Home Trending Story Trend ในประเทศ ฤดูฝนมาแล้ว! 10 วิธีเอาตัวรอดจากฝนฉบับมนุษย์ออฟฟิศ

ฤดูฝนมาแล้ว! 10 วิธีเอาตัวรอดจากฝนฉบับมนุษย์ออฟฟิศ

ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงประมาณเดือนตุลาคม ในบ้านเราจะเป็นช่วงที่ตรงกับ “ฤดูฝน” บางช่วงไม่ใช่ฝนตกธรรมดา แต่ยังมีพายุตามมาสมทบอีกหลายลูก ทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก สร้างปัญหาเดือดร้อนสารพัดให้กับเหล่ามนุษย์ออฟฟิศ ที่ต้องออกไปทำงานทุกเช้าและต้องกลับบ้านในตอนเย็น

ปัญหาโลกแตกของเหล่ามนุษย์ออฟฟิศ คือฝนชอบตกในช่วงเช้าที่กำลังจะออกจากบ้าน หรือไม่ก็ตกเมื่อถึงเวลาเลิกงาน บางคนจะมีรถยนต์ส่วนตัวก็จริง แต่สุดท้ายก็หนีน้ำขังรอการระบายไม่รอดอยู่ดี เมื่อต้องขับรถลุยน้ำท่วม บางคันไปไม่ไหวจอดตายกลางถนนก็มี ส่วนคนที่ไม่มีรถยิ่งหนักกว่า เนื้อตัวเปียกปอน รอรถประจำทางก็นานเพราะรถขาดระยะ รถก็ติด ไหนจะต้องหลบรถที่ขับน้ำกระเด็นใส่อีก สารพัดเรื่องหัวจะปวด

ในเมื่อเราควบคุมฝนไม่ได้ ก็มาดูวิธีเอาตัวรอดกันหน่อยดีกว่า เผื่อเป็นแนวทางให้มนุษย์ออฟฟิศทั้งหลายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อยในช่วงหน้าฝนนี้

1. หารองเท้าแตะมาทิ้งไว้ที่ออฟฟิศ

ช่วงหน้าฝนแบบนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ฝนอาจจะเทลงมาได้ทุกเมื่อ พอฝนตกพื้นถนนก็เปียกเฉอะแฉะ บางจุดอาจสาหัสเจอน้ำรอการระบายไปครึ่งหน้าแข้ง มนุษย์ออฟฟิศทั้งหลายจึงควรมีไอเทมลับอย่าง “รองเท้าแตะ” ทิ้งไว้ที่ออฟฟิศกันเหนียว จะได้ไม่ต้องใส่รองเท้าหนัง รองเท้าหุ้มส้น รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าส้นสูงสวย ๆ ไปลุยน้ำให้เปรอะเปื้อน ดีไม่ดีอาจมีน้ำสกปรกซึมเข้าไปข้างใน ทั้งอับทั้งเหนอะ ทำความสะอาดก็ยาก เสี่ยงมีปัญหาเรื่องกลิ่นเท้าอีก รองเท้าแตะทำความสะอาดง่ายกว่าทั้งเท้าและรองเท้า ถ้าสภาพมันแย่มาก ก็โยนทิ้งได้แบบไม่ต้องเสียดาย

2. สารพัดอุปกรณ์ที่จะขาดไม่ได้ในกระเป๋า

ช่วงหน้าฝนกระเป๋าใบน้อยอาจต้องใช้ขนสัมภาระมากกว่าที่เคย ก่อนออกจากบ้าน อย่าลืมเช็กลิสต์ของในกระเป๋ากันด้วยว่าพร้อมจะออกไปเปียกฝนหรือยัง ของที่ขาดไม่ได้ก็อย่างเช่น หมวก ร่ม เสื้อกันฝน ถุงพลาสติก ซองกันน้ำ กระดาษชำระ ทั้งแบบแห้งแบบเปียก พวกยาลดไข้ ยารักษาน้ำกัดเท้าหรือรักษาโรคผิวหนัง อาจเตรียมพวกขนมขบเคี้ยวบรรเทาหิวช่วงรถติดด้วยก็ดี ซึ่งจริง ๆ แล้ว กระเป๋าก็ควรจะกันน้ำด้วย ของพวกนี้ควรต้องเตรียมให้พร้อม แม้ว่าจะไปหาซื้อเอาดาบหน้า ณ ร้านสะดวกซื้อก็ได้ แต่มีไว้กับตัวตลอดเวลาก็อุ่นใจกว่า

