ทุกครั้งที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ “เด็กถูกทำร้าย (อย่างรุนแรง)” หลาย ๆ คนในฐานะผู้เสพข่าว แม้ว่าจะไม่ได้รู้จักกับเด็กคนที่เป็นข่าวเป็นการส่วนตัว หรือยังไม่ได้แต่งงานมีลูกให้รู้สึกอินตาม ก็คงอดที่จะรู้สึกหดหู่ สังเวชใจ และอาจจะเคียดแค้นตามไปด้วยทุกครั้งไม่ได้ เพราะแต่ละข่าวที่ถูกตีแผ่ผ่านหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ออกข่าวทุกช่อง หรือเพจข่าวโซเชียลมีเดียทุกเพจก็กล่าวถึง ล้วนแล้วแต่เป็นข่าวที่น่าสะเทือนใจอย่างร้ายแรงทั้งนั้น แค่ได้รับรู้ก็รู้สึกโกรธแค้นแล้วว่าทำไมผู้ใหญ่คนหนึ่งถึงใจร้ายกับเด็กตัวเล็กนิดเดียวได้ขนาดนั้น
อย่างเช่นข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน ทุกคนน่าจะได้เห็นข่าวเด็กชายวัย 8 ขวบถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายจนตายกันแล้ว กรณีนี้มีหลายประเด็นมากที่เรียกว่าสะเทือนใจคนในสังคม ทั้งประเด็นวิธีการทำร้ายสุดโหดและทารุณของคนเป็นพ่อเลี้ยง ที่จับเด็กมัดด้วยสายเคเบิ้ลไทร์และโยงด้วยสายไฟไว้กับขื่อบ้าน จากนั้นลงมือเฆี่ยนตีด้วยสายไฟ แล้วปล่อยทิ้งไว้ทั้งคืน จนเด็กหลับไปในท่ายืน ไม่เพียงเท่านั้น ยังก่อเหตุซ้ำด้วยการบังคับให้เด็กปัสสาวะใส่ขวดแล้วบังคับให้ดื่ม บังคับเด็กกินพริกป่น บังคับเด็กกินอาเจียนของตัวเอง จบด้วยการใช้เท้าเตะ กระทืบจนเด็กแน่นิ่งไป
ประเด็นต่อมาคือ การที่คนที่เป็น “แม่แท้ ๆ” ของเด็กก็อยู่ในบ้าน เคยเห็นลูกถูกทำร้ายแต่กลับไม่ช่วยลูกของตนเอง ในวันเกิดเหตุ คนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ก็อยู่บ้าน อาบน้ำ เข้านอนตามปกติ ไม่สนใจความเป็นความตายของลูกตัวเองเลยด้วยซ้ำ มารู้อีกทีก็คือ ตอนที่ลูกสิ้นลมหายใจไปแล้ว
และอีกประเด็นก็คือ การที่ผู้ใหญ่ตัวโต ๆ สามารถทำกับเด็กตัวเล็กนิดเดียววัยเพียง 8 ขวบ ได้อย่างโหดเหี้ยมขนาดนั้น จิตใจของผู้ใหญ่คนนั้นทำด้วยอะไร แล้วการที่แม่ไม่ปกป้องลูกของตัวเองทั้งที่รู้เห็น อ้างว่าเพราะกลัวลูกโดนทำร้ายมากกว่าเดิม ก็ดูจะเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ที่สำคัญคือ เหมือนว่าแม่เด็กจะเห็นสามีใหม่ดีกว่าลูกในไส้ของตัวเอง
ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวโดยที่เด็กเป็นเหยื่อนั้นไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานและฝังรากลึก ปัจจัยหนึ่งอาจมาจากการที่คนในสังคมเพิกเฉยต่อความรุนแรงเหล่านี้ โดยมองว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว ผู้ที่ก่อเหตุอาจเป็นได้ทั้งพ่อแม่แท้ ๆ ของเด็กเอง พ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยง พ่อแม่บุญธรรมที่รับเด็กมาเลี้ยง ภายนอกแสร้งว่าเหมือนจะเป็นคนดี แต่สุดท้ายก็ทำร้ายเด็กที่รับมาอุปถัมภ์ รวมถึงญาติพี่น้องอื่น ๆ ที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เป็นบุคคลที่เด็กให้ความเคารพและไว้ใจ โดยที่หลายครั้งจบที่ความสูญเสีย เด็กถูกทำร้ายจน “ตาย”
