Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ The Raincoat Killer ออกล่าตัวฆาตกรต่อเนื่องคดีดังของเกาหลีใต้

The Raincoat Killer ออกล่าตัวฆาตกรต่อเนื่องคดีดังของเกาหลีใต้

ซีรีส์ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้แตกต่างออกไปจากที่เคยนำมาเล่านิดหน่อย เนื่องจากเป็นซีรีส์ที่จัดอยู่ในหมวดหมู่สารคดี เป็นซีรีส์ออริจินัลของ Netflix ความยาว 3 ตอนจบ เป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริงในสังคมเกาหลีใต้ เป็นคดีจริง ๆ มีคนผิดจริง มีคนตายจริง และเราจะได้ไปดูการทำงานจริงแบบคร่าว ๆ จากผู้ที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นว่าสุดท้ายแล้ว พวกเขาปิดคดีกันอย่างไร หากคอลัมน์ในวันนี้ดูจริงจังไปต้องขออภัยด้วย แต่อยากให้ทุกคนได้ลองดูจริง ๆ ไม่อยากให้เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าจะในสังคมไหนก็ตาม

The Raincoat Killer : Chasing a Predator in Korea มีชื่อภาษาไทยว่า ฆาตรกรเสื้อกันฝน : ล่าฆาตกรต่อเนื่องเกาหลี เป็นการเปิดแฟ้มคดีที่โหดเหี้ยมอำมหิตที่สุด ตำรวจทำงานกันยากที่สุด และอาจจะมีเหยื่อที่เสียชีวิตมากที่สุดของเกาหลีใต้ จากผู้ชายธรรมดา ๆ กลายเป็นผู้ชายที่คนเกาหลีใต้ทุกคนรู้จัก การเอ่ยชื่อของเขาออกมามิอาจทำให้ใครหลายคนอยู่เก็บอารมณ์ความรู็สึกในใจได้มิด เขามีชื่อว่า “ยูยองชอล”

ซีรีส์สารคดีเรื่องนี้จะพาทุกคนย้อนรอยไปดูคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดจากน้ำมือของยูยองชอล ผ่านคำสัมภาษณ์ของคนที่เคยเกี่ยวข้องกับการก่อคดีและการล่าตัวของเขา ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สายสืบ เจ้าหน้าที่สืบสวน ฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน ทนาย อัยการ นักวิเคราะห์พฤติกรรม (โปรไฟล์เลอร์) คนที่ทำหน้าที่เป็นสายให้ตำรวจ และ…ครอบครัวของเหยื่อ ที่ไม่มีวันลืมเรื่องราวที่เลวร้ายและผู้ชายชื่อยูยองชอล

ลักษณะการเล่าเรื่องจะเล่าวิธีการก่อเหตุผ่านตัวละครที่มารับบทเป็นยูยองชอล รวมถึงเหยื่อที่ถูกเขาฆ่าตาย เล่าประกอบกับการนำภาพวิดีโอเก่า ๆ จากเหตุการณ์จริง และบทสัมภาษณ์จากผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรง ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นการปะติดปะต่อเรื่องราวจากความทรงจำเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและครอบครัวของเหยื่อ แต่มันยังคงเด่นชัดในความทรงจำเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวาน ชนิดที่ว่าอยากลืมก็ลืมไม่ลง และคงจำไปจนวันตาย

คดีแรกที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2003 (พ.ศ.2546) ณ หมู่บ้านเศรษฐีแห่งหนึ่งในกรุงโซล พบเหยื่อ 3 รายนอนตายอยู่ภายในบ้าน ลักษณะการตายของทั้ง 3 ราย คือการถูกอาวุธทื่อฟาดเข้าอย่างแรงที่ศีรษะ จนศีรษะยุบ สมองทะลักออกมา แทบไม่มีพื้นบริเวณไหนที่ไม่ชุ่มไปด้วยเลือด ที่เกิดเหตุสภาพนี้ แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่ช่ำชองการตรวจสถานที่เกิดเหตุยังบอกตรงกันว่าที่นี่ไม่เหมือนกับที่พวกเขาเคยเจอ มันแปลกมาก พวกเขาสัมผัสได้ถึงตวามอำมหิตและความรู้สึกน่าขนลุก จนเหมือนว่าคนร้ายยังอยู่ในบ้าน พวกเขายังจำความรู้สึกนั้นได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้

