เจาะลึก “บอย ทีวีพูล” กับอาชีพ Makeup Artist สู่เวทีระดับประเทศ

ต้องยอมรับว่าเรื่องความสวยงาม ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหนก็ยังคงเป็นเรื่องที่สาว ๆ คำนึงและขาดไม่ได้ แน่นอนว่าในเรื่องของการแข่งขันก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน ตามความชอบ สมัยนิยม หรือแม้แต่ความฮิตในหมู่คณะก็ตาม จนกลายเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่หลายคนต่างให้ความสนใจ เห็นได้จากดาราคนดังทั้งหลายที่มักมีช่างแต่งหน้าคู่กายคู่ใจ  จึงทำให้อาชีพ “ช่างแต่งหน้า” หรือ Makeup Artist มีคุณค่าและทำเงินได้อย่างมากมาย

ช่างบอย ทีวีพูล หรือคุณประกอบกิจ แก่นจันทร์ ผู้จรดปลายพู่กันบนใบหน้าของเซเลบริตี้หลากหลายวงการ โดยเฉพาะวงการนางงาม จนกลายเป็นเมกอัปอาร์ทิสต์แถวหน้าของเมืองไทย เล่าให้คนต้นคิดฟังว่า การเดินอยู่ในวงการของ “ช่างแต่งหน้า” ไม่ใช่แค่แต่งได้หรือแต่งเป็นแล้วจบ มันขึ้นอยู่กับความชอบ และความถูกใจ ความยากคือเราจะแต่งหน้าให้ทุกสายตาที่มองถูกใจนั้นยาก เป็นอย่างไรไปดูบทสัมภาษณ์คนต้นคิดกันค่ะ

เริ่มอินกับ Makeup หรือเกิดความชอบในเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

จุดเริ่มต้นในการเป็น Makeup Artist ของผมเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเด็กแล้วครับ คุณแม่มีอาชีพเป็นช่างเสริมสวย เปิดร้านเสริมสวย เราก็ได้เรียนรู้และซึมซับจากคุณแม่มาตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ เวลาที่คุณแม่แต่งหน้าเจ้าสาว หรือแต่งหน้ารับปริญญา เวลาตีสอง ตีสาม เวลาช่วงนี้มันไม่ใช่เวลาของเด็กที่ต้องตื่นมา แต่เราก็ให้คุณแม่ปลุกเพื่อมานั่งดูคุณแม่แต่งหน้า เราก็เลยชอบการแต่งหน้าตั้งแต่ตอนนั้นมาเลย และบวกกับอาชีพร้านเสริมสวยต้องเปิดร้านทุกวัน เราจะไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตวัยเด็กเหมือนคนอื่น ๆ ที่ได้ไปเที่ยว ได้ออกไปเล่นกับเพื่อน เราจะได้หุ่นหนึ่งหัวเป็นของเล่นในวัยเด็กแทนของเล่นชื้นอื่น มีการออกแบบทรงผมทรงนั้นทรงนี้ไปเรื่อย ๆ ซึ่งสิ่งที่เราเล่นมาตั้งแต่เด็ก และคุณแม่ให้การสนับสนุนทำให้เราได้เรียนรู้เรื่อง Makeup-Artist และชอบมาตั้งแต่เด็กและต่อยอดมาจนทุกวันนี้

จบด้านไหนมา แล้วเกี่ยวกับงาน Makeup ไหม

ผมเรียนศิลปกรรมศาสตร์ เอกศิลปะการแสดงประยุกต์ มีการออกแบบเสื้อผ้าตัวละคร แต่งหน้าตัวละคร พอเราชอบเรื่องการแต่งหน้า เราก็เลือกสิ่งที่เราชอบ และชอบในงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ไหนเราก็ทำได้ เช่น สมัยเรียนมัธยมศึกษาก็ได้เป็นแดนเซอร์ประกวดรายการชิงช้าสวรรค์ และในเส้นทางการแต่งหน้าของเราก็เริ่มต้นมาจากจุดนี้เช่นกัน พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เลยตัดสินใจเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ เพราะคิดว่าเรามีความสามารถและถนัดในด้านนี้  และเราก็ใช้ความรู้ความสามารถในเรื่องการแต่งหน้าเป็นอาชีพมาตั้งแต่สมัยเรียนจนกลายเป็นอาชีพหลักในปัจจุบัน

