ธุรกิจทางเลือกใหม่ S.E.B Capital รับจัดไฟแนนซ์แบรนด์เนมเจ้าแรกในไทย

“กระเป๋าแบรนด์เนม” ไม่ได้เป็นแค่ของใช้ หรือเครื่องประดับที่บ่งบอกสถานะของผู้ถือเท่านั้น แต่มันคือ “สินทรัพย์” ที่สร้างความมั่นคงบนความชอบได้ คุณศรัณย์รัศ ทับทิมหิน ผู้บริหารบริษัท เอส.อี.บี.แคปปิตอล จำกัด (S.E.B Capital Co.,Ltd) ชื่นชอบกระเป๋าแบรนด์เนมเป็นชีวิตจิตใจ ช้อปกระเป๋าเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของเธอ

จากความชอบก้าวเข้าสู่อาชีพเปิดบริษัทรับจัดไฟแนนซ์แบรนด์หรู ผ่อนนาฬิกา ผ่อนกระเป๋าแบรนด์เนมภายใต้ชื่อ S.E.B. Capital เจ้าแรกในไทย กลายเป็นทางเลือกใหม่ของคนรักแบรนด์ ในการเริ่มต้นประกอบการธุรกิจอะไรสักอย่าง ขึ้นอยู่กับปัจจัย ความพร้อม แล้วเรื่องความรู้ก็เป็นปัจจัยสำคัญ เป็นอย่างไรไปดูบทสัมภาษณ์คนต้นคิดกันค่ะ

จุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจนี้เป็นมาอย่างไร

คุณโอ๋-ศรัณย์รัศ ทับทิมหิน เล่าให้คนต้นคิดฟังว่าจุดเริ่มต้นที่เข้ามาในวงการธุรกิจกระเป๋าแบรนด์เนม 7 ปีแล้ว ก่อนจัดตั้งบริษัทเป็นแนวธุรกิจการซื้อขายเทรดเดอร์มือสองเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งมีลูกค้าให้ความสนใจอยากผ่อน สะสม เพื่อลงทุนก็เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นตั้งบริษัทฯ ขึ้นมา

บริษัท S.E.B. Capital เป็นเจ้าแรกที่มีการจัดไฟแนนซ์ การให้บริการในแบบผ่อนจ่ายแบรนด์เนม ยกตัวอย่างราคากระเป๋าที่ 2 แสนบาท เราก็จะทำการล็อกราคา ถึงแม้ว่าในอนาคตราคากระเป๋าจะปรับขึ้นลูกค้าจะยังได้ราคาตามที่ตกลงทำสัญญาไว้ และเราก็คิดค่าบริการรายละเอียดตามที่บริษัทได้กำหนดไว้

กระเป๋าแบรนด์เนมสามารถ “เก็งกำไร” และสร้างผลตอบแทนที่ดีได้จริงหรือไม่

กระเป๋าแบรนด์แนมสามารถสร้างผลตอบแทนได้จริงถ้าเป็นกระเป๋ารุ่นที่นิยมและเป็นรุ่นที่หายาก มันเป็น Demand Supply ค่ะ ราคาเป็นก็จะมีการปรับขึ้น ทางแบรนด์เองก็จะมีการปรับราคาขึ้นทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง บางแบรนด์ปรับขึ้นถึง 3 ครั้งต่อปี ในส่วนของ S.E.B. Capital เองตัวเลขที่เราทำมีการเติบโตขึ้นทุกปีตัวเลขโดยเฉลี่ย 20% มีลูกค้าให้ความสนใจในการลงทุนของแบรนด์เนม มีการสะสมของแบรนด์เนมมากขึ้น

พิเศษช่วงโรคระบาดโควิดที่ผ่านมาเรามีการเติบโตขึ้น 50% ด้วยความที่เราเป็นธุรกิจออนไลน์ และลูกค้าไม่สามารถไปซื้อของต่างประเทศได้ เลยเลือกซื้อของในประเทศแทน บวกกับสถานการณ์โควิดมันทำให้สินค้าหายากมากขึ้น รุ่นที่นิยมและหายากโควิดทำให้การผลิตได้น้อยลง รุ่นที่มีความต้องการมีความต้องการมากขึ้น เพราะฉะนั้นตัวเลขของราคาในตลาดมันก็มีการปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว ตรงนี้เลยมีลูกค้าสนใจมาลงทุนเพิ่มขึ้นมากเป็น Alternative investment (การลงทุนทางเลือก) ค่ะ