หลังจากนั้น ยูยองชอลยังคงก่อคดีในบ้านเศรษฐีสูงอายุไปอีกเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีการเผยแพร่หลักฐานที่เป็ยภาพจากกล้องวงจรปิด (ต้องเข้าใจว่าสมัยนั้นกล้องวงจรปิดมีน้อยและคุณภาพภาพยังไม่ชัดแบบในปัจจุบัน) ยูยองชอลยุติการก่อเหตุในบ้านเศรษฐี แล้วหันไปหาเหยื่อใหม่เป็นหญิงขายบริการทางเพศและหมอนวด ที่เขาเรียกมาและฆ่าทิ้งในบ้านของเขาเอง เมื่อเขาฆ่าคนตายในบ้าน จะขนศพไปทิ้งอย่างไรไม่ให้คนอื่นเห็น เขาก็ต้องจัดการชำแหละและหั่นศพออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ มากที่สุดคือ 18 ชิ้น ซึ่งเขาศึกษาเรื่องกายวิภาคของมนุษย์มาเป็นอย่างดีจนจัดการได้เนียนกริบ

เขายังคงก่อคดีฆาตกรรมหญิงขายบริการทางเพศอีกนับสิบรายก่อนจะถูกจับ เขานำศพไปฝังในสถานที่เดียวกัน แต่ละหลุมห่างกันเพียง 30 เซนติเมตร โดยมีสัญลักษณ์ประจำหลุมที่เขาทำไว้แล้วรู้คนเดียว เพื่อที่เวลาจะฝังศพใหม่ จะได้ “ไม่ไปขุดทับหลุมเดิมยังไงล่ะ!”

จนในที่สุด เขาถูกตำรวจจับกุมตัว จากการให้ข้อมูลจากสายข่าวใต้ดินที่พบว่าหญิงสาวขายบริการหายไปนับสิบราย จนนำมาสู่การล่อซื้อ นับตั้งแต่ช่วงปี 2003 ที่เกิดคดีแรก ถึง 2004 ที่ตำรวจจับกุมได้ ภายในเวลาไม่ถึงปี ยูยองชอลได้ฆ่าเหยื่อไปทั้งหมด 20 รายตามย่านต่าง ๆ ทั่วกรุงโซล เกาหลีใต้ โดยมีเป้าหมายเป็นเหยื่อที่เป็นเศรษฐีสูงอายุ และหญิงขายบริการทางเพศ

ธันวาคม 2004 เขาถูกตัดสินโทษประหารชีวิตในข้อหาฆาตกรรมเหยื่อ 20 ราย ปัจจุบัน เขายังถูกคุมขังในฐานะนักโทษประหารชีวิต แต่เพราะเกาหลีใต้เลิกการประหารชีวิตไปแล้ว ประชาชนจึงได้แต่หวังว่าทางการจำนำวิธีประหารชีวิตกลับมาลงโทษเขา เพราะการก่อคดีฆาตกรรมโหดหลายต่อหลายครั้ง วิธีการฆ่าเหยื่อสุดอำมหิต ตลอดจนการหั่นศพทิ้งอย่างน่าสยดสยอง (เหมือนว่าเขาจะกินตับของเหยื่อบางรายด้วย) เป็นการกระทำที่สะเทือนขวัญที่ใคร ๆ ต่างก็กลัว และยากที่จะให้อภัย ความเจ็บปวดที่ยูยองชอลฝังรอยไว้ในสังคมจากโศกนาฏกรรม 20 ศพ จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก

ระบบและโครงสร้างของสังคมที่สร้างฆาตกรโหดเหี้ยมดุจปีศาจขึ้นมา

ต้องบอกก่อนว่าตามที่สารคดีนำเสนอนั้น ในอีพีแรก ตัวซีรีส์ได้พูดถึงสภาพสังคมของเกาหลีใต้ ที่นักวิเคราะห์พฤติกรรมหรือโปรไฟล์เลอร์วิเคราะห์ว่ามีผลอย่างมาในการปลุกปีศาจยูยองชอลขึ้นมา จากคนธรรมดาให้เป็นฆาตกรต่อเนื่อง

ตั้งแต่ในช่วงปี 1963 มาจนถึงปี 1980 หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองและคาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ในช่วงเวลา 100 ปีก่อนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เกาหลีถูกนับว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของเกาหลีเติบโตมาก จนได้รับขนานนามว่า “ปาฏิหาริย์แห่งแม่น้ำฮัน”