หลังจากจบการศึกษา ได้เริ่มงานด้าน Makeup Artist จริงจังเลยไหม

หลังจบการศึกษา ก็ได้เข้าทำงานที่ทีวีพูลเป็นที่มาของชื่อ “บอย ทีวีพูล” หน้าที่เราในตอนนั้นเป็นนักข่าวสายบันเทิงสัมภาษณ์ดารา ทำสกู๊ปบันเทิงต่าง ๆ และมีโอกาสช่วยดูแลเรื่องแต่งหน้าทำผม เรื่องเสื้อผ้าหน้าผมต่าง ๆ ให้พิธีกรของทีวีพูล จุดเริ่มต้นตรงนี้ทำให้เราได้รู้จักกับดาราและเซเลปบิตี้มากหน้าหลายตา เป็นเหมือนใบเบิกทางที่สำคัญของเราเลย รู้สึกดีใจที่มีผู้ใหญ่ใจดีคอยซับพอร์ตและให้โอกาสเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก

ใครเป็น Inspiration ที่ทำให้อยากเป็น Makeup Artist

พี่ “เอ ทิวากร” ครับ เพราะเราเคยร่วมงานกับเขาสมัยทำนิตยสารของทีวีพูล แต่งหน้าดาราขึ้นปก เราก็ได้ไปเป็นผู้ช่วยเขา และได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ จากเขา ในตอนนั้นเราก็มีความคิดว่าอยากจับหน้าดาราแบบเขาบ้าง และเราก็ได้รับโอกาสจาก “เต้-ภาราดา” ให้โอกาสเราแต่งหน้าให้กับ “พิ้งกี้ สาวิกา” ก็เป็นดาราคนแรกที่เราแต่งหน้าให้

เส้นทางการเป็น Makeup Artist แถวหน้าเมืองไทย

เริ่มต้นจากการส่งนางงามเข้าประกวด ประสบการณ์ตรงนี้แหละทำให้เราได้ใช้ศักยภาพที่เรามีอยู่อย่างเต็มที่เรียกว่า 360 องศาเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม โททัลลุคที่จะออกมาในแต่ละโจทย์ที่เราได้รับมาจะเป็นอย่างไร จัดทุกอย่างให้ลงตัวในการประกวดแต่ละครั้ง ซึ่งเราส่งนางงามประกวดมาเยอะมากหลากหลายเวที เวทีนางงามสาวไทยปี 2562 เป็นเวทีที่เราประทับใจที่สุด ตอนนั้น “น้องบิ๊นท์” ได้รับตำแหน่ง ซึ่งมันเป็นเวทีใหญ่ระดับประเทศเรียกว่าเป็นตำนานของเราเลย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เราจำจดมาถึงทุกวันนี้

ณ วันที่น้องบิ๊นท์ได้รับตำแหน่ง ก็โดนวิจารณ์เรื่องการแต่งหน้า บอกว่าแต่งหน้าให้น้องไม่สวย อาจจะด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างในวันนั้น แต่สุดท้ายเราก็ถามน้องว่าเป็นยังไง น้องบอกว่าสวยและชอบทำให้น้องมั่นใจขึ้นเราก็โอเค ซึ่งเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์มีอยู่ทุกสายอาชีพ เราก็ต้องอดทนและยอมรับมันให้ได้ และนำกลับมาแก้ไข ท้ายที่สุดถ้าเราเต็มที่กับสิ่งที่ทำ และลูกค้าเราชอบทุกอย่างคือจบ

Makeup Artist เป็นผู้รังสรรค์ศิลปะบนใบหน้า ต้องมีเทคนิคในการแต่งอย่างไร

เรื่องเทคนิคไม่มีอะไรมากเลย เราแต่งตามโจทย์ตามสถานการณ์ที่ลูกค้าจะไปในแต่ละงานนั้น ๆ การแต่งหน้าในแต่ละครั้งต้องใช้งานได้จริง ถ่ายรูปออกมาแล้วทุกมุมต้องสวย เรามีหน้าที่แต่งหน้าเราก็ทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ และทำให้ลูกค้าพอใจ ประทับใจ ใช้สิ่งที่เรารังสรรค์ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด นี่แหละคือเทคนิคการแต่งหน้าของผม

