“คู่ชีวิต” แค่รักกันมันยังไม่พอ แล้วต้องแค่ไหนถึงจะไปกันรอด!

หลายคนน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตคนรักที่ต้องเลิกรากันไปทั้งที่พวกเขายังรักกันอยู่ ก็คงนึกสงสัยใช่ไหมว่าในเมื่อยังรักกันแล้วจะเลิกกันทำไม คำตอบที่ง่ายที่สุดก็คือ เพราะ “ความรักอย่างเดียวมันไม่พอ” ในโลกของความเป็นจริง อะไร ๆ ต่างก็ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับชีวิตเราทุกอย่าง ความจริงคือโลกไม่ได้สวยงามขนาดนั้น ดังนั้น ต่อให้คน 2 คนจะรักกันมากแค่ไหน การเดินทางในระยะยาวก็มีปัจจัยที่มากกว่าความรักที่เข้ามาเป็นตัวแปรในความสัมพันธ์

“การอยู่ด้วยกัน” มีสิ่งที่ต้องปรับเข้าหากันค่อนข้างมาก อะไรที่ไม่ชอบและเคยอดทนได้ พอต้องมาอยู่บ้านเดียวกันมันก็เริ่มที่จะยากลำบากมากขึ้นทุกที เริ่มที่จะไม่มีความสุข แล้วก็ประคับประคองไปต่อแบบฝืน ๆ อะไรที่ปล่อยผ่านได้ก็ปล่อย จนอยู่ในจุดที่ชินกันมากจนเกรงใจกันน้อยลง เมื่อถึงขีดสุดของความอดทนมันก็ไปต่อไม่ได้ ยิ่งฝืนก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง มองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิม แค่ความรักจึงไม่อาจพากันไปรอด ซึ่งถ้าความสัมพันธ์ยังไปไม่ไกลถึงไหน หยุดไว้แค่นั้นจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ก่อนที่จะเป็นเรื่องใหญ่กว่าเดิม

แน่นอนว่าการตัดสินใจในครั้งนี้คงเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจและรู้สึกเสียใจมาก แต่มันอาจดีที่สุดแล้ว!

จริงอยู่ที่ว่าความรักเป็นตัวเชื่อมให้คนทั้งคู่มาคบหากัน แต่ถ้ามองถึงอนาคตที่ไม่มีอะไรแน่นอนเป็นทุนเดิม สิ่งที่จะทำให้คู่รักคบกันตลอดรอดฝั่งมันมีมากกว่าแค่การรักกันให้มากพอ ยิ่งถ้าวางแผนถึงการใช้ชีวิตคู่ด้วยแล้ว ความรักเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ในตอนที่คบหาเป็นแฟน เจอหน้ากันแบบเทียวไปเทียวมา มันอาจไม่ต้องใช้อะไรมาก แค่ความรักก็คงพอ แต่ถ้าจะเริ่ม “ใช้ชีวิตคู่” กับใคร มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องเผชิญและเรียนรู้กันไป

ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต

แค่ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนทั้งคู่ไม่ตรงกัน ดูไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ให้ถึงขั้นต้องเลิกราเลยถูกไหม แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่ท้าทายความหนักแน่นมั่นคงในความสัมพันธ์มาก ๆ เลยล่ะ การที่เราคบหากันในฐานะคู่รัก คือการที่คนทั้งคู่แชร์ความสุขและความทุกข์แบบพึ่งพาอาศัยกัน แต่ถ้าไลฟ์สไตล์บางอย่างมันกลับทำให้คนหนึ่งมีความสุข สุขที่สร้างความทุกข์ให้อีกคนหนึ่ง แบบนี้จะอดทนกันไปได้นานแค่ไหน ยิ่งถ้าต่างกันแบบสุดขั้วด้วยแล้ว ยิ่งยากมากที่จะฝืนใจยอมรับกัน หากไม่มีพื้นฐานของความเข้าใจ ความต่างนี้ไม่มีทางที่จะลงล็อกกันได้แน่นอน

