกับความผิดที่เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และความผิดฐานกรรโชกทรัพย์และฟอกเงิน ซึ่งจะนำไปสู่การยึดทรัพย์สินของนายทุนเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหดต่อไป
ส่วนมาตรการในการช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบ ทางภาครัฐก็พยายามที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งหลายให้หันมาแก้ปัญหาด้วยวิธี “รวมหนี้” ซึ่งสามารถรวมได้ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ อย่างไรเสีย หัวใจสำคัญของการเป็นลูกหนี้ก็คือ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องจ่ายหนี้คืน มาตรการช่วยเหลือจึงเป็นเพียงช่วยให้เวลาและมอบโอกาสให้เราได้ประวิงเวลาในการหาเงินมาจ่ายหนี้จนกว่าจะครบ โดยที่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเป็นหนี้แต่ละครั้ง ควรคำนึงว่าให้เป็นในกรณีที่จำเป็นมากที่สุด และพยายามเป็นหนี้ในเชิงบวกจะดีกว่า
คำแนะนำสำหรับผู้ที่เผลอเป็นหนี้นอกระบบไปแล้ว เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน ขอให้พิจารณาปรับโครงสร้างหนี้เพื่อเข้ามาเป็นหนี้ในระบบจะดีกว่า โดยคุณสามารถขอคำปรึกษาจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันมักจะมีแนวทางการช่วยเหลือผู้เป็นหนี้นอกระบบอยู่เรื่อย ๆ สอบถามว่าสามารถดำเนินการช่วยเหลืออะไรได้บ้าง เช่น การขอสินเชื่อส่วนบุคคล หรือขอกู้เงินแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อที่จะได้นำเงินก้อนไปปิดหนี้นอกระบบเสีย จากนั้นจึงกลับมาชำระหนี้ในระบบอย่างถูกต้อง เป็นธรรม และปลอดภัยจะดีกว่า






