แต่พอมาในช่วงต้นยุค 2000 กลับเป็นช่วงเวลาที่เกาหลีใต้ผ่านวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เป็นผลให้ระบบเศรษฐกิจพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ทั้งสังคมตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก เงินเกาหลีไร้ค่า การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตกต่ำ จนต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หลังจากพยายามจะใช้หนี้คืน คนบางกลุ่มกอบโกยผลประโยชน์จนร่ำรวยมากขึ้น ตรงกันข้าม คนอีกกลุ่มซึ่งเป็นคนจำนวนมากที่ล้มแล้วไม่สามารถลุกกลับมาได้อีก คนมากมายกลายเป็นคนเร่ร่อน ไร้บ้าน ล้มละลาย ครอบครัวแตกแยก นั่นคือ คนรวยรวยขึ้นแต่คนจนก็ลำบากขึ้นเช่นกัน

ความโกรธแค้นที่ถูกสังคมลิดรอน พัฒนาเป็นความรู้สึกว่าตัวเองถูกกีดกัน ถูกตัดโอกาสที่จะมีส่วนร่วมในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม กลายเป็นแรงจูงใจในการก่ออาชญากรรมที่ไม่เจาะจงเป้าหมายสูงขึ้นมากจนไม่ต้องวิเคราะห์อะไรเลย ความโกรธนำมาซึ่งอาชญากรรม อาชญากรรมที่อาชญากรไม่คิดว่าตัวเองผิด ไม่จำเป็นต้องขอโทษ และไม่ละอายต่อบาปอะไรเลย เพราะคนพวกนั้นสมควรโดนแล้ว “ผมยังคงแค้นที่ไม่สามารถฆ่าคนที่สมควรตายได้”

ยูยองชอล เป็นหนึ่งในนั้น ที่เริ่มเข้าสู่วงการอาชญากรเพราะต้องการจะสังหารสังคม เขามองเห็นตัวเองเป็นพระเจ้าที่ลงโทษคนรวยเพื่อความยุติธรรม และยิ่งรู้สึกว่ามีอำนาจและความชอบธรรมจากการที่ลงมือก่อเหตุซ้ำ ๆ ในระยะเวลาสั้น ๆ เขาคือเหยื่อจากระบบและโครงสร้างสังคมที่เอื้อนายทุน หนุนคนรวย และเหยียบคนจน ความเหลื่อมล้ำนี้เองที่ปลุกอาชญากรปีศาจขึ้นมา

เขาเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ส่วนตัวเขาก็เผชิญกับความรุนแรง การทำร้ายร่างกายตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบโตขึ้นมาก็คุ้นชินกับความรุนแรงที่สั่งสมมาเรื่อย ๆ เขาเคยกระทำความผิดอื่น ๆ มามากมายและถูกจับอยู่บ่อยครั้ง เช่น ขโมยของ ชิงทรัพย์ ปลอมแปลงเป็นตำรวจ ไปจนถึงกระทำชำเราผู้เยาว์ จนกระทั่งการลงมือที่เลวร้ายอย่างการฆ่าคนตาย

ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ในการก่อเหตุลงมือฆ่าหญิงสาวที่ขายบริการทางเพศ ยูยองชอลมองว่าพวกเธอเป็นเหยื่อที่ง่ายต่อการฆ่า และยากที่จะถูกตำรวจจับ เพราะในสังคมเกาหลีที่เห็นว่าผู้หญิงด้อยค่ากว่าผู้ชาย ยิ่งถ้าเป็นหญิงที่ขายบริการทางเพศ จะไม่ถูกมองเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ ไม่มีใครสนใจว่าพวกเธอหายไป ไม่มีใครแจ้งความ เหยื่อก็แจ้งความเองไม่ได้ มันเลยเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เขาก็ยิ่งย่ามใจว่าตนเองจะไม่ถูกจับง่าย ๆ

