ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนแวดวง “ข้าราชการไทย” ไม่น้อย เมื่อรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้หยิบยกเอา “แผนปฏิรูปข้าราชการไทย” ขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง โดยมอบหมายให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ซึ่งสาเหตุก็มาจากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แล้วพบว่างบประมาณรายจ่ายบุคลากรมีสัดส่วนค่อนข้างสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รัฐบาลยังมีภารกิจสำคัญอีกหลายด้านและจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการ ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นปัญหาต่อไป มันจะยิ่งเรื้อรังและสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับประเทศในอีกไม่กี่ปี่ข้างหน้า
เมื่อมีการนำตัวเลขภาระงบประมาณของระบบราชการมาศึกษาดู จะพบว่าในปีพ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีกำลังคนภาครัฐรวมอยู่ที่ราว ๆ 3 ล้านกว่าคน แบ่งเป็นข้าราชการ 1.76 ล้านคน และกำลังคนประเภทอื่นอย่างลูกจ้างชั่วคราว พนักงานจ้าง พนักงานราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และอื่น ๆ จะอยู่ที่ประมาณ 1.25 ล้านคน ตัวเลขที่ตามมาก็คือ งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ต้องจัดสรรไปเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 8.23 แสนล้านบาทต่อปี และถ้ารวมพวกเบี้ยหวัด หรือบำเหน็จบำนาญเข้าไปด้วย ตัวเลขนี้จะพุ่งทะลุ 1.1 ล้านล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว
ในขณะเดียวกัน ปัญหานี้ยิ่งส่อเค้าว่าจะวิกฤติหนัก เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ความก้าวหน้าทางการแพทย์ก็ดีขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนทำงานในระบบภาษีจะน้อยลงทุกวัน ทว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี งบค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน ทำให้เราเห็นภาพกันอย่างชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายของภาครัฐกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่รายได้ของรัฐน้อยลง หากไม่เร่งปรับลดขนาดและเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ ภาระทางการคลังของประเทศจะหนักเกินไปในอนาคต การปฏิรูปครั้งนี้เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างความยืดหยุ่นด้านสวัสดิการให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่
วิกฤติงบประมาณแผ่นดิน จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ภาครัฐต้อง “ผ่าตัดใหญ่” เพื่อแก้ปัญหางบประมาณที่บานปลายจากโครงสร้างระบบราชการเดิมที่ใช้กันมานานเป็นทศวรรษ การที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี ทั้งในส่วนของงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และค่าบำเหน็จบำนาญ มีสัดส่วนรวมกันสูงถึงร้อยละ 70 ในขณะที่งบประมาณสำหรับลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ อยู่ที่ราว ๆ ร้อยละ 20 เท่านั้น ส่วนอีกร้อยละ 10 ที่เหลือเป็นงบประมาณอื่น ๆ ซึ่งถ้ายังคงสัดส่วนงบประมาณแบบนี้ต่อไปอีกเรื่อย ๆ โครงสร้างนี้จะไม่สามารถพาประเทศไปต่อได้ในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมขนาดกำลังคนและค่าใช้จ่ายภาครัฐอย่างจริงจังเพื่อความยั่งยืน
ดังนั้น จึงมีการพูดถึงมาตรการในการ “ผ่าตัดใหญ่โครงสร้างราชการไทย” เพื่อรื้อระบบการจ้างงาน “ข้าราชการ” ค่าตอบแทน และสวัสดิการ ซึ่งในเวลานี้กำลังอยู่ในขั้นศึกษา เนื่องจากเป็นแนวทางที่กระทบกับข้าราชการในระบบจำนวนมาก โดยหลัก ๆ มีแนวทางคร่าว ๆ ดังนี้
