Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Through the Darkness คนธรรมดาและปีศาจใกล้กันแค่นิดเดียว

Through the Darkness คนธรรมดาและปีศาจใกล้กันแค่นิดเดียว

ภาพจาก SBS

เป็นเรื่องน่าหดหู่ว่าไหม? ที่ทุกวันนี้เราเห็นแต่ข่าวการกระทำผิดของข้าราชการ พวกคนในหน่วยงานมีสีไม่เว้นวัน อาชีพที่ควรจะดูแลทุกข์สุขของประชาชน กลับกลายเป็นอาชีพที่ทำให้ความมั่นคง ความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนน้อยลงทุกวัน แต่ละเรื่องที่สรรหาทำก็ช่างท็อปฟอร์มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เกรงใจเครื่องแบบและคำปฏิญาณที่ภูมิใจกันนักหนาเลย เอาง่าย ๆ ทุกวันนี้ถ้ามีเรื่องอะไรไปแจ้งความ นอกจากจะเจอคำพูดที่ว่า “แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ” รอไปยันแก่ความคืบหน้าก็ไม่มี แต่ลองไปออกข่าวสิ! แป๊บเดียวก็แห่กันมาออกกล้อง งานจะเริ่มเดิน

ถ้ารู้สึกอึดอัดกับเรื่องลักษณะนี้ล่ะก็ บอกเลยคุณไม่ใช่คนเดียวหรอก ละครจะเอามาทำก็แตะต้องไม่ได้ด้วยนะ เดี๋ยวเสื่อมเสีย บิดเบือน (แล้วที่ทำเสื่อมซะเองล่ะ) ถ้าละครที่ทำแซะคนในวงการนี้มันหาดูยากในดินแดนนี้ แนะนำให้ไปหาดูซีรีส์ต่างประเทศเลย อย่างซีรีส์เกาหลีเนี่ยมีหลายเรื่องที่แซะได้เจ็บแสบ แบบไม่เกรงอกเกรงใจองค์กรที่มีอยู่จริงเลยแม้แต่นิดเดียว และซีรีส์ในวันนี้ก็เช่นกัน แซะวงการตำหนวดแรงมาก แม้ว่าพล็อตจริง ๆ ของเรื่องจะไม่ใช่การแซะคนในวงการนี้ตรง ๆ ก็ตามที แต่มันก็มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน

Through the Darkness เป็นซีรีส์แนวอาชญากรรม สืบสวนสอบสวน ระทึกขวัญ ที่พล็อตจริง ๆ ของเรื่องนั้นว่าด้วยเรื่องราวของกระบวนการการสืบสวนทางวิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเข้าถึงจิตใจของอาชญากรด้วยหลักจิตวิทยา ง่าย ๆ ก็คือการเข้าไปอ่านจิตใจของอาชญากร ศึกษาขั้นตอนการก่อคดีของอาชญากรนั่นเอง แน่นอนว่าสิ่งที่คนเหล่านี้คิดคงไม่ได้คิดอะไรทั่ว ๆ ไปแบบที่เรา ๆ คิด สมองของคนพวกนี้ทำงานเพื่อฆ่าคน ฉะนั้น ถ้ามีใครสักคนที่อ่านความคิดของคนพวกนี้ได้ มันก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบคดี ว่าเตรียมก่ออาชญากรรมยังไง ทำแบบนั้นทำไม

ภาพจาก SBS

ซีรีส์เรื่องนี้อ้างอิงมาจากเรื่องจริง จากหนังสือเรื่อง 악의 마음을 읽는 자들 เขียนโดยคุณควอนอิลยงและคุณโกนามู ซึ่งคุณควอนอิลยงนั้นเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นโปรไฟล์เลอร์ (Profiler) ของเกาหลีใต้ เขามีส่วนร่วมกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องใหญ่ ๆ มามากมาย หนึ่งในคดีที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องก็คือ คดีฆาตกรต่อเนื่องยูยองชอล Netflix ได้นำมาทำเป็นสารคดีชื่อว่า The Raincoat Killer : Chasing a Predator in Korea หรือชื่อภาษาไทย ฆาตรกรเสื้อกันฝน : ล่าฆาตกรต่อเนื่องเกาหลี คอลัมน์นี้ก็เคยเขียนถึงแล้วเหมือนกัน