ทั้งตำรวจถูกห้ามไม่ให้ใช้คำว่า “ฆาตกรต่อเนื่อง” เพื่อป้องกันประชาชนตื่นตระหนก เพราะการลงมือโดยไม่มีแรงจูงใจ เลือกเหยื่อแบบไม่เฉพาะเจาะจง ในขณะที่ตำรวจก็ยังจับคนร้ายไม่ได้ การใช้คำว่า “ฆาตกรต่อเนื่อง” นั้นจึงเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุด ลองคิดดูว่าคนเดินถนนจะรู้สึกอย่างไร หากบอกว่าฆาตรกรต่อเนื่องยังลอยนวลอยู่ ไม่ใช่เรื่องที่ดีที่ประชาชนทั้งเมืองจะต้องตกอยู่ในความกังวล หวาดผวา และทุกคนล้วนอันตรายจากการสุ่มฆ่า คดีเดิมยังไขไม่ได้ คดีใหม่ก็ตามมา ประชาชนต้องอยู่ในสังคมแบบนี้นั่นเอง

แต่ก็เข้าใจดีว่ามันเป็นคดีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (ยูยองชอลเป็นฆาตกรต่อเนื่องคนแรกของเกาหลีใต้) ตำรวจไม่รู้เลยว่าคนร้ายเป็นคนประเภทไหน ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ทุกอย่างคือความเครียด กดดัน (อย่าลืมว่าเทคโนโลยีในการตามหาคนร้ายเมื่อ 18 ปี ก่อนไม่ทันสมัยเหมือนในปัจจุบัน และคนร้ายแทบไม่ทิ้งหลักฐานและเบาะแสอะไรไว้เลย) ประชาชนก็หวาดกลัว นี่จึงเป็นคดีที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคมเกาหลีใต้ในการจัดการกับคดีลักษณะนี้ ทั้งการสืบสวนหาคนร้าย การปฏิบัติกับครอบครัวของเหยื่อ การทำหน้าที่สื่อ และอื่น ๆ

นั่นคือ เราไม่อาจมองข้ามปัจจัยทางสังคมที่มีส่วนในการสร้างยูยองชอลขึ้นมาเป็นฆาตกร ทั้งความรุนแรงในครอบครัว ความเกลียดชังผู้หญิงในสังคมเกาหลีใต้ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การทุจริตและธุรกิจสีเทาที่มีเจ้าหน้าที่รัฐคอยสนับสนุน รวมถึงระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนปลุกอาชญากรปีศาจขึ้นมาทั้งสิ้น

แม้ว่าสารคดีจะไม่ได้ลงรายละเอียดภูมิหลังหรือแรงจูงใจของยูยองชอลเท่าไรนัก เพราะเน้นที่การล่าตัวเขามากกว่า (ตามชื่อเรื่อง) แต่เราสามารถหาอ่านประวัติเขาได้ทั่วไป เนื่องจากเป็นคดีดังและเป็นอาชญากรที่ใคร ๆ ก็รู้จักในฐานะ “ฆาตกรต่อเนื่อง”

จิตใจของฆาตกรต่อเนื่อง ผู้ไม่เคยรู้สึกผิดชอบชั่วดีและผิดบาป

ยูยองชอล ฆาตกรในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ไม่มีใครลืมลง ภาพยังคงติดตา ทุกอย่างยังติดอยู่ในหัว ความโหดร้าย โหดเหี้ยมรุนแรงต่าง ๆ นานา มันช่างยากที่จะเชื่อว่ามีคนที่จิตใจไม่เหลือความเป็นคนแบบนี้อยู่ในโลกนี้ด้วย ยิ่งทำให้อยากรู้สึกว่าเหมือนคดีพวกนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่นั่นเป็นแค่คำปลอบใจตัวเอง ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจริง มีเหยื่อที่ตายเพราะชายผู้นี้อย่างน้อย 20 ชีวิต (และอาจมีมากถึง 100 ราย ถ้าเชื่อตามที่เขาสารภาพออกมา) และนี่ยังไม่นับรวมเหยื่อทางอ้อมที่ขอตายดีกว่าทนอยู่กับความทุกข์ทรมานที่เกิดจากชายผู้นี้

ชายผู้นี้ไม่ใช่อาชญากรกระจอก ๆ จากรายงานในสารคดี จะพบว่าเขาทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบและเชี่ยวชาญ ทำอย่างตั้งใจและมีแผนมีขั้นตอน เขาไม่ได้ฆ่าคนเพราะขาดสติ แต่ฆ่าเพราะตั้งใจจะฆ่า เขาสนุกสนาน เขาเพลิดเพลิน มันเป็นวิธีระบายออกถึงความไม่พอใจของเขา เขาสารภาพว่าต่อให้เขาถูกปล่อยตัว ออกมาแล้วถูกลอตเตอรี่กลายเป็นคนรวย มีเงินใช้ไม่ยากจนแบบที่เขาพยายามหาเหตุผลในการฆ่าคน แต่เขาก็จะไม่หยุดฆ่าคนหรอกนะ!