อันที่จริง เราก็ทราบกันดีว่าข่าวการทำร้ายเด็กอย่างรุนแรงนี้เกิดขึ้นได้ทุกที่ เมื่อปีก่อนก็มีข่าวครูพี่เลี้ยงทำร้ายเด็กอนุบาลในโรงเรียน ข่าวเด็กโตถูกครูทำโทษจนต้องหามเข้าโรงพยาบาล มาในเวลานี้ ผู้ก่อเหตุก็คือคนในครอบครัวของเด็กเอง ที่สำคัญข่าวการทำร้ายเด็กที่เกิดทั้งจากที่บ้านและสถานศึกษาก็มีเป็นข่าวแทบจะวันเว้นวันมานานนมแล้ว แต่เราจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้จริง ๆ หรือ? ทั้งที่ในบางสถานการณ์ เราอาจช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งได้
จะช่วยเหลือเด็กที่ถูกทำร้ายได้อย่างไร
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หากพบเห็นการกระทำรุนแรงต่อเด็ก ถ้าเป็นที่สาธารณะอย่าเพิกเฉย ก่อนอื่นต้องรีบเข้าไปช่วยเหลือเด็กทันที เพื่อหยุดการทำร้ายและเพื่อให้เด็กได้รับความปลอดภัย (แต่คุณต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองด้วย) หรือหากเด็กถูกทำร้ายในบ้าน กรณีที่รู้ว่าเด็กจะถูกทำร้ายในช่วงเวลาใด เช่น เด็กถูกทำร้ายหลังจากกลับจากเลิกเรียนทุกวัน คุณอาจจะหากลอุบายนำเด็กออกมาจากสถานที่นั้นในช่วงเวลานั้น ๆ ก่อน เพื่อถ่วงเวลาระหว่างขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้โทรแจ้งสายด่วน 1300 ของศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเป็นหน่วยที่ทำหน้าที่ให้บริการประชาชนที่ประสบปัญหาสังคมในภาวะวิกฤติตลอด 24 ชั่วโมง จะมีเจ้าหน้าที่และนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ ที่ปฏิบัติงานให้คำแนะนำปรึกษา การช่วยเหลือประสานส่งต่อ รวมทั้งการช่วยเหลือเชิงรุก โดยมีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (Mobile Team) ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหา หรือจะแจ้งไปที่มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก หมายเลขโทรศัพท์ 0-2412-1196 ก็ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ การเข้าช่วยเหลือเด็กที่ถูกคนในบ้านทำร้ายร่างกาย คุณสามารถนำเรื่องดังกล่าวพร้อมกับหลักฐานไปร้องเรียนได้ที่องค์กรของรัฐ ได้แก่ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัด หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประจำจังหวัดได้ หรือถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนจริง ๆ คุณก็โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาระงับเหตุ แล้วค่อยติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหน่วยงานอื่นต่อไป โดยข้อมูลที่คุณต้องแจ้งแก่เจ้าหน้าที่เบื้องต้นเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือเด็ก ได้แก่
- เด็กที่ถูกทำร้ายเป็นใคร บ้านอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนทำร้าย (ใคร? ทำอะไร? ที่ไหน? อย่างไร?)