ซีรีส์เรื่องนี้จะเล่าถึงการกำเนิดโปรไฟล์เลอร์ ในยุคที่เป็นรอยต่อของการสืบสวนสอบสวนแบบดั้งเดิมที่อาจไม่เข้ากับวิธีการก่อคดีของอาชญากร ที่คนพวกนั้นก็มีวิธีใหม่ ๆ และพิสดารมากกว่าที่เคย การก่ออาชญากรรมของอาชญากรนั้นจะมีวิวัฒนาการ มีรูปแบบที่ต่างกันไปเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับ ดังนั้น การใช้วิธีเดิม ๆ ไม่ได้ทำให้ได้ผลลัพธ์ใหม่ แกะรอยยาก ตามตัวไปเจอ ต่อให้มีเบาะแส มีหลักฐาน แต่ถ้าจำกัดคนที่จะก่อคดีไม่ได้มันก็เท่านั้น ถ้าต้องงมตัวฆาตกรจากคนทั้งตำบลทั้งอำเภอ มันจะไปทันการได้อย่างไร

ภาพจาก SBS

โปรไฟล์เลอร์จึงมีหน้าที่อ่านเบาะแสที่ได้จากที่เกิดเหตุ หลักฐานต่าง ๆ มักจะมีความคิดของอาชญากรทิ้งไว้ด้วย วิธีนี้จะช่วยให้จำกัดการค้นหาได้ง่ายขึ้น ทว่าในสมัยนั้น มันเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับวงการตำรวจยุคนั้น เราจะได้เห็นว่าทีมวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรในช่วงเริ่มต้นต้องผ่านอะไรกันมาบ้างกว่าจะได้รับการยอมรับ และกลายเป็นทีมสำคัญที่มีส่วนช่วยให้การทำงานของดำรวจง่ายขึ้น

โปรไฟล์เลอร์ (Profiler) หรือก็คือนักวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากร พวกเขามองว่าทุกการกระทำของคนเรานั้นมันมีอะไรบางอย่างที่สนับสนุนความคิดอยู่ เรามักจะไม่ลงมือทำอะไรโดยที่ไม่มีสาเหตุเบื้องหลัง ต่อให้จะเป็นเหตุผลที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวก็ตาม เป็นงานที่วิเคราะห์จิตใจคน อ่าน “แรงจูงใจ” ที่ซ่อนอยู่ในใจของอาชญากร ปมในใจของฆาตกรมันเป็นปมที่ซับซ้อนกว่าคนธรรมดา โดยเฉพาะปมจากวัยเด็ก พวกเขาคิดว่ามนุษย์ทุกคนประสบกับเรื่องสะเทือนใจและความผิดพลาดในวัยเด็ก แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะกลายเป็นอาชญากร นั่นคือเด็กแบบไหนล่ะที่จะโตมาเป็นฆาตกร

คนพวกนี้ก็เติบโตขึ้นมาโดยใช้ชีวิตร่วมกับเราปกติ ในรูปลักษณ์ของคนธรรมดา ๆ โปรไฟล์เลอร์จะอ่านจิตใจของฆาตกรเพื่อหาสิ่งที่ถูกแอบแฝงไว้จนกลายเป็นความวิปริตทางจิตใจ จึงมักจะทำพฤติกรรมต่าง ๆ เพื่อสนองปมตัวเอง

ภาพจาก SBS

ลักษณะงานของพวกเขา คือ เริ่มจากการสอบถามความคิดของอาชญากรด้วยกันว่าทำไมถึงทำแบบนั้น แล้วคิดเห็นอย่างไรกับคดีที่เกิดขึ้น ประมาณว่าผีย่อมเห็นผี รู้เช่นเห็นชาติกัน ถึงแม้ว่าคนพวกนี้จะเป็นอาชญากร แต่ต้องยอมรับว่าความคิดของคนพวกนี้ล้ำลึกมาก หลาย ๆ อย่างที่ความคิดคนธรรมดาเข้าไม่ถึง ในเมื่ออาชญากรยังมีวิวัฒนาการในการลงมือก่อคดี ตำรวจก็ต้องตามให้ทัน เป็นไปได้คือต้องล่วงหน้าไปก่อนเพื่อดักทางไว้ สิ่งที่จะเห็นในเรื่องนี้ คือการสืบคดีด้วยวิธีทางจิตวิเคราะห์ที่ชวนให้เราได้ตั้งคำถาม ขบคิดตามไปด้วย บอกเลยว่าสนุกมาก