ต้องบอกว่าการที่โทรทัศน์ประกาศข่าวว่าเขาเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่โหดเหี้ยม และฆ่าคนไปมากถึง 20 ศพ เขาภาคภูมิใจกับผลงานตัวเองมาก วิธีที่เขาจัดการกับศพก็บอกได้ว่าเขาคิดว่ามันเป็นผลงานอันทรงเกียรติของเขามากกว่าการฆ่าให้เหยื่อตายไปเฉย ๆ ในเวลานั้น เขาเองคิดว่าอยากจะฆ่าคนให้ได้มากกว่านี้ เพื่อที่จะได้เป็นอาชญากรผู้ยิ่งใหญ่ที่ใคร ๆ ก็เทียบไม่ติด แม้ว่าจะเป็นอาชญากรระดับโลก ก็ต้องพ่ายแพ้เขา

เขาทำทุกอย่างด้วยตัวเองคนเดียว ด้วยสภาพจิตใจที่ไม่เหลือความเป็นคนอยู่เลย การชำแหละและหั่นศพ เขาถึงขั้นแกล้งป่วยแล้วขอเอกซเรย์ร่างกายตัวเอง เพื่อดูว่าลักษณะกายวิภาคเป็นอย่างไร อ่านหนังสือทางการแพทย์ เพื่อเป็นตัวช่วยในการจัดการศพ อ่านหนังสือฆาตกรรมต่อเนื่องเป็นแรงบันดาลใจ เขาหาวิธีจัดการนำศพไปทิ้งได้แบบที่ใคร ๆ ก็ไม่สงสัย เขาวางแผนไว้แม้กระทั่งถ้าเกิดพลาดถูกจับ เขาจะปั่นหัวตำรวจและสายสืบอย่างไรให้สับสน ให้คิดว่าเขาไม่ใช่คนร้าย แผนของเขาเกือบได้ผลจริง ๆ เมื่อทุกคนคิดว่าเขาเป็นแค่ผู้ป่วยทางจิตธรรมดาที่อ้างตัวเป็นอาชญากร

และอีกเรื่องที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ เขารู้ตัวเองดีว่าเขาเป็นคนสองบุคลิก กลางวันเขาก็คือคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตแบบคนปกติ หากินโดยการหลอกลวงคนอื่นว่าตัวเองเป็นตำรวจ แต่ตกกลางคืนเมื่อไร สัญชาตญาณของฆาตกรจะตื่นขึ้น เขาจะกลายเป็นฆาตกร ที่ฆ่าคนทุกสัปดาห์ เขาเขียนภาพตัวเองว่าเป็นคนสองบุคลิก มันเป็นภาพการ์ตูนที่มีลายเส้นที่น่าทึ่ง แสดงให้เห็นว่าเขามีความสามารถทางศิลปะอย่างมาก ถ้าเขาไม่เบี่ยงตัวเองมาเป็นฆาตกร และถ้าเขาเติบโตมาในสภาพสังคมที่ดีกว่านี้ เราอาจรู้จักเขาในฐานะนักวาดการ์ตูนชื่อดังของเกาหลีก็เป็นได้

แต่เขาไม่แคร์หรอก เขาเลือกแล้วว่าจะทำตัวเยี่ยงพระเจ้า ลงทัณฑ์สังคมที่เน่าเฟะ ที่เขาโทษว่าเป็นเพราะสังคมที่เสื่อมถอย ไม่ยุติธรรม เหลื่อมล้ำ กีดกันคนจนเข้าข้างคนรวย และเพราะคนรวยพวกนั้นที่ทำให้เขามีชีวิตที่น่าสมเพช “พวกมันสมควรตายแล้ว!” ดังคำพูดภายใต้เสื้อกันฝนสีเหลืองในวันทำแผนประกอบรับคำสารภาพ “ผมหวังว่านี่จะเป็นบทเรียนไม่ให้พวกผู้หญิงปล่อยตัวพร่ำเพรื่อ และอยากให้พวกเศรษฐีได้สติบ้าง” ยิ่งทำให้เห็นว่าเขาไม่ได้มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเหมือนคนทั่วไปอีกต่อไปแล้ว