1. การแช่แข็งอัตรากำลังโดยเร็วที่สุด
กำหนดให้จำนวนข้าราชการที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็น “อัตรากำลังสูงสุด” เท่าที่จะมีได้ โดยที่จะไม่มีการเปิดรับสมัครอัตรากำลังใหม่เพิ่มอีก เพื่อควบคุมจำนวนข้าราชการไม่ให้เพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้ และลดขนาดขององค์กรลงให้เหมาะสม ไม่ใหญ่เทอะทะ ไม่ทำงานซ้ำซ้อน จากนั้นค่อยไปดูว่าจะลดอัตราไหนลงได้บ้าง โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทน ทั้งยังปรับปรุงให้ข้าราชการสามารถโยกย้ายอัตรากำลังไปยังส่วนที่ขาดแคลน หรือข้าราชการระดับสูงสามารถย้ายข้ามกระทรวงหรือกรมในระนาบเดียวกัน เพื่อลดปัญหาการแบ่งเกรดและสร้างความเป็นธรรมในการเติบโต
2. การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานและทดแทนในบางอัตรา
ปรับเปลี่ยนจากระบบราชการเดิมสู่รัฐดิจิทัล เริ่มจากการทบทวนตำแหน่งงานที่ซ้ำซ้อนและซ้ำซาก หรือสามารถนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานได้ เช่น งานธุรการหรืองานเดินเอกสารที่ปัจจุบันส่งแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ อัตราเหล่านี้อาจเคยต้องใช้คนทำงานมากถึง 100 อัตรา แต่เมื่อนำเอาระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วย จะสามารถลดคนทำงานลงเหลือเพียง 10 อัตราเท่านั้น เพื่อการทำงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการปรับขนาดองค์กรให้กะทัดรัดลง ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน เพิ่มขีดความสามารถให้คล่องตัวและทันสมัย
3. อัตราไหนเกษียณไป ตำแหน่งนั้นจะหายไป
ต่อเนื่องมาจากแนวทางการแช่แข็งอัตรากำลัง เมื่อมีข้าราชการเกษียณอายุออกไปแล้ว หากตำแหน่งไหนมีอัตราที่ลดได้ หรือมีอัตรางานมากเกินไป อัตรานั้นอาจจะถูกยุบและหายไป จะไม่มีการเปิดสอบบรรจุใหม่ โดยเฉพาะงานในอัตราที่สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำงานทดแทนได้ ไม่จำเป็นต้องมีคนเยอะเหมือนเดิม การยุบทิ้งทันทีแบบนี้ คือการลดขนาดองค์กรที่ได้ผลจริงและเห็นผลเร็วที่สุด ยกเว้นแต่สายงานที่เป็นที่ต้องการ เช่น แพทย์ พยาบาล ที่สำคัญอย่างมากในสังคมผู้สูงอายุ ทั้งนี้มีการย้ำว่าไม่มีการบังคับออก ข้าราชการในระบบปัจจุบันก็อยู่ไปแบบเดิม
4. ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานให้ยืดหยุ่นขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การปรับเปลี่ยนจากระบบจ้างงานแบบรับราชการที่จ้างงานยาวจนถึงอายุ 60 ปี (เกษียณอายุ) ทำให้เข้ายาก ออกยาก ผลงานก็เป็นงานแบบงานประจำที่ต้องทำซ้ำ ๆ เดิม ทำให้การประเมินผลงานยาก และนั่นก็ทำให้ภาคราชการปรับตัวช้ากว่าภาคเอกชน มาเป็นการจ้างงานตามภารกิจ หรือรูปแบบสัญญาจ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะงานจริง ไม่เพียงเท่านั้น ยังอาจมีการดึงข้าราชการเกษียณที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านกลับมาทำงานเฉพาะทางในรูปแบบอื่น เช่น สัญญาจ้างชั่วคราวหรือจ้างเหมา แทนการจ้างงานเต็มเวลา
5. ค่าตอบแทน ให้เลือกระหว่าง “เงินเดือนสูง” หรือ “รอรับบำนาญ”