อาชญากรไม่ได้ยอมหยุดอาชญากรรมเพียงเพราะติดคุก

ในซีรีส์จะมีอยู่ซีนหนึ่งที่พระเอกกำลังคุยกับหัวหน้าทีมที่ดึงเขาเข้าร่วมทีม หัวหน้าทีมพูดถึงความสำคัญของการที่ต้องการใครสักคนมาเป็นโปรไฟล์เลอร์ ว่ามันคือการเตรียมพร้อมรับมือการก่ออาชญากรรมของอาชญากร โดยเฉพาะพวกที่ติดคุกออกมาแล้วไม่ได้รู้สึกสำนึกผิด ไม่ได้กลับตัวกลับใจอะไรเลย ติดคุกแล้วพอถูกปล่อยตัวออกมาก็มาก่อคดีซ้ำ คำพูดของหัวหน้าทีมสื่อชัดเจนว่าเขาไม่ไว้ใจว่าอาชญากรพวกนี้ว่าจะยอมหยุดเพียงเพราะติดคุก ในเมื่อคนมันเคยก่อคดี เคยติดคุกมาแล้วก็คงไม่มีอะไรจะเสีย พวกเขาจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อคนพวกนี้กลับสู่สังคม

คือมันก็จริงอยู่นะว่าสังคมควรให้โอกาสคนเหล่านี้ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ บางคนออกมาคือสำนึกผิดจริง ๆ กลับตัวกลับใจได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นพวกที่ก่อคดีโดยไม่ได้จงใจแต่เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า แบบว่าพื้นฐานไม่ได้เป็นคนโหดเหี้ยมหรือไม่ได้เป็นพวกไซโคพาธ แต่มันก็มีคนอีกพวกที่การฆ่าคนคือเรื่องสนุกสนานบันเทิงใจ คนแบบนี้ช่วงเวลาที่ติดคุกก็แค่ช่วงเวลาหยุดสนุกชั่วคราว พอออกมาก็กลับมาหาความบันเทิงใจทำด้วยการฆ่าคนเหมือนเดิม คนพวกนี้หยุดไม่ได้ และไม่มีทางจะหยุด อย่าถามหาความผิดชอบชั่วดีในคนพวกนี้ พวกเขาไม่มี!

ภาพจาก SBS

ฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คนอื่น ๆ จะรู้สึกหวาดกลัวคนพวกนี้ เพราะมันเท่ากับว่าความปลอดภัยในชีวิตของพวกเราไม่มั่นคงอีกต่อไป คงไม่มีใครรู้สึกเปิดใจเต็มร้อยหรอกถ้าต้องอยู่ในสังคมร่วมกับคนที่เคยติดคุกคดีฆ่าคนตาย ใคร ๆ ก็กลัวว่าตัวเองก็จะถูกฆ่าตายโดยไม่รู้ตัวทั้งนั้นแหละ ก็ใครจะรู้ว่าคนที่เพิ่งพ้นโทษฆ่าคนตายมาเป็นอาชญากรประเภทไหน แต่การปฏิเสธคนพวกนี้กลับเข้าสังคมก็ให้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าไรนักอยู่ดี บางคนได้รับการปฏิบัติแย่ ๆ ก็เป็นเหตุจูงใจให้ก่อคดีซ้ำได้เหมือนกัน

การทำงานของโปรไฟล์เลอร์จะช่วยป้องกันอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ไม่มากก็น้อย แม้ว่างานนี้จะต้องอนุมานและตั้งทฤษฎีขึ้นมาเองมากมาย แต่มันก็ไม่ได้ล่องลอย ทว่าอยู่บนพื้นฐานทางจิตใจของมนุษย์ ในส่วนจิตใต้สำนึกนั้นมนุษย์ไม่ค่อยจะตั้งใจควบคุม แต่มักจะถูกปล่อยให้เป็นไปตามสัญชาตญาณ กับคนที่ไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็ยิ่งไม่คิดที่จะควบคุม จึงลงมือก่ออาชญากรรมนั่นเอง อีกทั้งข้อมูลที่รวบรวมไว้ยังสามารถช่วยในการสืบสวนหาคนร้ายในคดีต่าง ๆ ได้เช่นกัน เพราะเบื้องหลังที่ทำให้จิตใจคนกลายปีศาจนั้นมันจะใกล้เคียงกัน

การทำงานของตำรวจที่ทำให้รู้สึกอึดอัด

การดูซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้อึดอัดแค่เพราะมันเป็นซีรีส์แนวอาชญากรรม มีการใช้จิตวิทยายาก ๆ ปั่นหัวคนดู และดำเนินเรื่องแบบระทึกขวัญเท่านั้น แต่สิ่งที่สร้างความอึดอัดไม่น้อยไปกว่ากันคือการที่เราต้องมานั่งดูกระบวนการทำงานของตำรวจ กระบวนการที่… อืม แบบนั้นแหละที่รู้ ๆ กัน! คือเบื้องหลังการทำงานของตำรวจบ้านเรานั้น นี่ก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นเอามากขนาดนี้ไหม หรือจริง ๆ แล้วเป็นหนักกว่านี้ ละครไทยที่ทำแซะคนในวงการนี้ก็ลงรายละเอียดได้ไม่ลึกเท่าไรนัก แต่ก็คิดว่าคงจะไม่ต่างกันเท่าไรนักหรอก