“ให้อภัย” เรื่องไม่ง่าย (และไม่เคยง่าย) สำหรับคนเป็น “เหยื่อ”

ในที่นี้ จะขอเรียกครอบครัวของเหยื่อที่ถูกฆาตกรฆ่าตายว่าเป็นเหยื่อด้วยเช่นกัน เนื่องจากพวกเขาก็เป็นเหยื่อโดยทางอ้อม พวกเขาเป็นผู้สูญเสีย ที่ถึงแม้จะยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ต้องตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็นและมีชีวิตที่เหลืออยู่บนความทุกข์ทรมาน

ใคร ๆ ก็บอกว่าสังคมที่ดี คือสังคมของการให้อภัยกัน คนทำผิดทำพลาดจะเหยียบกันให้จมดิน ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้สังคมน่าอยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ทุกคนพูดแบบนี้ได้ ถ้าไม่ได้ตกอยู่ในสถานภาพ “เหยื่อผู้ถูกกระทำ” เพราะมันไม่ยุติธรรมเลย เหยื่อไม่ได้ทำอะไรผิด เหยื่อควรจะมีชีวิตที่ดี แต่ชีวิตของพวกเขาพังและดับสูญ จากการกระทำของอาชญากร

ถ้าเป็นเรื่องเล็กน้อย การให้อภัยมันก็ไม่ใช่ปัญหา อาจต้องใช้เวลานานหน่อย ถ้าทุกอย่างมันดีขึ้นแล้ว คนเราก็อาจให้อภัยได้ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ แต่ลองนึกสภาพว่าถ้าตัวเองอยู่ในสภาพที่ครอบครัวถูกฆ่าตายทั้งหมด แรก ๆ สังคมก็กล่าวหาด้วยสายตาและคำซุบซิบว่าตัวเราเองนี่แหละคือคนที่ฆ่าคนในบ้าน ระหว่างนั้นยังต้องเผชิญกับการเรียกตัวไปให้ข้อมูล ต้องรับรู้รับฟังแต่เรื่องเดิม ๆ ที่เจ็บปวดทรมาน เป็นใครก็ให้อภัยไม่ลงทั้งนั้นแหละ

เราไม่ได้สนับสนุนให้เหยื่อติดอยู่กับความเจ็บปวดและความแค้นจากการไม่ให้อภัย หรือต้องออกไปแก้แค้นเอาคืน จองเวรให้สาสมอะไรแบบนั้น แต่เราแค่อยากให้คนที่ชอบพูดสอนคนอื่นคิดดูดี ๆ ว่าถ้าเรื่องเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวคุณเอง คุณจะนิ่งเฉยให้อภัยกับทุกสิ่งอย่างได้อย่างนั้นหรือ อย่าสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรมด้วยตัวเอง คุณไม่ได้พบเจอความเจ็บปวดแบบที่พวกเขาเจอ คุณไม่ได้อยู่ในจุดสูญเสียแบบที่พวกเขารู้สึก คุณไม่มีสิทธิ์ไปสั่งสอนพวกเขาให้พวกเขารู้จำคำว่าให้อภัย คุณก็แค่คนนอกที่อยากจะมีส่วนร่วมกับชีวิตของคนอื่นเท่านั้นเอง

เรื่องราวเลวร้ายในคดีนี้ผ่านไปนานมากแล้ว (รวมถึงทุกคดีที่มีลักษณะนี้) แต่เหยื่อทางอ้อมยังคงอยู่อย่างทุกข์ทรมานและคงไม่มีวันลืมเหตุการณ์เหล่านั้นลง เราไม่ขอให้คุณให้อภัยคนที่ฆ่าครอบครัวคุณ เพราะรู้ว่ามันทำไม่ได้ง่าย ๆ แต่อยากให้คุณอยู่กับตัวคุณเองอย่างดี พยายามอย่าให้เหตุการณ์นั้นมาทำให้คุณเจ็บปวดจนอยู่ไม่ได้ อย่าเคียดแค้นจนตัวเองต้องเป็นทุกข์ คนที่รักคุณ แม้เขาจะไม่อยู่แล้ว เขาคงไม่อยากให้คุณต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ เพราะเขารู้ดีว่าคุณเจ็บปวดเพราะเขา

สุดท้ายนี้ (แม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว) ขอไว้อาลัยให้ผู้สูญเสียทุกท่านจงไปสู่สุคติและภพภูมิที่ดี และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของเหยื่อทุกราย ?️