“ของมันต้องมี” ในที่นี้คืออะไร

จากประสบการณ์ลูกค้าที่มาเลือกซื้อของแบรนด์เนม คิดว่ามันคือการสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองรูปแบบหนึ่ง ตั้งเป้าว่าถ้าเราทำอะไรสำเร็จแล้วฉันจะซื้อของชิ้นนี้ เหมือนเป็นรางวัลเป็นเครื่องหมายของความสำเร็จ บริษัทเราจะมีคอนเซ็ปต์หนึ่งที่เราใช้กับลูกค้าประจำว่า “เหนื่อยมาทั้งปี  หาของขวัญดี ๆ ให้ตัวเองสักชิ้น” ลูกค้าหลายคนก็บอกว่ามันใช่ เพราะต้องทำอะไรให้กับครอบครัวเยอะมาก ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภาระต่าง ๆ มากมายแต่ไม่เคยซื้อของขวัญให้ตัวเองเลย หรือบางคนวางแผนอยากมีของขวัญให้กับคนพิเศษพอถึงเวลาจริง ๆ เงินที่จัดสรรไว้ก็ไม่เอื้ออำนวย ไม่สามารถซื้อได้อย่างที่ตั้งใจไว้

เราก็เลยเข้าไปช่วยกำหนดเป้าหมาย ช่วยให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ ซึ่งเราเองก็มีประสบการณ์ตรงเช่นกัน มีกระเป๋าแบรนด์ที่ชอบมากราคาประมาณ 4 หมื่นบาท ตอนเป็นนักศึกษาจบใหม่ราคานี้แพงสำหรับเรามากในตอนนั้น เราก็ได้แต่ใช้เวลาศึกษารายละเอียดของกระเป๋า หนังเป็นอย่างไร หมุดเป็นแบบไหนใช้เวลาดูอยู่ 3 ปีจนมาถึงวันหนึ่งที่เราไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งที่เรามีข้อมูลเต็มหัวแล้ว และราคาตลาดมือสองในตอนนั้นเป็นราคาที่เราสามารถซื้อได้ ก็บอกกับตัวเองว่านี่คือรางวัลที่เราทำงานเหนื่อยมาซึ่งมันเป็นความภาคภูมิใจ ก็มองว่าของแบรนด์เนมเป็นเครื่องหมายของความสำเร็จของเรา

ในส่วนของมุมมองความน่าเชื่อถือ อย่างที่ทุกคนรู้ดีว่าของแบรนด์เนมมีมาเป็น 100 ปีแล้ว กลายเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก แบรนด์เนมเลยเข้าไปมีบทบาทในเรื่องของการเสริมภาพลักษณ์ให้กับผู้ที่สวมใส่หรือผู้ถือได้ พอเรามีภาพลักษณ์ที่ดีมันก็สร้างโอกาสต่าง ๆ ทำให้ตัวเองมีความมั่นใจมากขึ้น พอเวลาเราติดต่องานมีการเจรจาพูดคุยก็มีโอกาสในการประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ได้

ส่วนคำว่า “ของมันต้องมี” สามารถตีความหมายได้แบบนี้ค่ะ หนึ่งเราได้สร้างมูลค่าทางด้านจิตใจและความภูมิใจในตัวเอง สองได้รับคุณค่าทางด้านโอกาสทำให้เรามีภาพลักษณ์ที่ดี และสามได้รับมูลค่าที่เป็นตัวเงินมีโอกาสได้รับกำไร จากราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น