- แจ้งชื่อและเบอร์ติดต่อของผู้แจ้ง เพื่อที่กรณีเจ้าหน้าที่ขอรายละเอียดเพิ่มเติม (ข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกปิดเป็นความลับเพื่อความปลอดภัย)
ไม่ควรมีเด็กคนใดต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัว
เป็นข้อความที่เกี่ยวข้องกับ “การคุ้มครองเด็ก” ของ “องค์การยูนิเซฟ หรือกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ” ที่มีบทบาทหน้าที่ในการดูแล ปกป้อง คุ้มครองเด็กจากความรุนแรง การถูกทำร้าย การถูกละเลยทอดทิ้ง และจากการถูกนำมาแสวงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะการที่เด็กถูกทำร้ายอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะทางร่างกาย ทางจิตใจ หรือทางเพศ เพราะความรุนแรงสามารถส่งผลกระทบต่อเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจไปตลอดชีวิต และยังทำลายการพัฒนาโครงสร้างทางสมองของเด็กด้วย
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็กที่ถูกทำร้าย คือบั่นทอนความสามารถในการเรียนรู้ และอาจส่งผลให้เด็กเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ทำร้ายตัวเอง ไปจนถึงการฆ่าตัวตาย ความรุนแรงเหล่านั้นจะส่งผลให้เด็กจำนวนมากต้องมีชีวิตอยู่กับฝันร้ายวันแล้ววันเล่าไปตลอดชีวิต แม้ว่าเด็กบางคนจะได้รับการดูแล บำบัด เยียวยาจนหายดีแล้ว แต่ความรุนแรงที่เด็กเคยโดนกระทำก็ไม่หายไปจากความทรงจำเด็กได้อยู่ดี
นอกจากนี้ มันยังเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ด้วยที่ต้องปกป้องคุ้มครองเด็ก เด็กบางคนยังเล็กมาก ๆ จนไม่สามารถต่อสู้เอาตัวรอดด้วยตัวเองได้ เด็กบางคนถูกทำร้ายจนสิ้นสภาพ บางกรณีเด็กไม่สามารถจะขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ได้ตรง ๆ ฉะนั้น เราอาจจำเป็นต้องสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเด็ก ทั้งรอยฟกช้ำดำเขียวจากร่างกายภายนอก พฤติกรรมที่เด็กแสดงออก อันเนื่องมาจากได้รับผลกระทบทางจิตใจ อย่าปล่อยปละละเลยสัญญาณขอความช่วยเหลือเหล่านี้จากเด็กอย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้น อาจจะเกิดความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับเด็ก แบบที่เคยเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน
ความคิดเดิมที่ใครหลายคนเคยเข้าใจว่าการสั่งสอนหรือการลงโทษโดยใช้ความรุนแรงทางร่างกาย เช่น การทุบตี หรือด่าว่าทำร้ายจิตใจแรง ๆ เป็นวิธีปกติในการสร้างวินัยให้กับเด็ก ขอให้คิดเสียใหม่ มีอีกหลายวิธีที่จะสั่งสอนเด็กได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ส่วนการลงโทษก็ทำแค่พอให้เด็กได้รู้ว่าตัวเองผิดและสำนึกผิดก็พอ ซึ่งมันก็มีอีกหลายวิธีที่ไม่ใช่การทำร้ายร่างกายและจิตใจเด็กอย่างรุนแรงและการกระทำที่เกินกว่าเหตุกับเด็ก
เด็กทุกคนควรได้รับการปกป้องคุ้มครองเพื่อให้มีวัยเด็กที่ปลอดภัยและเป็นสุข และไม่ควรมีเด็กคนไหนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัว ดังนั้น เราทุกคนต่างมีส่วนร่วมในการยุติความรุนแรงต่อเด็กได้ก่อนที่จะสายเกินไป เพียงแค่คุณรู้สึกสงสัยว่าเด็กถูกทำร้าย เข้าไปขัดขวางให้ความช่วยเหลือ หรือโทรศัพท์เพื่อแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือเท่านั้นเอง
ข้อมูลจาก มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ






