3. “รองเท้ากันฝน” ไอเทมเด็ดที่พกไปไหนมาไหนได้

ข้อแรกที่บอกว่าควรจะมีรองเท้าแตะทิ้งไว้ที่ออฟฟิศสักคู่ไว้สำหรับเปลี่ยนเวลาที่ฝนตกใช่ไหม แต่ถ้าฝนดันมาตกหนักระหว่างที่เรากำลังเดินทางล่ะ คนที่พกรองเท้าแตะไว้ในกระเป๋าคือรอด แต่มันก็แปลก ๆ อยู่นะที่จะให้พกรองเท้าแตะไปไหนมาไหนด้วยตลอด ถ้าอย่างนั้น ลองเปลี่ยนมาพก “รองเท้ากันฝน” แทนดูไหม พกพาง่ายกว่า เพราะมันเป็นพลาสติกที่พับได้ ล้างทำความสะอาดง่าย หน้าตาของมันจะคล้ายกับรองเท้าบูทบวกกับรองเท้ากันทากสำหรับเดินป่า แต่สั้นกว่า สวมทับรองเท้าคู่โปรดของเราได้เลย มีสายเชือกรูดให้พอดีขา จะได้ใส่ลุยน้ำได้สะดวกขึ้น

4. หมั่นเช็กสภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชันในมือถือ

ตั้งแต่ที่ทุกคนมีพยากรณ์อากาศถือติดมือไปไหนมาไหนได้ตลอดเวลา การดูข่าวพยากรณ์อากาศผ่านทางโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ เป็นเรื่องที่ล้าสมัยไปโดยปริยาย (แต่ใครจะตามต่อก็ไม่ได้ผิดอะไร) ซึ่งการเช็กสภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชันเป็นเรื่องที่ง่ายและแม่นยำกว่า เพราะมันบอกข้อมูลลมฟ้าอากาศแบบเรียลไทม์ ที่สำคัญ คือ ยังดูข้อมูลอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น เช็กทิศทางลม ทิศทางฝน ว่าจากไหน ใกล้จะถึงตำแหน่งของเราหรือยัง เพื่อจะได้วางแผนกันได้ง่ายขึ้นว่าเช้านี้เย็นนี้จะเอาตัวรอดจากฝนกันอย่างไรดี

5. เครื่องเป่ารองเท้า มีติดบ้านไว้ได้ใช้งานแน่นอน

บ้านไหนที่มีมนุษย์ออฟฟิศอาศัยอยู่ด้วยกันหลาย ๆ คน ขอแนะนำว่าหารเงินกันซื้อ “เครื่องเป่ารองเท้า” มาติดบ้านไว้ได้ใช้งานแน่นอน ในกรณีที่ไม่สามารถเปลี่ยนรองเท้าแตะได้ทัน หรือไม่มีรองเท้ากันฝนติดกระเป๋าไว้ ทำให้รองเท้าที่ใส่อยู่เปียก แฉะ อับ ชื้นน้ำฝน แดดก็ไม่ค่อยจะมีให้ผึ่งรองเท้าด้วย และอย่าชะล่าใจวันที่แดดดี ๆ เลยเอารองเท้าพวกนี้ออกไปตาก เกิดจู่ ๆ ฝนเทลงมาเก็บไม่ทันอีก อีกอย่างบางคนไม่ได้มีรองเท้าสำรองในวันรุ่งขึ้นด้วย ฉะนั้น มีเครื่องเป่ารองเท้าเครื่องเดียว ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ แห้งสนิทภายในไม่กี่ชั่วโมง แถมยังมีฟังก์ชันฆ่าเชื้อโรคให้ด้วยแน่ะ!

6. ขอกลับก่อนหากเป็นไปได้

เตือนก่อนว่าวิธีนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกออฟฟิศ เฉพาะบางที่ที่เจ้านายไม่ได้เคร่งเรื่องเวลางานแบบว่าต้องนั่งทำงานให้ครบ 8 ชั่วโมงเป๊ะ ๆ แค่ทำงานเสร็จ งานดีมีคุณภาพก็คือจบ เขาก็อาจจะอะลุ่มอล่วยให้ อนุญาตให้เรากลับก่อนที่ฝนจะตก ดีไม่ดีเขาอาจเป็นคนเดินมาไล่ให้เรารีบกลับบ้านด้วยตัวเองเลยก็ได้ ส่วนงานที่ยังไม่เสร็จก็ค่อยเอากลับไปทำต่อ เขาเข้าใจดีว่าพนักงานไม่ได้มีรถยนต์ส่วนตัวกันทุกคน เลยไม่อยากให้เปียกฝน ไหนจะรถติดอีก แต่บางออฟฟิศอาจต้องลองเจรจาดูก่อนเผื่อโชคดี และบางออฟฟิศก็ทำใจเสียเถอะรอเวลาเลิกงานวนไป ฝนอาจจะหยุดพอดี