“ของปลอม” เยอะเราจะมีวิธีดูอย่างไร

เรื่องของแท้ของปลอม คนที่สามารถบอกเราได้ดีที่สุดคือเจ้าของแบรนด์ ในส่วนตัวเรื่องการดูของแท้ของปลอมต้องบอกว่ามันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ต้องดูบ่อย ๆ ต้องจับ ต้องเห็น ซึ่งการที่เราดูครั้งแรกและเราเอาเป็นมาตรฐานในการเทียบตลอดว่าทุกใบจะต้องเหมือนแบบนี้มันก็ไม่ใช่เสมอไป เพราะเจ้าของแบรนด์เองมีการเปลี่ยนโมเดลเพื่อหนีนักก๊อปเหมือนกัน ดังนั้น ของแท้ที่ออกมาแต่ละซีซันก็จะมีความต่าง เพราะฉะนั้นความรู้ในเรื่องนี้ต้องอัปเดตอยู่ตลอดเวลา

แต่ในปัจจุบันนี้เขามีสถาบันที่เปิดสอนชื่อ The Catch Fake Brand name หรือ TCF ถ้ากรณีไม่มั่นใจว่ากระเป๋าที่จะซื้อแท้หรือปลอมสามารถส่งให้ TCF ตรวจได้เลย การดูกระเป๋าเบื้องต้นเราสามารถดูจากวัสดุทั่วไปของกระเป๋า อะไหล่ ซิป ซึ่งเวลาเราดูก็ต้องมีการเทียบกับของแท้ หรือเป็นการดูจากภาพถ่ายเบื้องต้นก็ได้ เป็นการเทียบจุดต่อจุด เหมือนการให้คะแนนยกตัวอย่างให้เต็ม 10 แต่มีการผิดเพี้ยนไป 8 ตีไปเลยว่าของปลอมแน่นอน เป็นการดูโดยรวมด้วยการเทียบจุดต่อจุดค่ะ ถ้าดูไม่เป็นจริง ๆ ให้เลือกซื้อกับร้านค้าที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้ ร้านที่เปิดมานานเครดิตแม่ค้าดี ซึ่งตัวแม่ค้าเองก็สร้างความน่าเชื่อถือได้เช่นกัน

กระเป๋าราคาหลักหมื่นหลักแสน มีประกันให้หรือไม่ 

ในกรณีที่เราซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมจากช้อปส่วนใหญ่แล้วจะมีการรับประกันอะไหล่ ในส่วนของตัวหนังจะไม่รับประกันเพราะมันคือการใช้งาน ยกตัวอย่างแบรนด์ CHANEL เราซื้อมาแล้วตรวจเจอรอยหลังซื้อ สามารถเปลี่ยนคืนได้ภายใน 14 วันค่ะ ในกรณีที่เราซื้อจากร้านค้าขึ้นอยู่กับการพูดคุยของแม่ค้ากับลูกค้าเลย

แนะนำสำหรับคนที่อยากลงทุนในธุรกิจนี้

เราเชื่อว่ามีลูกค้าพร้อมที่จะซื้อสินค้าและบริการ จากผู้ที่รักในอาชีพของตัวเอง เริ่มต้นศึกษาจากแบรนด์ที่ตัวเองรักก่อน และศึกษาแบรนด์อื่น ๆ เพิ่มขึ้น พอศึกษาไปเรื่อย ๆ จนเกิดความเชี่ยวชาญ ก็จะสามารถประกอบเป็นธุรกิจได้

ในทุก ๆ ธุรกิจระหว่างทางมักจะมีอุปสรรคเสมอ สินค้าแบรนด์เนมก็เช่นกัน ยิ่งสินค้ามีราคาที่สูง ก็มักจะเจอกับมิจฉาชีพและการโกงที่มีหลายรูปแบบ ถ้าเริ่มต้นจากความรัก จะทำให้อดทนและผ่านอุปสรรคมาได้ อุปสรรคสอนให้ได้เรียนรู้ สุดท้ายเวลาที่ผ่านมาได้จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ตัวเราค่ะ เราคิดเสมอว่าความเชื่อใจมีให้ได้คนละ 1 ครั้งเท่านั้น เมื่อได้รับโอกาสนั้นแล้ว รักษาและทำให้ดีที่สุด และเมื่อลูกค้าได้รับ experience ที่ดีจากสินค้าและบริการของเรา จะทำให้ได้รับการบอกต่อ นั้นคือการตลาดที่ดีที่สุดค่ะ