ครอบครัว

ใครว่าความรักเป็นเรื่องของคนสองคน คงจะลืมคิดสินะว่าแต่ละฝ่ายก็มีครอบครัวอยู่เบื้องหลัง ซึ่งครอบครัวของแต่ละฝ่ายนี่แหละที่กลายเป็นอุปสรรคชี้วัดว่าความรักของคนทั้งคู่ว่าจะรุ่งหรือร่วง เพราะหากเปิดตัวคู่รักให้ทางบ้านได้รู้จักแล้ว ครอบครัวอีกฝ่ายเกิดไม่ชอบขึ้นมา ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นทันที บอกเลยว่าความรักแทบจะถึงทางตัน ต้องเข้มแข็ง ต้องมั่นคง ต้องเชื่อใจกัน ต้องพิสูจน์ตัวเอง พิสูจน์ความดี พิสูจน์ความรักกันอยู่นานกว่าครอบครัวจะใจอ่อน บอกเลยว่าเหนื่อยไม่ใช่เล่น แต่…ย้ำว่าไม่ใช่ทุกคู่ที่จะโชคดี เผลอ ๆ คู่ที่รักพังเพราะพ่อแม่ไม่ปลื้มอาจจะมีมากกว่าด้วยซ้ำ

ทัศนคติ

ทัศนคติอาจกลายเป็นปัจจัยแรก ๆ ที่ทำให้คู่รักหลายคู่ไปกันไม่รอด สังเกตง่าย ๆ จากสาเหตุยอดนิยมที่คู่รักคนดังมักใช้อ้างเมื่อแยกทางเลิกราก็คือ “ทัศนคติไม่ตรงกัน” ปรับจูนก็แล้ว พูดคุยก็แล้ว ใช้เวลาก็แล้ว สุดท้ายก็ถึงทางตัน อาจจะมีคู่ที่พยายามแล้วได้ผลก็จริงแต่ก็ไม่ใช่ทุกคู่ ซึ่งนี่ไม่ใช่ข้ออ้างดาษดื่นตอบแบบสวย ๆ ใครที่เคยเจอจะรู้มันทำให้ไปกันต่อได้ยากจริง ๆ  การมองโลก มองอนาคตที่ไม่เหมือนกัน แถมยังไม่มีความเข้าใจให้กันอีก กลายเป็นชนวนเหตุของการทะเลาะกันบ่อยมาก บั่นทอนความสัมพันธ์ลงช้า ๆ ถ้าไม่รู้จักถอยคนละก้าวหรือหาตรงกลาง ก็มีแต่จบเท่านั้น

แนวทางการใช้ชีวิตคู่

ถ้าความรักนำพาเราไปถึงจุดที่คบหากับใครสักคน ไม่น่าจะมีคู่ไหนที่คบเพื่อรอวันเลิกหรอก ส่วนใหญ่ก็มีภาพที่จินตนาการถึงการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้วทั้งนั้น แต่การแต่งงานหรือการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจริงจังมันต่างจากสถานะคนรักพอสมควร ชีวิตสองชีวิตที่เคยเป็นอิสระต้องมาพึ่งพาผูกพันเป็นหนึ่งเดียว แนวทางการใช้ชีวิตคู่คือเรื่องที่ต้องพูดคุยเพื่อตกลงกันเยอะมาก มีโจทย์ให้ต้องทำการบ้านหลายเรื่อง หลัก ๆ คือการสร้างครอบครัว การอยู่บ้านเดียวกัน สถานะสามีภรรยา เซ็กซ์ จะมีลูกไหม แนวความคิดในการเลี้ยงลูก การเงิน การสื่อสาร การเลี้ยงดูครอบครัวเดิมของทั้งคู่ ฯลฯ

หน้าที่การงาน

การทำมาหากิน อาชีพ หน้าที่การงาน ส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับเรื่องเงิน ถ้าคู่ของคุณเป็นคู่ที่ไม่จำเป็นต้องทำงานก็มีกินมีใช้ไปตลอดชีวิตนั่นเป็นเรื่องที่วิเศษ หรือถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตั้งใจและเต็มใจจะเปย์คนรักโดยที่คนรักไม่จำเป็นต้องทำงานทำการก็ว่ากันไป แต่ถ้าไม่ใช่ตามนี้ล่ะก็ การงานจะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรในความสัมพันธ์ทันที มันดูไม่ค่อยเข้าท่านะที่จะกินจะใช้ด้วยกัน แต่คนหาเงินงก ๆ มีอยู่คนเดียว อีกฝ่ายก็ไม่คิดจะช่วย ยังเกาะบุพการี จงใจไม่หางานทำ เป็นภาระไปวัน ๆ ไหนจะกรณีที่เปรียบเทียบกันในเรื่องอาชีพการงานและหน้าตาทางสังคมอีก ก็อดจะเอามาคิดไม่ได้