คนที่ติดตามซีรีส์เกาหลีมากกว่าละครไทย ก็จะพอเห็นว่าซีรีส์เกาหลีหลาย ๆ เรื่องที่มีแนวเรื่องแบบแซะกระบวนการยุติธรรมนั้นเขาลงไปลึกขนาดที่ว่าเราดูยังแอบกลัวเลยว่าเขาจะไม่โดนอำนาจมืดจัดการเหรอ (วะ) เล่นแฉวิธีการทำงานของตำรวจเลว ๆ เปิดโปงความดาร์กเบื้องหลังซะขนาดนี้

ภาพจาก SBS

เข้าใจดีว่าตำรวจดี ๆ ที่ตั้งใจทำงานมันก็มี ถ้าจะเชื่อตำรวจในซีรีส์มากกว่าตำรวจจริงในซีรีส์ก็มีบอก แต่พวกตำรวจที่ทำงานไปวัน ๆ เช้าชามเย็นชามก็มีอยู่มาก พวกที่เลว ๆ ไปเลย ทำผิดกฎหมายเสียเอง ทุจริตรับสินบนก็มีอยู่มาก แต่ถ้าคุณบอกว่าคุณเป็นตำรวจที่มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขประชาชน จับคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย คุณมีสิทธิ์จะเป็นคนไม่ดีได้ด้วยเหรอ มีสิทธิ์จะทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเหรอ แล้วยังกล้าบอกว่าจะจับคนผิดเนี่ยนะ? แค่พวกที่ทำงานไปวัน ๆ รอรับเงินเดือนจากภาษีประชาชน รอเวลาออกเวรก็แย่พออยู่แล้ว

ซีรีส์นี้ไม่ได้แฉพฤติกรรมเลว ๆ ของตำรวจไปในทิศทางที่ว่าทุจริต แต่เรื่องที่ทำผิดซะเองอย่างการใช้กำลังบังคับให้รับสารภาพ การจับแพะเพราะเรื่องจะได้จบปิดคดี การปฏิเสธวิธีการสืบสวนใหม่ ๆ เพียงเพราะตัวเองไม่คุ้นเคย เชื่อมั่นในตัวเองเสียเต็มประดาว่าสิ่งที่ตนเองคิดน่ะถูกแล้ว เอาตัวเองเป็นใหญ่ ใครแย้งอะไรไม่ฟัง การเรียกร้องให้ผู้น้อยเคารพตัวเองในฐานะผู้บังคับบัญชาทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำตัวน่าเคารพ มองว่าการตั้งคำถามกับการทำงานของตนเองเป็นเรื่องที่ไม่เคารพกัน การละเลยการปฏิบัติหน้าที่เพราะเห็นเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ซีรีส์เรื่องนี้ก็ทำออกมาได้ดีมาก

ต่อให้ต้องปล่อยคนผิด 10 คน แต่เราต้องไม่จับตัวคนบริสุทธิ์

เคยได้ยินคำพูดลักษณะนี้จากซีรีส์เรื่อง One Ordinary Day (เรื่องนี้ตำรวจก็ทำงานได้ดีออกมาก ๆ เหมือนกัน) เข้าใจดีว่าการทำงานของตำรวจนั้นไม่ได้ง่าย นั่นหมายความว่าตำรวจอาจต้องปล่อยตัวคนผิดไป 10 คน เพียงเพราะว่าจะต้องไม่มีการจับแพะ จับคนบริสุทธิ์ไม่รับโทษที่เขาไม่ได้ก่อ พอทำแบบนี้ก็จะถูกสังคมประณามอยู่ดี แต่ก็นั่นแหละนะ บุคคลที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเขาคือผู้กระทำผิด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น คุณตำหนวดก็ต้องทำงานให้หนักขึ้นเพื่อพิสูจน์ทั้งความผิดและความบริสุทธิ์ไงคะ ไม่ใช่พยายามจะจบเรื่องง่าย ๆ แบบในซีรีส์