เทรนด์การแต่งหน้าในปี 2565 จะเป็นอย่างไร

ก็ยังมองว่าการแต่งหน้าใน Every Day look ก็ยังคงเป็นเทรนด์อยู่ การโชว์งานผิวแต่งเหมือนไม่แต่งก็ยังคงเป็นเทรนด์การแต่งหน้าที่ฮิตตลอด ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปปีไหนก็ตาม แต่สิ่งที่เราจะเห็นในปีหน้าคือเทรนด์การแต่งตาโดยใช้อายไลน์เนอร์ที่มีสีสันกรีดตาแทนอายไลน์เนอร์สีดำ และเทคนิคการกรีดอายที่เปลี่ยนไปเช่นกรีดจากครึ่งตาและเน้นบริเวณหางตาเป็นสามเหลี่ยม ให้ดูเฉี่ยวมากขึ้น และเน้นให้ดวงตาดูกลมโตชัดขึ้น เด่นขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเป็นกระแสบ้างแล้ว อาจเป็นเทรนด์ที่ฮิตกันในช่วงปีใหม่นี้

การเป็น Makeup Artist เส้นทางนี้สอนอะไรเราบ้าง

“เรื่องเงิน” เป็นอาชีพที่หาเงินได้ง่าย เราก็ต้องรู้จักเก็บ รู้จักใช้ เพราะเราเองเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาแล้ว ก่อนหน้าที่จะมีโรคระบาดโควิด เรามีงานเยอะมากมีรายได้เข้าทุกวัน เราก็ใช้เยอะ อยากได้อะไรก็ซื้อ บนพื้นฐานความเป็นจริงแม้ว่าจะเป็นอาชีพที่ได้เงินมาง่ายมาก ๆ ท้ายที่สุดมันก็ยังเป็นอาชีพที่ไม่แน่นอน

ต้องขอบคุณสถานการณ์โควิดที่ทำให้เราไม่มีรายได้เข้ามาเลย เราเลยรู้ว่าการมีเงินเก็บมันสำคัญกับเรามากแค่ไหน เราต้องคิดเสมอว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่มีงาน เราไม่มีรายได้ เราไม่มีลูกค้าเข้ามามันก็ลำบาก เวลาเราไม่สบายขึ้นมามันก็จะลำบาก เพราะการเป็นช่างแต่งหน้าเราต้องตื่นเช้า นอนไม่เป็นเวลา สุขภาพเราก็จะไม่ดี เราต้องคิดเรื่องพวกนี้อยู่เสมอ เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถกำหนดมันได้ ในส่วนของการแต่งหน้า อะไรที่เป็นเทคนิคการแต่งหน้าที่เป็นแบบฉบับของเรา เป็นตัวตนของเรา เราก็คงไว้ให้เป็นลายเส้นของเรา และเปิดใจเรียนรู้สิ่งให้และมีการปรับใช้ให้เข้ากับแฟชั่นในยุคปัจจุบันได้ด้วย

ฝากอะไรทิ้งท้ายหน่อย

ปัจจุบันมีคนที่ทำอาชีพช่างแต่งหน้า หรือ Makeup Artist ค่อนข้างเยอะ เรื่องเทคนิคต่าง ๆ ทุกคนสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้เท่าเทียมกัน สิ่งที่อยากฝากเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ คือ ความซื่อสัตย์ ต้องซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตัวเอง รักในวิชาชีพของตัวเองทำ ยกตัวอย่าง ถ้าวันหนึ่งเรามีงานเยอะขึ้นและต้องวิ่งหลายงานในหนึ่งวัน เราต้องรักษามาตรฐานของเราให้ได้ ใส่ใจความรู้สึกของลูกค้าทุกคน และทำทุกงานให้ดีที่สุด ไม่เลือกที่จะทำให้ความสำคัญทุกงานเท่ากันหมดแม้ว่าเม็ดเงินที่ได้รับมันจะไม่เท่ากันก็ตาม