ข้าราชการกลุ่มใหม่ ๆ สามารถเลือกได้ ว่าจะยังอยู่กับระบบบำนาญของข้าราชการแบบเดิม หรือจะเลือกรับเงินเดือนที่สูงขึ้นเทียบเท่าภาคเอกชน จากนั้นก็นำไปบริหารจัดการเองเหมือนกับลูกจ้างในภาคเอกชน หรือนำไปลงทุนให้งอกเงยเพื่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อ ที่เงินบำนาญเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอยู่รอดได้ (ทว่าก็ต้องยอมรับความเสี่ยงเอง) อย่างไรก็ตาม สำหรับข้าราชการที่อยู่ในระบบเดิมจะไม่ถูกตัดสิทธิ์หรือบังคับทันที แต่จะมีทางเลือกให้เลือกว่าจะใช้ระบบเดิม หรือจะเปลี่ยนมาใช้ระบบใหม่ และยืนยันว่า ไม่กระทบสิทธิ์เดิมของข้าราชการปัจจุบัน เพราะเป็นสิทธิ์ตามกฎหมาย
6. ยกระดับสวัสดิการการรักษาพยาบาล
นี่คือช่องโหว่ขนาดใหญ่ของงบประมาณของประเทศที่หมดไปกับค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ เพราะระบบเดิมของข้าราชการ 1 คน สามารถใช้สิทธิร่วมได้อีกถึง 5-6 คน ได้แก่ เจ้าตัวเอง คู่สมรส บุตรได้ 2 คน และพ่อแม่ โดยรวมมันคือค่าใช้จ่ายของรัฐทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้น ค่ารักษาพยาบาลยังมีปัญหาในตัวของมันเอง จากพฤติกรรมที่เรียกว่า Shopping Doctor คือการที่ข้าราชการ 1 คนเจ็บป่วย และเดินสายไปหาหมอตามโรงพยาบาลต่าง ๆ 2-3 แห่ง เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยเดิม ผลที่ตามมาคือการรับยาซ้ำซ้อน ดันค่ายาให้พุ่งสูงเพิ่มเป็น 3 เท่า ไม่เพียงเท่านั้น การไปหาหมอครั้งหนึ่งอาจรักษามากกว่า 1 อาการ (เช่น เป็นไข้ และแจ้งหมอว่าช่วงนี้มีอาการปวดหลังด้วย) แถมหมอก็จ่ายยามาทีละ 3-6 เดือน จะได้ไม่ต้องมาหาหมอบ่อย ทั้งที่อาการเจ็บป่วยบางอาการไม่กี่วันก็หาย
วิธีแก้ที่ถูกเสนอขึ้นมาก็คือ การเปลี่ยนไปใช้ระบบประกันสุขภาพภาคเอกชนแบบสมัครใจ โดยรัฐจะเป็นผู้จ่ายค่าประกันขั้นพื้นฐานให้ เพื่อลดต้นทุนและแก้ปัญหาการเบิกจ่ายยาซ้ำซ้อน ทั้งยังให้ข้าราชการสามารถไปใช้บริการที่โรงพยาบาลเอกชนได้ แต่ถ้าอยากได้ความคุ้มครองเพิ่ม ก็สามารถจ่ายส่วนต่างได้เอง วิธีนี้จะช่วยจำกัดงบประมาณรัฐไม่ให้บานปลาย ลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ
7. การเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดด้วยความสมัครใจ
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยมีแนวคิดในการขยายอายุเกษียณอายุราชการจาก 60 ปีเป็น 65 ปี เพื่อคงไว้ซึ่งจำนวนของประชากรแรงงานในประเทศจากสังคมสูงวัย แต่ล่าสุด แนวคิดดังกล่าวที่เคยศึกษาไว้ก่อนหน้านี้ถูกพับไปแล้ว เนื่องจากการขยายอายุเกษียณ ถูกมองว่าเป็นการยื้อปัญหาและประสิทธิภาพงานไม่สอดคล้องกับงบประมาณ และทำให้ตำแหน่งงานว่างน้อยลงจนปิดกั้นโอกาสคนรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ต้องการเข้ามาทำงานในระบบราชการ
อย่างไรก็ตาม มีการเสนอมาตรการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retirement) ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นมาแทน เป็นแนวทางใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็นโดยมีกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือข้าราชการวัยกลางคนที่มีอายุ 40-49 ปี และที่มีอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป กับข้าราชการระดับสูงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรืออายุราชการไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุราชการเหลืออย่างน้อย 2 ปี เพื่อลดขนาดภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสนับสนุนให้คนเก่ง ๆ มีศักยภาพสูง สามารถออกไปเติบโตในโลกธุรกิจเอกชน หรือเป็นผู้ประกอบการ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอีกทางหนึ่ง
ข้อมูลจาก รายการ HOT NEWS จาก Nation Online และ รายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ จาก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว






