เพราะสังคมกดดันว่าต้องรีบหาคนผิดมารับโทษ จึงเกิดกระบวนการทำงานแบบทำสั่ว ๆ ส่ง ๆ แบบหยิบจับอะไรได้ก็ต้องรีบปิดคดี เจอตัวผู้ต้องสงสัยก็รีบยัดให้เขากลายเป็นผู้ต้องหาไปซะ ทั้งที่ความจริง ผู้ต้องสงสัยก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนก่อคดีเสมอไป บุคคลนั้นอาจจะแค่อยู่ผิดที่ผิดทางในเวลานั้น แต่ไม่ค่ะ ตำรวจผู้ซึ่งเป็นถึงหัวหน้าทีมได้ตัวผู้ต้องสงสัยมา สอบถามพอเป็นพิธี เห็นว่าเขาน่าสงสัยสุดก็พยายามบีบบังคับให้สารภาพ มีการซ้อม ใช้กำลัง และยึดติดว่าหมอนี่แหละฆาตกร ทั้งที่ยังมีอะไรต่ออะไรขัดกันอีกหลายอย่างก็พอไม่สืบต่อแล้ว สุดท้ายก็จับแพะ คนผิดจริงลอยนวลอยู่ตั้งนาน ถ้าไม่มีใครรู้สึกคาใจขึ้นมาสักคน แพะก็ต้องติดคุกยาว ส่วนฆาตกรก็ฆ่าคนเพิ่ม มีเหยื่อเพิ่ม

มันก็สืบเนื่องมาจากกระบวนการการทำงานของตำรวจที่ทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดนั่นแหละ เพราะภาพลักษณ์ของพวกคุณมันออกมาเป็นแบบนั้น ประชาชนก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อใจการทำงานของพวกคุณ ไหนจะเรื่องท็อปฟอร์มที่คนในวงการสรรหามาทำอีก มันก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกคุณโดนด่าทั้งขึ้นทั้งล่อง เพียงแต่ถ้าคุณจะเข้าใจว่างานของคุณคือเหยื่อและครอบครัวของเหยื่อต้องมาก่อน และให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายให้ดีที่สุด คุณก็คงจะตั้งใจทำงานเพื่อพิสูจน์เรื่องต่าง ๆ ให้มากกว่านี้ อาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง อยู่ที่ว่าพวกคุณจะละเลยมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ภาพจาก SBS

ก็วนกลับมาที่กระบวนการทำงานของตำรวจ ว่าคุณจะทำอย่างดีที่ว่าจะต้องไม่ปล่อยตัวคนผิดออกไป 10 คน ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่จับแพะ และต้องให้ความเป็นธรรมกับเหยื่อและครอบครัวสูงสุด ก็เพราะว่าการทำงานแบบนี้มันไม่ง่าย โลกถึงต้องมีตำรวจไว้ทำงานบริการประชาชน ถ้าคุณไม่พร้อมจะทำงานหนักแบบนี้ คือประชาชนต้องดูแลตัวเอง รวมถึงระแวงตำรวจพอ ๆ กับโจร คุณก็อาจไม่เหมาะที่จะเป็นตำรวจก็ได้ คำถามคือตำรวจมีไว้ทำไมล่ะแบบนั้น?

คือเรื่องแบบนี้มันก็พูดยาก เพราะจริง ๆ แล้ว โลกใบนี้อาจไม่ได้ปลอดภัยกับใครเลย แม้ว่าตำรวจจะจับคนร้ายได้เรื่องมันก็ไม่จบ เพราะจะมีคนใหม่โผล่มาเสมอ หน้าที่ของตำรวจและโปรไฟล์เลอร์ก็คือตรงนี้แหละ การวิเคราะห์จิตใจคนก็พอจะช่วยให้แยกได้ว่าคนนี้เป็นแพะไม่ใช่ฆาตกรตัวจริง อย่าให้คนหลาย ๆ คนต้องรู้สึกเชื่อในพระเจ้ามากกว่าก็เพราะมันดีกว่าการเชื่อในตัวมนุษย์ และการเป็นคนดีเกินไปก็ไม่ได้ทำให้คุณปลอดภัยบนโลกใบนี้

สุดท้ายนี้ ถ้าใครมาเริ่มดูซีรีส์เรื่องนี้จนติดแล้ว ขอบอกว่าต้องอดทนหน่อยนะ เพราะหลังจาก EP.6 ที่จะออนแอร์ในสัปดาห์นี้ (ซับไทยใน Viu ที่มาวันนี้และพรุ่งนี้) จะต้องเว้นช่วงอีก 3 สัปดาห์ ซีรีส์ถึงจะกลับมาออนแอร์ใหม่ เพราะทางช่องที่เกาหลีติดการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ก็ดูวนไปแทนแล้วกัน แบบลองฝึกคิดวิเคราะห์แบบที่ในซีรีส์ทำดู แล้วดูว่าสมเหตุสมผลไหม ?