7. รอให้ฝนหยุด (หรือซาเม็ดลง) แล้วค่อยกลับ

จากข้อก่อนหน้า หากคุณเป็นพนักงานของบริษัทที่ต้องรอเวลาออดดังก่อนถึงจะกลับได้ ในกรณีที่ฝนตกหนักช่วงเวลาเลิกงานพอดี คุณอาจต้องรอต่อไปอีกจนกว่าฝนจะหยุดหรือซาเม็ดลง เพราะถ้าเสี่ยงออกไปตอนที่ฝนยังแรงอยู่ก็เปียกอยู่ดี แถมยังต้องไปเจอกับสภาพจราจรที่รถติดสาหัสอีกต่างหาก ท้ายที่สุดก็ต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่ว่ากลับหลังก็ไม่ได้ ไปต่อก็ไม่ถึง แบบนี้สู้นั่งรออยู่ในออฟฟิศ หาอะไรกินรอเวลายังดูสบายกว่าเป็นไหน ๆ ระหว่างที่รอก็อาจเช็กสภาพการจราจรในเส้นทางที่ต้องใช้สักหน่อยว่าดีขึ้นบ้างหรือยัง ถ้าดีขึ้นแล้วก็ค่อยเก็บกระเป๋ากลับบ้าน

8. ลา คือตัวเลือกสุดท้าย หรืออาจขอ Work from Home แทน

ถ้าช่วงเวลาที่ฝนตกหนักคือช่วงเช้าแล้วล่ะก็ มันจะมีความเลวร้ายซ่อนตัวอยู่ตลอดเส้นทาง ตั้งแต่บ้านไปจนกว่าจะถึงออฟฟิศเลยล่ะ ทั้งเปียกม่อล่อกม่อแล่กตั้งแต่เช้า และต้องอยู่ในสภาพแบบนั้นไปทั้งวัน ทั้งรถติด ทั้งน้ำท่วม ถ้าประเมินด้วยสายตาแล้วสถานการณ์ค่อนข้างแย่ถึงแย่มาก ก็อย่าเพิ่งออกจากบ้านเพื่อฝังกลบตัวเองอยู่ที่กลางทางเลย ออฟฟิศก็ไปไม่ถึง แถมเสียสุขภาพจิตอีกต่างหาก ดังนั้น ลองพิจารณาถึง “การลางาน” ดูหน่อยก็ดีว่าคุ้มไหม จะลาครึ่งวันหรือลาทั้งวันไปเลย หรือจะไกล่เกลี่ยแลกกับการ Work from Home 1 วัน ก็ยังได้งานกว่าไปออฟฟิศนะ

9. เปียกฝน เหมือนอาการเจ็บป่วยจะถามหา

อีกเรื่องแย่ที่สุดที่จะเจอได้ในช่วงหน้าฝนก็คือ “ไม่สบาย” เพราะไหนจะโดนฝน ต้องอยู่แบบชื้น ๆ เหนอะหนะตัวแบบนั้นทั้งวัน ไหนจะอากาศเปลี่ยน บางช่วงก็ร้อนแทบคลั่ง แต่พอฝนตกลงมาโครมใหญ่เท่านั้นแหะ อากาศก็เย็นขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ดังนั้น ก็เลยจำเป็นต้องมียาแก้ปวด-ลดไข้ ติดตัวติดกระเป๋าไว้บ้าง ซึ่งก็หาซื้อไม่ยากเพราะเป็นยาสามัญประจำบ้านทั่วไป แล้วก็เตรียมพวกยารักษาน้ำกัดเท้าหรือรักษาโรคผิวหนังมารอไว้ด้วยก็ดี ถ้าจำเป็นต้องลุยน้ำบ่อย ๆ จนมีอาการคันหรือเท้าเริ่มเป็นแผล เตรียมไว้พร้อมก็สะดวกกว่า

10. เสื้อผ้าเหม็นอับเพราะไม่มีแดดให้ตาก

อีกหนึ่งปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงหน้าฝนก็คือ “เสื้อผ้าเหม็นอับ” เนื่องจากหน้าฝนอากาศชื้นอยู่แทบตลอดเวลา เนื่องมาจากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง บางทีอาจมืดครึ้มอยู่เป็นสัปดาห์ แดดก็ไม่ค่อยจะมีให้ตากผ้า จะผึ่งลม ก็กลัวจะเปียกละอองฝนอีก ตากแล้วตากอีก ตากเท่าไหร่ก็ไม่แห้งเสียที และเมื่อเสื้อผ้าแห้งไม่สนิทก็จะมีกลิ่นเหม็นอับเวลาเราสวมใส่ เพื่อจัดการปัญหานี้ให้หมดไป ก็ต้องงัดสารพัดวิธีแก้ปัญหาเสื้อผ้าที่มีกลิ่นเหม็นอับกวนใจ เพื่อที่จะได้สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดมีกลิ่นสดชื่นในทุก ๆ วัน