เดือนพฤษภาคมปี 2569 มีข้อมูลที่มีความสำคัญต่อตลาดยานยนต์ไทยพอสมควรครับ เมื่อตัวเลขจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประกาศออกมาว่า เป็นครั้งแรกที่ยอดการผลิตรถยนต์เพื่อขายในประเทศ (51.24%) วิ่งแซงหน้ายอดผลิตเพื่อส่งออก (48.76%)
นับเป็นการบ่งบอกว่า แชมป์ส่งออกตลอดกาลอย่างประเทศไทย กำลังเผชิญหน้ากับมรสุมลูกใหญ่ในเวทีโลก ทั้งจากภัยสงครามในตะวันออกกลาง และมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นใหลายประเทศ ซึ่งเปิดทางให้กองทัพรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) จากจีนเข้าไปยึดพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง
งานนี้ ปัจจัยหลักมาจากตลาดส่งออกชะลอตัวลง ทั้งจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการแข่งขันที่รุนแรงจากรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) ท่ามกลางยอดส่งออกรวมที่ลดลงร้อยละ 26.69 มีสัญญาณชัดเจนว่าโครงสร้างความต้องการของตลาดโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาป ไปสู่พลังงานทางเลือกอย่างถาวร
ตัวเลขที่สะท้อนทิศทางนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือยอดส่งออกรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เดือนพฤษภาคมที่ลดลงถึงร้อยละ 48.39 การลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง แสดงให้เห็นว่ามาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและเกณฑ์การปล่อยคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้น บวกกับความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ได้เร่งให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมเร็วขึ้น
สวนทางกับรถยนต์ระบบไฮบริด (HEV) ที่ยอดส่งออกในเดือนเดียวกันเติบโตร้อยละ 26.88 ปัจจัยที่ทำให้เทคโนโลยีไฮบริดยังคงได้รับการยอมรับในตลาดส่งออก คือความสะดวกในการใช้งานจริง รถยนต์ไฮบริดเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์เรื่องการประหยัดพลังงานและการลดมลพิษได้ทันที โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งาน
ทำไมไฮบริดถึงกลายเป็นพระเอกในชั่วโมงนี้ คำตอบคือ แม้ว่าโลกจะต้องการ BEV แต่ในหลายประเทศ สถานีชาร์จไฟยังไม่พร้อม รถยนต์ไฮบริดจึงตอบโจทย์ ประมาณว่าประหยัดน้ำมันเหมือนอีโคคาร์ แต่ปล่อยมลพิษต่ำใกล้เคียงรถไฟฟ้า ไม่ต้องวุ่นวายขับหาสถานีชาร์จ รวมถึงไฮบริดรุ่นใหม่บางรุ่นก็ให้ฟิลลิ่งปรู๊ดปร๊าดราวกับรถ EV เลยทีเดียว
สถานการณ์นี้อธิบายได้ว่าทำไมค่ายรถยนต์เจ้าตลาดยักษ์ใหญ่ค่ายญี่ปุ่นอย่าง โตโยต้า ถึงยังคงสถานะผู้นำในตลาดไทยและภูมิภาคนี้ไว้ได้ ยอดขายสะสม 5 เดือนแรกของโตโยต้าที่โต 4.59% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขามีซีรีส์ไฮบริดแทบจะครบทุกรุ่น ยกตัวอย่าง Yaris Cross HEV ที่ใช้ความน่าเชื่อถือของยี่ห้อชิงส่วนแบ่งจากรถไฟฟ้าจีนมาได้บ้างเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ก็ต้องยอมรับครับว่าเวลาของค่ายรถยนต์ในไทยเหลือไม่มากแล้วเช่นกัน โรงงานที่เคยผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปล้วน ต้องปรับตัวมาเป็นฐานผลิตระบบขับไฮบริดและมอเตอร์ไฟฟ้า เพราะในเมื่อยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นศูนย์กลาง BEV ได้ การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออกรถไฮบริดระดับโลก คือทางรอดที่จับต้องได้มากที่สุด
สมรภูมิส่งออกยานยนต์ปี 2569 ชี้ให้เห็นครับว่า “ผู้ที่อยู่รอด คือผู้ที่ปรับตัวได้ดีที่สุด” เพราะตราบใดที่ e-Fuels (เชื้อเพลิงสังเคราะห์) รวมถึงไฮโดรเจนยังมีราคาแพงอยู่มากในปัจจุบัน เครื่องยนต์สันดาปที่อาศัยเชื้อเพลิงปกติก็จะขายได้น้อยลงเรื่อย ๆ ฉะนั้น ถ้าค่ายไหนไม่มี EV หรือ Hybrid ชั่วโมงนี้บอกเลยว่าอยู่ยากจริง ๆ ครับ






