สถานะทางการเงิน

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเป็นการแนะนำให้คบแฟนที่ฐานะ ไม่ได้ชี้ทางว่าต้องมีแฟนเป็นคนรวยเท่านั้น ที่จะสื่อก็คือ ปัญหาเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เป็นมือที่สี่ทำความรักร้าวฉานมานักต่อนักแล้ว กรณีที่รักกันจนถึงขั้นแต่งงาน แต่ วิวาห์ล่ม เทกันในวันงานเพราะเรื่องเงิน (สินสอด) ก็มีให้เห็นเยอะแยะ แค่รักกันมันไม่ได้ทำให้ท้องอิ่ม สุดท้ายเราก็ต้องใช้เงินแลกข้าวแลกน้ำอยู่ดี หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด (หรือทั้งคู่) ไม่มีสภาพคล่องทางการเงิน ส่งผลเสียต่อความรักในระยะยาวแน่นอน หรือถ้าเกิดเปรียบเทียบเรื่องเงินกันขึ้นมาก็จบเห่เหมือนกัน ช่วยกันหา ช่วยกันออมเถอะ ชีวิตรักจะได้ไม่ลำบาก

สังคมรอบข้าง

เรื่องของสังคมเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกันสำหรับหลาย ๆ คู่ หากเปรียบให้สังคมหนึ่งคือโลกใบหนึ่ง คนเราจะมีโลกมากกว่าหนึ่งใบ ซึ่งโลกแต่ละใบเราจะมีบทบาทมีหน้าที่ที่แตกต่างกัน เช่น โลกเพื่อนฝูง โลกการทำงาน โลกที่ทั้งคู่ไม่ได้มองกันด้วยสถานะคนรัก สังคมที่ต่างกันมากเกินไปจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า “เข้าไม่ถึงโลกคนเขา” เราอาจกลายเป็นคนแปลกหน้ากันในความรู้สึก แล้วความแคลงใจในความสัมพันธ์จะตามมาทันที มันเป็นคำถามโง่ ๆ ว่าเรากับเขารู้จักกันจริง ๆ หรือ เรายืนอยู่ตรงไหนในชีวิตของเขา หรือในโลกแต่ละใบของเขานั้นมีเราอยู่บ้างหรือไม่

ความเข้าใจ

ความรักที่ไม่ได้มาพร้อมความเข้าอกเข้าใจ ยากนะที่จะไปกันรอด ถ้ารู้แค่วิธีที่จะรัก คิดเพียงว่าแค่เรารักกันมากพอมันก็น่าพอ แต่ไม่เข้าใจความแตกต่าง ไม่ยอมรับในข้อด้อยหรือข้อบกพร่องที่ไม่พึงปรารถนา และไม่เรียนรู้ว่าโลกนี้ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ เพียงแต่ใช้ความอดทนประคับประคองความสัมพันธ์ ในวันที่ความอดทนถึงขีดจำกัด คุณสองคนก็จะทำร้ายกันและกันชนิดที่ว่าลืมช่วงเวลาที่รักกันมาก ๆ ไปเลย จริง ๆ แล้วการเข้าใจกันมันง่ายนิดเดียว แค่เอาใจเขามาใส่ใจเรา เปิดใจยอมรับในจุดที่เราต่างกันและข้อบกพร่องของอีกฝ่าย ลดทิฐิ ลดอคติ และที่สำคัญ ให้อภัยกัน

ศีลเสมอกัน

“ศีลเสมอกัน” เหมือนจะเป็นเกณฑ์พื้นฐานในความสัมพันธ์ไปแล้ว ไม่ว่าจะแบบเพื่อนหรือแบบคู่รัก เราจะตั้งเป้ามองหาคนที่ศีลเสมอกันก่อนเลย คนเริ่มไม่อยากต้องเหนื่อยขนาดนั้นเพื่อที่จะมีใครในชีวิต เดิมทีอาจมีความหมายไปในเชิงศาสนา แบบว่าศีลธรรมเสมอกัน พากันไปสู่ความรุ่งเรืองดีงาม แต่พอมาปัจจุบันถูกใช้ในความหมายที่กว้างขึ้น กล่าวถึงคู่ที่มีความเหมาะสมลงตัวกันในทุก ๆ ด้าน อาทิ ความเชื่อ ความศรัทธา ความคิด ศีลธรรม ปัญญา รูป ทรัพย์ คบกันแล้วไม่ต้องปรับตัวเข้าหากันมากมาย ไม่ต้องรู้สึกฝืน มีความสบายใจและดีต่อใจแบบไม่ต้องพยายามให้เหนื่อย